Home - SEO - 7 SEO Tools ที่จะเข้ามาช่วยให้การทำ SEO ของคุณประสบความสำเร็จ พร้อมสอนวิธีใช้

7 SEO Tools ที่จะเข้ามาช่วยให้การทำ SEO ของคุณประสบความสำเร็จ พร้อมสอนวิธีใช้

seo-tools
SEO Tools คือ ตัวช่วยสำคัญของธุรกิจหรือแบรนด์ที่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง เพราะจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำ SEO Content มากยิ่งขึ้น ทั้ง On-page และ Off-page ไม่ว่าจะเป็นทั้งการค้นหาไอเดีย Keyword, การวางแผนทำ Keyword Research ไปจนถึงการตรวจสอบดูเว็บไซต์คู่แข่ง  ซึ่งใน[บทความ SEO](https://nerdoptimize.com/seo/seo-writing/) นี้ Nerd Optimize ได้รวบรวม SEO Tools ที่ควรใช้ในปี 2026 หากต้องการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับหนึ่งมาให้คุณแล้ว

เลือกหัวข้ออ่าน
- [Google Keyword Planner](#h-google-keyword-planner)
[จุดเด่นของ Google Keyword Planner ](#h-จ-ดเด-นของ-google-keyword-planner)
- [วิธีใช้งาน Google Keyword Planner](#h-ว-ธ-ใช-งาน-google-keyword-planner)

- [Ahrefs](#h-ahrefs)
[จุดเด่นของ Ahrefs](#h-จ-ดเด-นของ-ahrefs)
- [Ahrefs ราคาเท่าไร?](#h-ahrefs-ราคาเท-าไร)

- [SEMRush](#h-semrush)
[จุดเด่นของ SEMRush](#h-จ-ดเด-นของ-semrush)
- [SEMRush ราคาเท่าไร?](#h-semrush-ราคาเท-าไร)

- [Yoast SEO](#h-yoast-seo)
[ขั้นตอนการใช้งาน Yoast SEO](#h-ข-นตอนการใช-งาน-yoast-seo)
- [Yoast SEO ราคาเท่าไร?](#h-yoast-seo-ราคาเท-าไร)

- [Google Search Console](#h-google-search-console)
[วิธีใช้งาน Google Search Console](#h-ว-ธ-ใช-งาน-google-search-console)

- [Google Analytics](#h-google-analytics)
[จุดเด่นของ Google Analytics 4](#h-จ-ดเด-นของ-google-analytics-4)

- [Looker Studio](#h-looker-studio)
[จุดเด่นของ Looker Studio](#h-จ-ดเด-นของ-looker-studio)

- [สรุปทั้งหมด](#h-สร-ปท-งหมด)

## Google Keyword Planner

[Google Keyword Planner](https://ads.google.com/intl/th_th/home/tools/keyword-planner/) คือ หนึ่งใน SEO Tools พื้นฐานที่นักการตลาดทุกคนต้องรู้จักในการวางแผน Keyword ซึ่งจะช่วยให้การทำ Keyword Research เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น และขึ้นชื่อว่าเป็นเครื่องมือของ Google แล้วก็ช่วยให้การคาดการณ์ในการทำ Google Ads ได้ตรงจุดยิ่งขึ้นอีกด้วย

![google ads](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2024/02/google-ads.png)

### จุดเด่นของ Google Keyword Planner 

Google Keyword Planner **สามารถใช้งานได้ฟรี** เพียงแค่มีบัญชีของ Google Ads ก็สามารถเข้าถึงทั้งข้อมูลเชิงลึก (Insight) ของแต่ละ Keyword ได้ทันที ทั้งจำนวนการค้นหา (Search Volume) และระดับการแข่งขันของ Keyword แต่ละคำ, [long tail keyword คือ](https://nerdoptimize.com/seo/long-tail-keywords/)อะไร โดยราคาเฉลี่ยสูงสุด-ต่ำสุดในการ Bid โฆษณาในตำแหน่งบน ๆ ของ Search Engine รวมถึงอัตราส่วนแบ่งการแสดงโฆษณาจาก [search term คือ](https://nerdoptimize.com/seo/search-term/) ของเราและคู่แข่ง (Ad Impression Share)

### วิธีใช้งาน Google Keyword Planner

1. สมัครบัญชี [Google Ads](https://ads.google.com/home/)

2. จากนั้นกด **“Switch to Expert Mode”** เพื่อเข้าสู่การใช้าน

![สมัครบัญชี Google Ads](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2024/02/สมัครบัญชี-Google-Ads-1024x809.png)

3. กด **“Set up an account only”**

![google Set up an account only](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2024/02/google-Set-up-an-account-only-871x1024.png)

4. เมื่อเสร็จแล้วให้ใส่ข้อมูล Billing Country, Time Zone และ Currency จากนั้นคลิก **“Submit”**

![create your first campaign](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2024/02/create-your-first-campaign-1024x746.png)

