SEO Tools คือ ตัวช่วยสำคัญของธุรกิจหรือแบรนด์ที่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง เพราะจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำ SEO Content มากยิ่งขึ้น ทั้ง On-page และ Off-page ไม่ว่าจะเป็นทั้งการค้นหาไอเดีย Keyword, การวางแผนทำ Keyword Research ไปจนถึงการตรวจสอบดูเว็บไซต์คู่แข่ง ซึ่งใน[บทความ SEO](https://nerdoptimize.com/seo/seo-writing/) นี้ Nerd Optimize ได้รวบรวม SEO Tools ที่ควรใช้ในปี 2026 หากต้องการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับหนึ่งมาให้คุณแล้ว เลือกหัวข้ออ่าน - [Google Keyword Planner](#h-google-keyword-planner) [จุดเด่นของ Google Keyword Planner ](#h-จ-ดเด-นของ-google-keyword-planner) - [วิธีใช้งาน Google Keyword Planner](#h-ว-ธ-ใช-งาน-google-keyword-planner) - [Ahrefs](#h-ahrefs) [จุดเด่นของ Ahrefs](#h-จ-ดเด-นของ-ahrefs) - [Ahrefs ราคาเท่าไร?](#h-ahrefs-ราคาเท-าไร) - [SEMRush](#h-semrush) [จุดเด่นของ SEMRush](#h-จ-ดเด-นของ-semrush) - [SEMRush ราคาเท่าไร?](#h-semrush-ราคาเท-าไร) - [Yoast SEO](#h-yoast-seo) [ขั้นตอนการใช้งาน Yoast SEO](#h-ข-นตอนการใช-งาน-yoast-seo) - [Yoast SEO ราคาเท่าไร?](#h-yoast-seo-ราคาเท-าไร) - [Google Search Console](#h-google-search-console) [วิธีใช้งาน Google Search Console](#h-ว-ธ-ใช-งาน-google-search-console) - [Google Analytics](#h-google-analytics) [จุดเด่นของ Google Analytics 4](#h-จ-ดเด-นของ-google-analytics-4) - [Looker Studio](#h-looker-studio) [จุดเด่นของ Looker Studio](#h-จ-ดเด-นของ-looker-studio) - [สรุปทั้งหมด](#h-สร-ปท-งหมด) ## Google Keyword Planner [Google Keyword Planner](https://ads.google.com/intl/th_th/home/tools/keyword-planner/) คือ หนึ่งใน SEO Tools พื้นฐานที่นักการตลาดทุกคนต้องรู้จักในการวางแผน Keyword ซึ่งจะช่วยให้การทำ Keyword Research เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น และขึ้นชื่อว่าเป็นเครื่องมือของ Google แล้วก็ช่วยให้การคาดการณ์ในการทำ Google Ads ได้ตรงจุดยิ่งขึ้นอีกด้วย  ### จุดเด่นของ Google Keyword Planner Google Keyword Planner **สามารถใช้งานได้ฟรี** เพียงแค่มีบัญชีของ Google Ads ก็สามารถเข้าถึงทั้งข้อมูลเชิงลึก (Insight) ของแต่ละ Keyword ได้ทันที ทั้งจำนวนการค้นหา (Search Volume) และระดับการแข่งขันของ Keyword แต่ละคำ, [long tail keyword คือ](https://nerdoptimize.com/seo/long-tail-keywords/)อะไร โดยราคาเฉลี่ยสูงสุด-ต่ำสุดในการ Bid โฆษณาในตำแหน่งบน ๆ ของ Search Engine รวมถึงอัตราส่วนแบ่งการแสดงโฆษณาจาก [search term คือ](https://nerdoptimize.com/seo/search-term/) ของเราและคู่แข่ง (Ad Impression Share) ### วิธีใช้งาน Google Keyword Planner 1. สมัครบัญชี [Google Ads](https://ads.google.com/home/) 2. จากนั้นกด **“Switch to Expert Mode”** เพื่อเข้าสู่การใช้าน  3. กด **“Set up an account only”**  4. เมื่อเสร็จแล้วให้ใส่ข้อมูล Billing Country, Time Zone และ Currency จากนั้นคลิก **“Submit”**  5. กด **“Explore your account” **  6. ไปที่** Menu Bar > “Tools and settings” > “Planning” > “Keyword Planner”**  7. เสร็จเรียบร้อยแล้ว ทีนี้ก็สามารถเข้าไปใช้งาน Google Keyword Planner ได้แล้ว สำหรับฟีเจอร์พื้นฐานที่น่าสนใจของ Google Keyword Planner ประกอบไปด้วย  - **Discover New Keywords** – ใช้การหาไอเดีย Keyword ใหม่ ๆ ที่สามารถช่วยให้เราเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจได้มากยิ่งขึ้น - **Get Search Volume and Forecasts** – ฟีเจอร์ที่ช่วยแสดงผลจำนวนการค้นหาเฉลี่ย (Search Volume) ในแต่ละเดือน รวมถึง Forecasts การคาดการณ์ประสิทธิภาพแคมเปญโฆษณาบน Google Ads ในอนาคต ทำให้เราสามารถประเมินได้ว่า Keyword คำไหนที่ประสิทธิภาพมากพอที่จะนำมาใช้ในการทำแคมเปญโฆษณาบน Google Ads ได้  สำหรับใครที่เป็นมือใหม่ในการทำ SEO แล้วกำลังมองหาเครื่องมือนั้นอยู่ Google Keyword Planner ถือว่าเป็น SEO Tools ที่ช่วยให้คุณเริ่มต้นทำ [Keyword Research](https://nerdoptimize.com/seo/google-keyword-planner/) ได้แบบฟรี ๆ แต่อาจจะมีข้อจำกัดเล็กน้อยสำหรับ Account ที่ไม่เคยทำแคมเปญโฆษณาบน Google Ads มาก่อน ตรงที่ไม่สามารถดูจำนวนการค้นหาเฉลี่ยต่อเดือนแบบเป็นตัวเลขเฉพาะเจาะจง แต่จะเห็นเพียงช่วงจำนวนเท่านั้น แต่สำหรับการใช้งานก็ยังถือว่าคุ้มค่าในการใช้งานเพื่อตามหาไอเดีย Keyword ใหม่ ๆ ได้เป็นอย่างดี ## Ahrefs Ahrefs คือ SEO Tools ที่เหมาะมากสำหรับธุรกิจที่มีเว็บไซต์และทำ SEO เพราะนอกจากจะครอบคลุมความสามารถในการติดตามประสิทธิภาพอันดับในการทำ SEO แล้ว ก็ยังโดดเด่นในด้านการวิเคราะห์การทำ Backlink และ SEO Audit อีกด้วย โดย Ahrefs มีทั้งเวอร์ชันฟรีและเสียเงินให้เลือกใช้งาน  ### จุดเด่นของ Ahrefs สำหรับ Ahrefs **เวอร์ชันฟรี**จะมีฟีเจอร์เด่น ๆ ที่สำคัญให้ใช้งาน เช่น - **Free Keyword Generator **– ฟีเจอร์พื้นฐานในการหาไอเดีย Keyword เพื่อนำมาทำ Keyword Research โดยเราสามารถค้นหาแยกในแต่ละ Search Engine ได้ เช่น Google, Bing หรือ YouTube อีกทั้งยังสามารถเลือกค้นหาเฉพาะบางประเทศได้ แต่ในเวอร์ชันฟรีจะค้นหาได้เพียง 10 คำเท่านั้น - **Keyword Difficulty Checker **– เครื่องมือสำหรับเช็กความยาก-ง่ายในการทำอันดับของ Keyword นั้น ๆ - **Keyword Rank Checker **– เครื่องมือที่ใช้สำหรับตรวจสอบเว็บไซต์ว่า Keyword ที่เราต้องการเน้นทำอันดับ ตอนนี้อยู่ในลำดับที่เท่าไรแล้ว - **Backlink Checker **– เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเช็กจำนวน Backlink ที่อ้างอิงกลับเข้ามายังเว็บไซต์ ซึ่งสามารถเลือกได้ว่าจะตรวจสอบแค่หน้าเว็บไซต์นั้น ๆ (Exact URL) หรือจะตรวจสอบทุกหน้า รวมถึงทุก Subdomain ของเว็บไซต์ของเราด้วย - **Website Authority Checker **– เครื่องมือสำหรับเช็กความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ เพื่อดูว่า Google มองเว็บไซต์นั้น ๆ ว่ามีคุณภาพมากน้อยแค่ไหน โดยเกณฑ์การวัดผลจะเป็นเกณฑ์เฉพาะของ Ahrefs โดยตรง - **Broken Link Checker **– ใช้สำหรับตรวจสอบลิงก์เสียบนเว็บไซต์ โดยจะดูว่ามีลิงก์ในจุดไหนบ้างที่ใช้งานไม่ได้ เช่น หน้า 404 Not Found - **Website Traffic Checker **– ฟีเจอร์ที่ใช้ตรวจสอบ Traffic ที่เข้ามายังเว็บไซต์ เพื่อดูว่า Keyword ไหนที่เรียก Organic Traffic เข้ามาได้เยอะ เข้ามานั้นมาจากช่องทางใดบ้าง  สำหรับใครที่อัปเกรดเป็น Ahrefs **เวอร์ชันเสียเงิน** ก็จะมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจเพิ่มเติมเข้ามาอีก เช่น - **Dashboard **– เป็นหน้ารวมโปรเจกต์ต่าง ๆ ที่เรากำลังถืออยู่ในหน้าเดียว โดยจะแสดง Metric ที่สำคัญของแต่ละเว็บไซต์ให้ดู เช่น จำนวน Traffic, อันดับ Ranking, จำนวน Backlink, คะแนนสุขภาพของเว็บไซต์ (Health Score) เป็นต้น - **Site Explorer **– Site Explorer จะเป็นเครื่องมือที่นักทำ SEO มักจะเอาไว้ใช้ส่องคู่แข่ง เพื่อดูว่าเว็บไซต์ของคู่แข่งนั้นทำ [SEO คือ](https://nerdoptimize.com/seo/what-is-seo/)อะไร รวมถึงใช้เช็กสุขภาพเว็บไซต์ของตัวเองได้ด้วย โดยให้คุณทำการกรอกโดเมนที่ต้องการแล้วกด Search - **Keywords Explorer **– เครื่องมือที่เอาไว้ทำ Keyword Research โดยเฉพาะ ซึ่งจะสามารถดู จำนวน Search Volume, ความยาก-ง่ายของ Keyword, ดู Keyword อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Primary Keyword ของเราได้ - **Site Audit **– ฟีเจอร์ที่ใช้ในการตรวจสอบว่าเว็บไซต์ของเรามีปัญหาอะไรบ้าง เช่น มีลิงก์เสีย (Broken Link) หรือหน้าเว็บไซต์โหลดช้า (Page Speed) หรือไม่ - **Rank Tracker **– เปรียบเทียบคู่แข่งโดยสามารถ Track เป็น Keyword ได้ว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลง หรือตรวจดูได้ว่าเว็บไซต์ของเราทำอันดับได้ดีขึ้นหรือตกลงในช่วงไหนบ้าง - **Content Explorer **– ฟีเจอร์ที่เพียงแค่ใส่ Keyword เข้าไป ก็จะแสดงข้อมูลให้เห็นว่ามีเว็บไซต์ใดบ้างที่ใช้ Keyword เดียวกับเรา เห็นด้วยว่าคู่แข่งใช้ Topic, Title และ Description อะไรบ้าง ช่วยเพิ่มไอเดียในการเขียน SEO Content ได้อีกทางหนึ่ง - **Competitive Analysis **– ใช้เปรียบเทียบเว็บไซต์ของเรากับคู่แข่งว่ามี Performance เป็นอย่างไร ทั้งจำนวน Keyword ทั้งหมด และรายละเอียด Keyword แต่ละคำว่าในแต่ละเว็บไซต์มีการติดอันดับใน Keyword เดียวกันหรือไม่ และติดอยู่ในอันดับที่เท่าไร - **Ahrefs SEO Toolbar** – Extention ของ Ahrefs สำหรับ Chrome หรือ Firefox ซึ่งช่วย Monitor เว็บไซต์ที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยจะแสดง Metrics ต่าง ๆ โดยรวมของเว็บไซต์ เช่น จำนวน Backlink, จำนวน Keyword หรือ องค์ประกอบต่าง ๆ ของคอนเทนต์ เช่น [Title Tag คือ](https://nerdoptimize.com/seo/title-tag/), [Meta Description คือ](https://nerdoptimize.com/seo/meta-description/), [Heading Tag](https://nerdoptimize.com/seo/what-is-heading-atag/) เป็นต้น ### Ahrefs ราคาเท่าไร? Ahrefs สามารถเริ่มต้นใช้งานได้ฟรี แต่สำหรับใครที่ต้องการฟีเจอร์ที่แอดวานซ์กว่านี้ ก็สามารถอัปเกรด Ahrefs เป็นเวอร์ชันเสียเงินได้ โดยจะมีราคาให้เลือก 4 แพ็กเกจ - **Lite** เริ่มต้นที่ $99 (ประมาณ 3,500 บาท/เดือน) - **Standard **เริ่มต้นที่ $199 (ประมาณ 7,000 บาท/เดือน) - **Advanced** เริ่มต้นที่ $399 (ประมาณ 14,000 บาท/เดือน) - **Enterprise **เริ่มต้นที่ $999 (ประมาณ 35,000 บาท/เดือน) สามารถดูรายละเอียดราคาของ Ahrefs เพิ่มเติมได้ [ที่นี่](https://ahrefs.com/pricing) Ahrefs ถือว่าเป็นเครื่องมือที่ตอบโจทย์สำหรับใครที่อยากลงทุนกับการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ เพราะมีฟีเจอร์ที่ครบครันและน่าสนใจมาก แม้ในเวอร์ชันฟรีอาจจะถูกจำกัดการใช้งานไปบ้างในบางฟีเจอร์ แต่ถ้าอัปเกรดเป็นเวอร์ชันเสียเงิน แม้ดูเหมือนว่าเราอาจต้องจ่ายในราคาที่สูงหน่อย แต่ผลตอบแทนในระยะยาวจากการทำ SEO ถือว่าคุ้มค่าอย่างแน่นอน ## SEMRush SEMRush คือ SEO Tools ที่ช่วยให้เราสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกได้ทั้งฝั่งตัวเองและคู่แข่งได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญ SEMRush ยังครอบคลุมการทำ Digital Marketing (เกือบทั้งหมด) ไม่ใช่เฉพาะแค่ในการทำ SEO เท่านั้น แต่ยังรวมถึง PPC, Social Media Management, Keyword Research, Competitive Research, Content Marketing, Marketing Insights และ Campaign Management อีกด้วย  ### จุดเด่นของ SEMRush Semrush สามารถวิเคราะห์ข้อมูลทั้งของตัวเราเองและคู่แข่งในเชิงลึกได้ ทำให้รู้และเข้าใจกลยุทธ์ต่าง ๆ ที่คู่แข่งใช้ได้ง่ายขึ้น และสามารถนำมาปรับใช้กับเว็บไซต์ของเราได้ โดยฟีเจอร์ที่น่าสนใจของ SEMRush เช่น - **การทำ SEO** ที่สามารถเปรียบเทียบ [Keyword](https://nerdoptimize.com/seo/what-is-keyword/) กับคู่แข่งได้มากถึง 5 โดเมน - **Position Tracking** ช่วยติดตามอันดับของ Keyword ที่เราต้องการโฟกัส - **การทำ Competitive Research** ที่ช่วยหา Content Gap เพื่อมองเห็นช่องโหว่ของคอนเทนต์แต่ละอัน พร้อมทั้งช่วยให้ค้นพบไอเดียในการทำ Topic ที่จะส่งผลดีต่อ SEO Strategy ของเราได้ - **การทำ Site Audit** mujแสดงให้เห็นถึงภาพรวม Health Score ของเว็บไซต์ พร้อมทั้งช่วยตรวจสอบและรายงานปัญหาบนเว็บไซต์ที่ไม่เป็นผลดีต่อการทำ SEO เช่น การมี Broken Link อยู่บนเว็บเพจ หรือปัญหาทางด้าน HTML Tags - **Keyword Magic Tool **ฟีเจอร์ที่ดีต่อการทำ Keyword Research ในการช่วยแนะนำ Keyword ใหม่ที่มีมากกว่า 2.4 หมื่นล้านคำ พร้อมทั้งบอก Insight เช่น Competition Level, Keyword Difficulty, Monthly Volume, Related Phrases, Search Intent และอื่น ๆ  ### SEMRush ราคาเท่าไร? SEMRush สามารถเริ่มต้นใช้งานได้ฟรี 14 วัน แต่ถ้าอัปเกรดเป็นเวอร์ชันเสียเงิน จะแบ่งออกเป็น 3 แพ็กเกจด้วยกัน คือ - **Pro** เริ่มต้น $129.95 (ประมาณ 4,600 บาท/เดือน) - **Guru** เริ่มต้น $249.95 (ประมาณ 8,800 