5. กด **“Explore your account” **

![Explore your account](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2024/02/Explore-your-account.png)

6. ไปที่** Menu Bar > “Tools and settings” > “Planning” > “Keyword Planner”**

![google planning](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2024/02/google-planning-1024x921.png)

7. เสร็จเรียบร้อยแล้ว ทีนี้ก็สามารถเข้าไปใช้งาน Google Keyword Planner ได้แล้ว สำหรับฟีเจอร์พื้นฐานที่น่าสนใจของ Google Keyword Planner ประกอบไปด้วย

![Google Keyword Planner](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2024/02/Google-Keyword-Planner-1024x580.png)

- **Discover New Keywords** – ใช้การหาไอเดีย Keyword ใหม่ ๆ ที่สามารถช่วยให้เราเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจได้มากยิ่งขึ้น

- **Get Search Volume and Forecasts** – ฟีเจอร์ที่ช่วยแสดงผลจำนวนการค้นหาเฉลี่ย (Search Volume) ในแต่ละเดือน รวมถึง Forecasts การคาดการณ์ประสิทธิภาพแคมเปญโฆษณาบน Google Ads ในอนาคต ทำให้เราสามารถประเมินได้ว่า Keyword คำไหนที่ประสิทธิภาพมากพอที่จะนำมาใช้ในการทำแคมเปญโฆษณาบน Google Ads ได้

![Keyword Research tools](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2024/02/Keyword-Research-tools-1024x984.png)

สำหรับใครที่เป็นมือใหม่ในการทำ SEO แล้วกำลังมองหาเครื่องมือนั้นอยู่ Google Keyword Planner ถือว่าเป็น SEO Tools ที่ช่วยให้คุณเริ่มต้นทำ [Keyword Research](https://nerdoptimize.com/seo/google-keyword-planner/) ได้แบบฟรี ๆ แต่อาจจะมีข้อจำกัดเล็กน้อยสำหรับ Account ที่ไม่เคยทำแคมเปญโฆษณาบน Google Ads มาก่อน ตรงที่ไม่สามารถดูจำนวนการค้นหาเฉลี่ยต่อเดือนแบบเป็นตัวเลขเฉพาะเจาะจง แต่จะเห็นเพียงช่วงจำนวนเท่านั้น แต่สำหรับการใช้งานก็ยังถือว่าคุ้มค่าในการใช้งานเพื่อตามหาไอเดีย Keyword ใหม่ ๆ ได้เป็นอย่างดี

## Ahrefs

Ahrefs คือ SEO Tools ที่เหมาะมากสำหรับธุรกิจที่มีเว็บไซต์และทำ SEO เพราะนอกจากจะครอบคลุมความสามารถในการติดตามประสิทธิภาพอันดับในการทำ SEO แล้ว ก็ยังโดดเด่นในด้านการวิเคราะห์การทำ Backlink และ SEO Audit อีกด้วย โดย Ahrefs มีทั้งเวอร์ชันฟรีและเสียเงินให้เลือกใช้งาน

![Ahrefs](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2024/02/Ahrefs-1024x551.png)

### จุดเด่นของ Ahrefs

สำหรับ Ahrefs **เวอร์ชันฟรี**จะมีฟีเจอร์เด่น ๆ ที่สำคัญให้ใช้งาน เช่น

- **Free Keyword Generator **– ฟีเจอร์พื้นฐานในการหาไอเดีย Keyword เพื่อนำมาทำ Keyword Research โดยเราสามารถค้นหาแยกในแต่ละ Search Engine ได้ เช่น Google, Bing หรือ YouTube อีกทั้งยังสามารถเลือกค้นหาเฉพาะบางประเทศได้ แต่ในเวอร์ชันฟรีจะค้นหาได้เพียง 10 คำเท่านั้น

- **Keyword Difficulty Checker **– เครื่องมือสำหรับเช็กความยาก-ง่ายในการทำอันดับของ Keyword นั้น ๆ 

- **Keyword Rank Checker **–  เครื่องมือที่ใช้สำหรับตรวจสอบเว็บไซต์ว่า Keyword ที่เราต้องการเน้นทำอันดับ ตอนนี้อยู่ในลำดับที่เท่าไรแล้ว

- **Backlink Checker **– เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเช็กจำนวน Backlink ที่อ้างอิงกลับเข้ามายังเว็บไซต์ ซึ่งสามารถเลือกได้ว่าจะตรวจสอบแค่หน้าเว็บไซต์นั้น ๆ (Exact URL) หรือจะตรวจสอบทุกหน้า รวมถึงทุก Subdomain ของเว็บไซต์ของเราด้วย

- **Website Authority Checker **– เครื่องมือสำหรับเช็กความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ เพื่อดูว่า Google มองเว็บไซต์นั้น ๆ ว่ามีคุณภาพมากน้อยแค่ไหน โดยเกณฑ์การวัดผลจะเป็นเกณฑ์เฉพาะของ Ahrefs โดยตรง

- **Broken Link Checker **– ใช้สำหรับตรวจสอบลิงก์เสียบนเว็บไซต์ โดยจะดูว่ามีลิงก์ในจุดไหนบ้างที่ใช้งานไม่ได้ เช่น หน้า 404 Not Found

- **Website Traffic Checker **– ฟีเจอร์ที่ใช้ตรวจสอบ Traffic ที่เข้ามายังเว็บไซต์ เพื่อดูว่า Keyword ไหนที่เรียก Organic Traffic เข้ามาได้เยอะ เข้ามานั้นมาจากช่องทางใดบ้าง

![Keywords Explorer](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2024/02/Keywords-Explorer-1024x474.png)

สำหรับใครที่อัปเกรดเป็น Ahrefs **เวอร์ชันเสียเงิน** ก็จะมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจเพิ่มเติมเข้ามาอีก เช่น 

- **Dashboard **– เป็นหน้ารวมโปรเจกต์ต่าง ๆ ที่เรากำลังถืออยู่ในหน้าเดียว โดยจะแสดง Metric ที่สำคัญของแต่ละเว็บไซต์ให้ดู เช่น จำนวน Traffic, อันดับ Ranking, จำนวน Backlink, คะแนนสุขภาพของเว็บไซต์ (Health Score) เป็นต้น

- **Site Explorer **– Site Explorer จะเป็นเครื่องมือที่นักทำ SEO มักจะเอาไว้ใช้ส่องคู่แข่ง เพื่อดูว่าเว็บไซต์ของคู่แข่งนั้นทำ [SEO คือ](https://nerdoptimize.com/seo/what-is-seo/)อะไร รวมถึงใช้เช็กสุขภาพเว็บไซต์ของตัวเองได้ด้วย โดยให้คุณทำการกรอกโดเมนที่ต้องการแล้วกด Search 

- **Keywords Explorer **– เครื่องมือที่เอาไว้ทำ Keyword Research โดยเฉพาะ ซึ่งจะสามารถดู จำนวน Search Volume, ความยาก-ง่ายของ Keyword, ดู Keyword อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Primary Keyword ของเราได้

- **Site Audit **– ฟีเจอร์ที่ใช้ในการตรวจสอบว่าเว็บไซต์ของเรามีปัญหาอะไรบ้าง เช่น มีลิงก์เสีย (Broken Link) หรือหน้าเว็บไซต์โหลดช้า (Page Speed) หรือไม่

- **Rank Tracker **– เปรียบเทียบคู่แข่งโดยสามารถ Track เป็น Keyword ได้ว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลง หรือตรวจดูได้ว่าเว็บไซต์ของเราทำอันดับได้ดีขึ้นหรือตกลงในช่วงไหนบ้าง

- **Content Explorer **– ฟีเจอร์ที่เพียงแค่ใส่ Keyword เข้าไป ก็จะแสดงข้อมูลให้เห็นว่ามีเว็บไซต์ใดบ้างที่ใช้ Keyword เดียวกับเรา เห็นด้วยว่าคู่แข่งใช้ Topic, Title และ Description อะไรบ้าง ช่วยเพิ่มไอเดียในการเขียน SEO Content ได้อีกทางหนึ่ง

- **Competitive Analysis **– ใช้เปรียบเทียบเว็บไซต์ของเรากับคู่แข่งว่ามี Performance เป็นอย่างไร ทั้งจำนวน Keyword ทั้งหมด และรายละเอียด Keyword แต่ละคำว่าในแต่ละเว็บไซต์มีการติดอันดับใน Keyword เดียวกันหรือไม่ และติดอยู่ในอันดับที่เท่าไร

- **Ahrefs SEO Toolbar** – Extention ของ Ahrefs สำหรับ Chrome หรือ Firefox ซึ่งช่วย Monitor เว็บไซต์ที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยจะแสดง Metrics ต่าง ๆ โดยรวมของเว็บไซต์ เช่น จำนวน Backlink, จำนวน Keyword หรือ องค์ประกอบต่าง ๆ ของคอนเทนต์ เช่น [Title Tag คือ](https://nerdoptimize.com/seo/title-tag/), [Meta Description คือ](https://nerdoptimize.com/seo/meta-description/), [Heading Tag](https://nerdoptimize.com/seo/what-is-heading-atag/) เป็นต้น

### Ahrefs ราคาเท่าไร?

Ahrefs สามารถเริ่มต้นใช้งานได้ฟรี แต่สำหรับใครที่ต้องการฟีเจอร์ที่แอดวานซ์กว่านี้ ก็สามารถอัปเกรด Ahrefs เป็นเวอร์ชันเสียเงินได้ โดยจะมีราคาให้เลือก 4 แพ็กเกจ

- **Lite** เริ่มต้นที่ $99 (ประมาณ 3,500 บาท/เดือน)

- **Standard **เริ่มต้นที่ $199 (ประมาณ 7,000 บาท/เดือน)

- **Advanced** เริ่มต้นที่ $399 (ประมาณ 14,000 บาท/เดือน)

- **Enterprise **เริ่มต้นที่ $999 (ประมาณ 35,000 บาท/เดือน)

สามารถดูรายละเอียดราคาของ Ahrefs เพิ่มเติมได้ [ที่นี่](https://ahrefs.com/pricing)

Ahrefs ถือว่าเป็นเครื่องมือที่ตอบโจทย์สำหรับใครที่อยากลงทุนกับการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ เพราะมีฟีเจอร์ที่ครบครันและน่าสนใจมาก แม้ในเวอร์ชันฟรีอาจจะถูกจำกัดการใช้งานไปบ้างในบางฟีเจอร์ แต่ถ้าอัปเกรดเป็นเวอร์ชันเสียเงิน แม้ดูเหมือนว่าเราอาจต้องจ่ายในราคาที่สูงหน่อย แต่ผลตอบแทนในระยะยาวจากการทำ SEO ถือว่าคุ้มค่าอย่างแน่นอน

## SEMRush

SEMRush คือ SEO Tools ที่ช่วยให้เราสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกได้ทั้งฝั่งตัวเองและคู่แข่งได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญ SEMRush ยังครอบคลุมการทำ Digital Marketing (เกือบทั้งหมด) ไม่ใช่เฉพาะแค่ในการทำ SEO เท่านั้น แต่ยังรวมถึง PPC, Social Media Management, Keyword Research, Competitive Research, Content Marketing, Marketing Insights และ Campaign Management อีกด้วย

![SEMRush](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2024/02/SEMRush-1024x547.png)

### จุดเด่นของ SEMRush

Semrush สามารถวิเคราะห์ข้อมูลทั้งของตัวเราเองและคู่แข่งในเชิงลึกได้ ทำให้รู้และเข้าใจกลยุทธ์ต่าง ๆ ที่คู่แข่งใช้ได้ง่ายขึ้น และสามารถนำมาปรับใช้กับเว็บไซต์ของเราได้ โดยฟีเจอร์ที่น่าสนใจของ SEMRush เช่น 

- **การทำ SEO** ที่สามารถเปรียบเทียบ [Keyword](https://nerdoptimize.com/seo/what-is-keyword/) กับคู่แข่งได้มากถึง 5 โดเมน

- **Position Tracking** ช่วยติดตามอันดับของ Keyword ที่เราต้องการโฟกัส

- **การทำ Competitive Research** ที่ช่วยหา Content Gap เพื่อมองเห็นช่องโหว่ของคอนเทนต์แต่ละอัน พร้อมทั้งช่วยให้ค้นพบไอเดียในการทำ Topic ที่จะส่งผลดีต่อ SEO Strategy ของเราได้

- **การทำ Site Audit** mujแสดงให้เห็นถึงภาพรวม Health Score ของเว็บไซต์ พร้อมทั้งช่วยตรวจสอบและรายงานปัญหาบนเว็บไซต์ที่ไม่เป็นผลดีต่อการทำ SEO เช่น การมี Broken Link อยู่บนเว็บเพจ หรือปัญหาทางด้าน HTML Tags

- **Keyword Magic Tool **ฟีเจอร์ที่ดีต่อการทำ Keyword Research ในการช่วยแนะนำ Keyword ใหม่ที่มีมากกว่า 2.4 หมื่นล้านคำ พร้อมทั้งบอก Insight เช่น Competition Level, Keyword Difficulty, Monthly Volume, Related Phrases, Search Intent และอื่น ๆ 

![SEMRush-research-keywords](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2024/02/SEMRush-research-keywords.png)

### SEMRush ราคาเท่าไร?

SEMRush สามารถเริ่มต้นใช้งานได้ฟรี 14 วัน แต่ถ้าอัปเกรดเป็นเวอร์ชันเสียเงิน จะแบ่งออกเป็น 3 แพ็กเกจด้วยกัน คือ

- **Pro** เริ่มต้น $129.95 (ประมาณ 4,600 บาท/เดือน)

- **Guru** เริ่มต้น $249.95 (ประมาณ 8,800 บาท/เดือน)

- **Business** เริ่มต้น $449.95 (ประมาณ 16,000 บาท/เดือน)

- ถ้าเลือกจ่ายรายปีจะมีส่วนลด 17% 

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมของแต่ละแพ็กเกจได้ [ที่นี่](https://semrush.com/pricing/)

SEMRush ถือว่าเป็น SEO Tools อีกหนึ่งตัวที่น่าสนใจ เพราะเป็นเครื่องมือช่วยทุ่นแรงแบบ All-in-one ครบเครื่องเรื่อง Digital Marketing เหมาะสำหรับนักการตลาดสายดิจิทัลในยุคนี้มาก ๆ

## Yoast SEO

มาถึงคิวของ [Yoast SEO](https://yoast.com/wordpress/plugins/seo/) ต้องถูกใจสำหรับคนที่ใช้ WordPress อย่างแน่นอน เพราะเป็น Plug-in บน WordPress ที่เปรียบเสมือนเป็นเช็กลิสต์ที่ช่วยให้การทำ SEO Content มีประสิทธิภาพและสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น โดย Yoast SEO จะช่วยแนะนำและปรับแต่งโครงสร้างของเว็บไซต์ให้ถูกต้องตามหลัก On-page SEO

สำหรับเช็กลิสต์ที่ Yoast SEO ลิสต์มาให้เรานั้น ตัวอย่างเช่น 

- คอนเทนต์ของเรามี Primary Keyword คืออะไร

- เราใช้ Keyword ในบทความมากเกินไปหรือเปล่า 

- การเขียน Title และ Description ดีพอแล้วหรือยัง หรือมีความยาวมากเกินไปหรือไม่

- มีการใส่รูปภาพและติด Backlink หรือไม่ 

โดยถ้าหากทำการติดตั้ง Yoast SEO แล้ว ก่อนลงคอนเทนต์ระบบจะแสดงจุดไฟ สีเขียว (ดีมาก) สีส้ม (พอใจ) และสีแดง (ควรปรับปรุง) เพื่อบอกให้เรารู้ว่าตรงจุดไหนที่ถูกต้องตามหลักแล้ว หรือตรงจุดไหนที่ควรปรับปรุงแก้ไข

![Yoast SEO](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2024/02/Yoast-SEO-1024x583.png)

### ขั้นตอนการใช้งาน Yoast SEO

สำหรับการติดตั้งใช้งาน Yoast SEO ก็ง่ายมาก เพียงแค่มีบัญชี WordPress และทำตามขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้

- เข้าไปที่หลังบ้านของ WordPress > Plugins

- พิมพ์ค้นหาคำว่า **Yoast** ใน WordPress Plugin

- เลือก Yoast SEO > Install > Activate

- เพียงเท่านี้ Yoast SEO พร้อมใช้งานแล้วบน WordPress

### Yoast SEO ราคาเท่าไร?

ในส่วนของราคา Yoast SEO จะมีทั้งแบบฟรีและ Yoast SEO Premium ในราคาเริ่มต้นที่ $99 หรือประมาณ 3,500 บาท/ปี ซึ่งหากอัปเกรดเป็นเวอร์ชัน Premium จะได้ฟีเจอร์เพิ่มเติมขึ้นมา เช่น

- **Internal Linking Suggestion** – การแนะนำ Internal Link ที่เกี่ยวข้องกับคอนเทนต์ของเรา

- **Content Insights **– ฟีเจอร์ที่เอาไว้ตรวจสอบว่า 5 คำหรือวลีไหนที่เราใช้ซ้ำกันเยอะมากที่สุดในคอนเทนต์นั้น ๆ โดยการตรวจสอบนั้นจะอิงจาก Keyword ที่เราเน้น

- **Redirect Manager** – ฟีเจอร์ที่จะช่วย Redirect URL ของเราให้อัตโนมัติ หากลิงก์นั้นกลายเป็นหน้า 404 Not Found ซึ่งจะช่วยให้เราไม่เสีย Traffic ไป

- **Focus Keyword Export** – สามารถ Export ไฟล์ CSV ภาพรวมของ Focus Keyword และคะแนน SEO ได้

- **24/7 Support ตลอด 1 ปี** – หากเรามีข้อสงสัยหรือติดปัญหาอะไรในการใช้งาน สามารถติดต่อทีมได้ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 1 ปี

- **Ad-Free** – ไม่มีโฆษณาตลอดการใช้งาน

แม้ Yoast SEO จะไม่ได้เป็นตัวช่วยค้นหาไอเดีย Keyword ในการทำ Keyword Research เหมือนกับ SEO Tools ตัวอื่น ๆ แต่ Yoast SEO ก็เหมือนเป็นเช็กลิสต์ที่ช่วยให้การทำ SEO Content มีประสิทธิภาพและสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น และถึงแม้ว่าคุณจะเป็นมือใหม่ ก็สามารถเริ่มต้นใช้ได้ไม่ยากแน่นอน

## Google Search Console

Google Search Console อีกหนึ่งเครื่องมือตัวช่วยชั้นดีกับสาย SEO ที่เอาไว้ดูว่าลูกค้าของเราได้รับประสบการณ์ที่ดีจากการใช้งานเว็บไซต์ของเราหรือไม่ จาก Insight ต่าง ๆ บนเว็บไซต์ เช่น

- รายงานยอดการเข้าชมเว็บไซต์แบบ Organic

- Keyword ที่ Traffic ใช้เข้ามาบนเว็บไซต์

- จำนวนความถี่ที่ Traffic เข้ามายังเว็บไซต์

- เว็บไซต์ไหนที่ติด Backlink กลับมายังเว็บไซต์เรา

- เว็บเพจหน้าที่เป็น Broken Link (404 Not Found) หรือ Server Error 

- รายงานการรองรับการแสดงผลบนมือถือของเว็บไซต์

โดย Insight เหล่านี้จะเป็นประโยชน์มาก ๆ เพราะเราจะรู้ได้ทันทีจากข้อมูลเหล่านี้ว่าลูกค้าได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีหรือไม่ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำ SEO ที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอันขาด

![Google Search Console](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2024/02/Google-Search-Console-1024x691.png)

นอกจากนี้ [Google Search Console](https://search.google.com/search-console/about) ยังมี API สำหรับเชื่อมต่อกับ BigQuery (หรือฟีเจอร์ Bulk Data Export) อีกด้วย ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับเว็บไซต์ขนาดใหญ่ที่มีหน้าเว็บหลายหมื่นหน้าหรือเว็บไซต์ที่มีการเข้าชมจากการค้นหาหลายหมื่นรายการต่อวัน (หรือทั้ง 2 อย่าง) เพื่อนำข้อมูล Insight ไปวิเคราะห์ขั้นสูงรวมกับข้อมูลด้านอื่น ๆ และทำ Data Visualization ออกมาให้ดูง่ายในขั้นตอนต่อไป

### วิธีใช้งาน Google Search Console

1. เริ่มต้นใช้งานฟรีง่าย ๆ เพียงแค่สมัครบัญชี Google 

2. เมื่อเข้าไปในเว็บไซต์ Google Search Console แล้วกด Start จะปรากฏหน้าต่างให้เราเลือกว่า Property หรือเว็บไซต์ที่เราต้องการใช้นั้นมีการลงทะเบียนอย่างไร  โดยจะมี 2 ส่วนให้เลือก คือ

- **Domain** – อนุญาตให้เข้าถึงทั้งเว็บไซต์ เช่น [https://example.com](https://example.com)

- **URL Prefix** – เลือกเฉพาะบางหน้าเว็บเพจเท่านั้น เช่น [https://example.com/blog/seo-tools/](https://example.com/blog/seo-tools/)

![วิธีใช้งาน Google Search Console](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2024/02/วิธีใช้งาน-Google-Search-Console-1024x816.png)

3. เมื่อเราใส่ URL ที่ต้องการไปแล้ว ก็จะปรากฏหน้าจอให้ Verify หรือคือการพิสูจน์ว่าเราเป็นเจ้าของเว็บไซต์นั้น ๆ จริงหรือไม่

![verify domain ownership via DNS record](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2024/02/verify-domain-ownership-via-DNS-record-1024x962.png)

4. เมื่อเลือกเสร็จแล้ว ให้เราทำการติดตั้ง โดยวิธีที่นิยมติดตั้ง Google Search Console จะมี 2 วิธีหลัก ๆ คือ **ติดตั้งโดยใช้ไฟล์ HTML** กับ **ใช้ Plug-in**

- **ติดตั้งโดยใช้ไฟล์ HTML **– สามารถติดตั้งได้โดยการดาวน์โหลดไฟล์ HTML หลังจากดำเนินการ Verify แล้วนำไฟล์มาวางไว้ที่ Directory แรกของเว็บไซต์เลย แต่วิธีค่อนข้างยุ่งยากสักหน่อย เพราะเราต้องรู้ที่ตั้งของตำแหน่งของหน้าต่าง ๆ บนเว็บไซต์

- **ติดตั้งโดย Plug-in **– วิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่ไม่ถนัดด้านเทคนิคหลังบ้านโดยตรง โดยจะใช้ Plug-in ของระบบ CMS ที่เราใช้ในการช่วยติดตั้งให้ เช่น Yoast SEO โดยวิธีการทำคือการเลือก HTML Tag และกดคัดลอกโค้ดไปวางในช่อง Google Verification Code ในหน้า Web Master Tools Verification ของ Plug-in เว็บไซต์ของเรา เมื่อวางโค้ดแล้ว Save เรียบร้อย ให้กลับไปหน้า Google แล้วกด Verify

หลังจากที่ทำการติดตั้ง Google Search Console ร่วมกับเว็บไซต์เสร็จสิ้นแล้ว มาดูฟีเจอร์การใช้งานที่น่าสนใจกัน

- **Performance – **รายงานประสิทธิภาพที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพเว็บไซต์ของเราบน Google โดยจะแสดง Metric ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์และจำเป็นต่อการทำ SEO ทั้ง Total Clicks, Total impressions, Average CTR (Click-Through Rate) และ Average Position

![google search console search results](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2024/02/google-search-console-search-results-1024x577.png)

- **URL Inspection** – เครื่องมือการตรวจสอบ URL ที่ช่วยให้เราตรวจสอบสถานะแต่ละหน้าบนเว็บไซต์ของเราว่าอยู่ในสายตาของ Google ไหม รวมถึงรายงานว่าระบบ Crawling หรือการสำรวจของ Google มาสำรวจล่าสุดวันไหน และรายงานว่าเว็บไซต์ของเรามี Error อะไรบ้างที่เข้ามาฉุดให้คะแนน SEO ของเราตกลง

![google search console url inspection](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2024/02/google-search-console-url-inspection-1024x721.png)

- **Sitemap **– เป็นไฟล์ที่ทำหน้าที่บอกว่าเว็บไซต์ของเรามี URL อะไรอยู่บ้าง เหมือนกับเป็นแผนผังเว็บไซต์ของเราว่าเชื่อมต่อกับอะไร และมีเนื้อหาอะไรที่เกี่ยวข้องกันบ้าง

![google search console-site-map](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2024/02/google-search-console-site-map-1024x687.png)

- **Page Experience Report** – รายงานประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์จากผู้ใช้งาน โดยจะวัดตามเกณฑ์ต่าง ๆ เช่น **Core Web Vitals** (ชุดเมตริกจาก Google ที่วัดการโหลด การโต้ตอบ และความเสถียรของภาพของเนื้อหาบนหน้าเว็บ), **Mobile Usability** (เว็บไซต์รองรับการใช้งานบนมือถือหรือไม่), **HTTPS** (การเชื่อมต่อเว็บไซต์ของเราปลอดภัยหรือไม่)

![google-search-console-page-experience](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2024/02/google-search-console-page-experience-1024x637.png)

Google Search Console ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยธุรกิจที่มีเว็บไซต์และทำ SEO ได้นำผลลัพธ์ไปพัฒนาเว็บไซต์ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเราสามารถปรับปรุงและแก้ไขได้ครบถ้วนตามที่ Google Search Console บอกเรามา การทำเว็บไซต์ติดอันดับหน้าแรกบน Google ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

## Google Analytics

[Google Analytics](https://analytics.google.com/analytics/web/) (GA) คือ เครื่องมือฟรีจาก Google ในการช่วยวิเคราะห์และวัดประสิทธิภาพของเว็บไซต์และแอปพลิเคชันอย่างละเอียด โดยถูกพัฒนาจากเวอร์ชันเดิม Universal Analytics (UA) ที่ออกมาเมื่อปี 2012 แต่ในปัจจุบัน Google ได้ประกาศหยุดใช้ UA ไปแล้วเมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2023 ที่ผ่านมา

![Google Analytics 4](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2024/02/Google-Analytics-4-1024x544.png)

### จุดเด่นของ Google Analytics 4

การทำ SEO นอกจากจะต้องมีการทำ Keyword Research แล้ว ก็ต้องดูผลลัพธ์ของสิ่งที่เราตั้งใจจะให้มันเกิดขึ้นด้วย ซึ่งจุดเด่นของ GA4 คือ สามารถเก็บสถิติได้ทั้งเว็บไซต์และแอปพลิเคชันไปพร้อมกันได้ รวมถึงการทำ Event / Conversion Tracking ต่าง ๆ ที่ต้องแยกทำบน Google Tag Manager ทำให้เกิดความยุ่งยากในการวิเคราะห์ข้อมูลขึ้น Google จึงพัฒนา GA4 ขึ้นมา และรวมความสามารถทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นให้อยู่ใน GA4 ที่เดียว 

และอีกหนึ่งจุดเด่นของ GA4 คือ การเก็บข้อมูลที่ไม่อิงกับการเก็บคุกกี้ของเว็บไซต์ต่าง ๆ (ซึ่งปัจจุบันหลาย Web Browser มักจะบล็อก) ทำให้แบรนด์สามารถตามรอยผู้ใช้งานจากการใช้งานช่องทางต่าง ๆ ได้แม่นยำกว่าเดิม ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการทำ SEO มากขึ้น เพราะเราจะได้ Insight ต่าง ๆ มาพัฒนาและปรับปรุงเว็บไซต์ของเราให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม เพื่อให้ลูกค้าอยู่บนเว็บไซต์นานขึ้น และเกิด Conversion ที่คาดหวังเอาไว้

![Looker Studio](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2024/02/Looker-Studio-1024x732.png)

## Looker Studio

[Looker Studio](https://lookerstudio.google.com/) (หรือชื่อเดิม Google Data Studio) คือ เครื่องมือฟรีจาก Google เพื่อใช้ดึงข้อมูลจาก Data Source ต่าง ๆ มาทำ Data Visualization หรือสร้าง Dashboard เพื่อให้เห็นข้อมูลภาพรวม Metric ต่าง ๆ ในที่เดียว

![Looker Studio-Dashboard](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2024/02/Looker-Studio-Dashboard-1024x578.png)

### จุดเด่นของ Looker Studio

Looker Studio เป็นเครื่องมือสร้าง Dashboard ที่สามารถใช้งานได้ฟรี เพียงแค่มีบัญชีของ Google ก็สามารถใช้งานได้ทันที โดยสามารถปรับแต่ง Dashboard ได้ตามต้องการ พร้อมทั้งสามารถทำ Interactive Dashboard หรือการที่เราอยากดูข้อมูลแค่ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งหรือแค่ส่วนหนึ่ง ทั้ง Dashboard ก็จะถูกปรับตามที่เราต้องการไปด้วยแบบ Real-time

นอกจากนี้ Looker Studio ยังโดดเด่นตรงที่สามารถดึงข้อมูลจาก Data Source ได้มากมาย เช่น

- **แพลตฟอร์มและเครื่องมือของ Google** – Google Analytics, Google Search Console, Google Ads, Google Sheets, AppSheet และอื่น ๆ

- **แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย **– Facebook Ads, Instagram Insights, LinkedIn Ads, YouTube Analytics และอื่น ๆ

- **เครื่องมือ CRM** – Zoho CRM, Shopify, Capsule CRM และอื่น ๆ

- **อัปโหลดไฟล์เอง** (CSV File)

## สรุปทั้งหมด

SEO Tools ถือว่าเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ต่อการทำ SEO มาก เพราะถ้าหากเว็บไซต์ของเราติดอันดับหนึ่ง นอกจากกลุ่มเป้าหมายด้วยบริการ [รับทำ SEO](https://nerdoptimize.com/seo/) ก็จะเข้าถึงแบรนด์เราได้มากขึ้นและธุรกิจเรามีความน่าเชื่อถือมากขึ้นในระยะยาวแล้ว ก็จะช่วยปิดการขายได้ในที่สุดอีกด้วย ซึ่ง Nerd Optimize หวังว่า 7 SEO Tools ที่เรารวบรวมมาในบทความนี้จะมีประโยชน์กับทุก ๆ คนที่กำลังเริ่มทำ SEO สำหรับธุรกิจอยู่ตอนนี้

- [FacebookFacebook](https://www.facebook.com/share.php?u=https%3A%2F%2Fnerdoptimize.com%2Fseo%2Fseo-tools%2F)
- [LINELine](https://lineit.line.me/share/ui?url=https%3A%2F%2Fnerdoptimize.com%2Fseo%2Fseo-tools%2F)

ค้นหา บทความอื่นๆ

Search

About NerdOptimize

AI Search & SEO Agency Awards

เราคือ AI Search & SEO Agency ที่ได้รับการการันตีกลยุทธ์จากรางวัลระดับโลกอย่าง Global Search Award และ APAC Search Award

60+ Employees

Global award Guaruntee

Global Search Awards 2025 : Winner Best Use of Search – Real Estate & Property: Large

APAC Search Awards 2026 : Finalist Best Use of Search – Real Estate & Property

ผู้เขียน

Picture of ไอซ์ - ศิริพงษ์ กลิ่นขจร
ไอซ์ - ศิริพงษ์ กลิ่นขจร

ผู้บริหารและนักการตลาดสาย SEO ที่เชี่ยวชาญเรื่อง Marketing Strategy สนใจเกี่ยวกับ Search Engine & AI Algorithms เป็นพิเศษ และเชื่อเสมอว่าทุกอย่างสามารถพิสูจน์ได้ด้วย Data

LinkedIn
Picture of ไอซ์ - ศิริพงษ์ กลิ่นขจร
ไอซ์ - ศิริพงษ์ กลิ่นขจร

ผู้บริหารและนักการตลาดสาย SEO ที่เชี่ยวชาญเรื่อง Marketing Strategy สนใจเกี่ยวกับ Search Engine & AI Algorithms เป็นพิเศษ และเชื่อเสมอว่าทุกอย่างสามารถพิสูจน์ได้ด้วย Data

LinkedIn
Tag:

แชร์บทความนี้:

บทความที่คุณ อาจสนใจ

ขนาดรูปภาพ Facebook อัพเดต 2021

ขนาดรูปภาพ Facebook อัปเดตใหม่ 2026 รวมขนาดปกเฟสฉบับล่าสุด

แจกขนาดรูปภาพ Facebook ใช้ได้จริง คนทำกราฟิก คอนเทนต์ เอเจนซี หรือทำเพจห้ามพลาด มาปรับขนาดรูปภาพ Facebook ขนาดปกเฟส +โปรไฟล์ อัพเดท 2025 พร้อมๆกัน แชร์เก็บไว้ใช้งานได้เลยครับ

อ่านบทความ ➝
ROAS คือ

ROAS คืออะไร? ดูวิธีวัดผลโฆษณาออนไลน์ให้ได้กำไรแบบมืออาชีพ

ROAS (Return on Advertising Spend) คือ ตัวชี้วัดที่ใช้วัดประสิทธิภาพของโฆษณาโดยเปรียบเทียบรายได้ที่เกิดขึ้นจากแคมเปญกับงบประมาณที่ใช้จริง

อ่านบทความ ➝
Scroll to Top