บาท/เดือน) - **Business** เริ่มต้น $449.95 (ประมาณ 16,000 บาท/เดือน) - ถ้าเลือกจ่ายรายปีจะมีส่วนลด 17% สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมของแต่ละแพ็กเกจได้ [ที่นี่](https://semrush.com/pricing/) SEMRush ถือว่าเป็น SEO Tools อีกหนึ่งตัวที่น่าสนใจ เพราะเป็นเครื่องมือช่วยทุ่นแรงแบบ All-in-one ครบเครื่องเรื่อง Digital Marketing เหมาะสำหรับนักการตลาดสายดิจิทัลในยุคนี้มาก ๆ ## Yoast SEO มาถึงคิวของ [Yoast SEO](https://yoast.com/wordpress/plugins/seo/) ต้องถูกใจสำหรับคนที่ใช้ WordPress อย่างแน่นอน เพราะเป็น Plug-in บน WordPress ที่เปรียบเสมือนเป็นเช็กลิสต์ที่ช่วยให้การทำ SEO Content มีประสิทธิภาพและสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น โดย Yoast SEO จะช่วยแนะนำและปรับแต่งโครงสร้างของเว็บไซต์ให้ถูกต้องตามหลัก On-page SEO สำหรับเช็กลิสต์ที่ Yoast SEO ลิสต์มาให้เรานั้น ตัวอย่างเช่น - คอนเทนต์ของเรามี Primary Keyword คืออะไร - เราใช้ Keyword ในบทความมากเกินไปหรือเปล่า - การเขียน Title และ Description ดีพอแล้วหรือยัง หรือมีความยาวมากเกินไปหรือไม่ - มีการใส่รูปภาพและติด Backlink หรือไม่ โดยถ้าหากทำการติดตั้ง Yoast SEO แล้ว ก่อนลงคอนเทนต์ระบบจะแสดงจุดไฟ สีเขียว (ดีมาก) สีส้ม (พอใจ) และสีแดง (ควรปรับปรุง) เพื่อบอกให้เรารู้ว่าตรงจุดไหนที่ถูกต้องตามหลักแล้ว หรือตรงจุดไหนที่ควรปรับปรุงแก้ไข  ### ขั้นตอนการใช้งาน Yoast SEO สำหรับการติดตั้งใช้งาน Yoast SEO ก็ง่ายมาก เพียงแค่มีบัญชี WordPress และทำตามขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้ - เข้าไปที่หลังบ้านของ WordPress > Plugins - พิมพ์ค้นหาคำว่า **Yoast** ใน WordPress Plugin - เลือก Yoast SEO > Install > Activate - เพียงเท่านี้ Yoast SEO พร้อมใช้งานแล้วบน WordPress ### Yoast SEO ราคาเท่าไร? ในส่วนของราคา Yoast SEO จะมีทั้งแบบฟรีและ Yoast SEO Premium ในราคาเริ่มต้นที่ $99 หรือประมาณ 3,500 บาท/ปี ซึ่งหากอัปเกรดเป็นเวอร์ชัน Premium จะได้ฟีเจอร์เพิ่มเติมขึ้นมา เช่น - **Internal Linking Suggestion** – การแนะนำ Internal Link ที่เกี่ยวข้องกับคอนเทนต์ของเรา - **Content Insights **– ฟีเจอร์ที่เอาไว้ตรวจสอบว่า 5 คำหรือวลีไหนที่เราใช้ซ้ำกันเยอะมากที่สุดในคอนเทนต์นั้น ๆ โดยการตรวจสอบนั้นจะอิงจาก Keyword ที่เราเน้น - **Redirect Manager** – ฟีเจอร์ที่จะช่วย Redirect URL ของเราให้อัตโนมัติ หากลิงก์นั้นกลายเป็นหน้า 404 Not Found ซึ่งจะช่วยให้เราไม่เสีย Traffic ไป - **Focus Keyword Export** – สามารถ Export ไฟล์ CSV ภาพรวมของ Focus Keyword และคะแนน SEO ได้ - **24/7 Support ตลอด 1 ปี** – หากเรามีข้อสงสัยหรือติดปัญหาอะไรในการใช้งาน สามารถติดต่อทีมได้ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 1 ปี - **Ad-Free** – ไม่มีโฆษณาตลอดการใช้งาน แม้ Yoast SEO จะไม่ได้เป็นตัวช่วยค้นหาไอเดีย Keyword ในการทำ Keyword Research เหมือนกับ SEO Tools ตัวอื่น ๆ แต่ Yoast SEO ก็เหมือนเป็นเช็กลิสต์ที่ช่วยให้การทำ SEO Content มีประสิทธิภาพและสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น และถึงแม้ว่าคุณจะเป็นมือใหม่ ก็สามารถเริ่มต้นใช้ได้ไม่ยากแน่นอน ## Google Search Console Google Search Console อีกหนึ่งเครื่องมือตัวช่วยชั้นดีกับสาย SEO ที่เอาไว้ดูว่าลูกค้าของเราได้รับประสบการณ์ที่ดีจากการใช้งานเว็บไซต์ของเราหรือไม่ จาก Insight ต่าง ๆ บนเว็บไซต์ เช่น - รายงานยอดการเข้าชมเว็บไซต์แบบ Organic - Keyword ที่ Traffic ใช้เข้ามาบนเว็บไซต์ - จำนวนความถี่ที่ Traffic เข้ามายังเว็บไซต์ - เว็บไซต์ไหนที่ติด Backlink กลับมายังเว็บไซต์เรา - เว็บเพจหน้าที่เป็น Broken Link (404 Not Found) หรือ Server Error - รายงานการรองรับการแสดงผลบนมือถือของเว็บไซต์ โดย Insight เหล่านี้จะเป็นประโยชน์มาก ๆ เพราะเราจะรู้ได้ทันทีจากข้อมูลเหล่านี้ว่าลูกค้าได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีหรือไม่ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำ SEO ที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอันขาด  นอกจากนี้ [Google Search Console](https://search.google.com/search-console/about) ยังมี API สำหรับเชื่อมต่อกับ BigQuery (หรือฟีเจอร์ Bulk Data Export) อีกด้วย ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับเว็บไซต์ขนาดใหญ่ที่มีหน้าเว็บหลายหมื่นหน้าหรือเว็บไซต์ที่มีการเข้าชมจากการค้นหาหลายหมื่นรายการต่อวัน (หรือทั้ง 2 อย่าง) เพื่อนำข้อมูล Insight ไปวิเคราะห์ขั้นสูงรวมกับข้อมูลด้านอื่น ๆ และทำ Data Visualization ออกมาให้ดูง่ายในขั้นตอนต่อไป ### วิธีใช้งาน Google Search Console 1. เริ่มต้นใช้งานฟรีง่าย ๆ เพียงแค่สมัครบัญชี Google 2. เมื่อเข้าไปในเว็บไซต์ Google Search Console แล้วกด Start จะปรากฏหน้าต่างให้เราเลือกว่า Property หรือเว็บไซต์ที่เราต้องการใช้นั้นมีการลงทะเบียนอย่างไร โดยจะมี 2 ส่วนให้เลือก คือ - **Domain** – อนุญาตให้เข้าถึงทั้งเว็บไซต์ เช่น [https://example.com](https://example.com) - **URL Prefix** – เลือกเฉพาะบางหน้าเว็บเพจเท่านั้น เช่น [https://example.com/blog/seo-tools/](https://example.com/blog/seo-tools/)  3. เมื่อเราใส่ URL ที่ต้องการไปแล้ว ก็จะปรากฏหน้าจอให้ Verify หรือคือการพิสูจน์ว่าเราเป็นเจ้าของเว็บไซต์นั้น ๆ จริงหรือไม่  4. เมื่อเลือกเสร็จแล้ว ให้เราทำการติดตั้ง โดยวิธีที่นิยมติดตั้ง Google Search Console จะมี 2 วิธีหลัก ๆ คือ **ติดตั้งโดยใช้ไฟล์ HTML** กับ **ใช้ Plug-in** - **ติดตั้งโดยใช้ไฟล์ HTML **– สามารถติดตั้งได้โดยการดาวน์โหลดไฟล์ HTML หลังจากดำเนินการ Verify แล้วนำไฟล์มาวางไว้ที่ Directory แรกของเว็บไซต์เลย แต่วิธีค่อนข้างยุ่งยากสักหน่อย เพราะเราต้องรู้ที่ตั้งของตำแหน่งของหน้าต่าง ๆ บนเว็บไซต์ - **ติดตั้งโดย Plug-in **– วิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่ไม่ถนัดด้านเทคนิคหลังบ้านโดยตรง โดยจะใช้ Plug-in ของระบบ CMS ที่เราใช้ในการช่วยติดตั้งให้ เช่น Yoast SEO โดยวิธีการทำคือการเลือก HTML Tag และกดคัดลอกโค้ดไปวางในช่อง Google Verification Code ในหน้า Web Master Tools Verification ของ Plug-in เว็บไซต์ของเรา เมื่อวางโค้ดแล้ว Save เรียบร้อย ให้กลับไปหน้า Google แล้วกด Verify หลังจากที่ทำการติดตั้ง Google Search Console ร่วมกับเว็บไซต์เสร็จสิ้นแล้ว มาดูฟีเจอร์การใช้งานที่น่าสนใจกัน - **Performance – **รายงานประสิทธิภาพที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพเว็บไซต์ของเราบน Google โดยจะแสดง Metric ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์และจำเป็นต่อการทำ SEO ทั้ง Total Clicks, Total impressions, Average CTR (Click-Through Rate) และ Average Position  - **URL Inspection** – เครื่องมือการตรวจสอบ URL ที่ช่วยให้เราตรวจสอบสถานะแต่ละหน้าบนเว็บไซต์ของเราว่าอยู่ในสายตาของ Google ไหม รวมถึงรายงานว่าระบบ Crawling หรือการสำรวจของ Google มาสำรวจล่าสุดวันไหน และรายงานว่าเว็บไซต์ของเรามี Error อะไรบ้างที่เข้ามาฉุดให้คะแนน SEO ของเราตกลง  - **Sitemap **– เป็นไฟล์ที่ทำหน้าที่บอกว่าเว็บไซต์ของเรามี URL อะไรอยู่บ้าง เหมือนกับเป็นแผนผังเว็บไซต์ของเราว่าเชื่อมต่อกับอะไร และมีเนื้อหาอะไรที่เกี่ยวข้องกันบ้าง  - **Page Experience Report** – รายงานประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์จากผู้ใช้งาน โดยจะวัดตามเกณฑ์ต่าง ๆ เช่น **Core Web Vitals** (ชุดเมตริกจาก Google ที่วัดการโหลด การโต้ตอบ และความเสถียรของภาพของเนื้อหาบนหน้าเว็บ), **Mobile Usability** (เว็บไซต์รองรับการใช้งานบนมือถือหรือไม่), **HTTPS** (การเชื่อมต่อเว็บไซต์ของเราปลอดภัยหรือไม่)  Google Search Console ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยธุรกิจที่มีเว็บไซต์และทำ SEO ได้นำผลลัพธ์ไปพัฒนาเว็บไซต์ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเราสามารถปรับปรุงและแก้ไขได้ครบถ้วนตามที่ Google Search Console บอกเรามา การทำเว็บไซต์ติดอันดับหน้าแรกบน Google ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ## Google Analytics [Google Analytics](https://analytics.google.com/analytics/web/) (GA) คือ เครื่องมือฟรีจาก Google ในการช่วยวิเคราะห์และวัดประสิทธิภาพของเว็บไซต์และแอปพลิเคชันอย่างละเอียด โดยถูกพัฒนาจากเวอร์ชันเดิม Universal Analytics (UA) ที่ออกมาเมื่อปี 2012 แต่ในปัจจุบัน Google ได้ประกาศหยุดใช้ UA ไปแล้วเมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2023 ที่ผ่านมา  ### จุดเด่นของ Google Analytics 4 การทำ SEO นอกจากจะต้องมีการทำ Keyword Research แล้ว ก็ต้องดูผลลัพธ์ของสิ่งที่เราตั้งใจจะให้มันเกิดขึ้นด้วย ซึ่งจุดเด่นของ GA4 คือ สามารถเก็บสถิติได้ทั้งเว็บไซต์และแอปพลิเคชันไปพร้อมกันได้ รวมถึงการทำ Event / Conversion Tracking ต่าง ๆ ที่ต้องแยกทำบน Google Tag Manager ทำให้เกิดความยุ่งยากในการวิเคราะห์ข้อมูลขึ้น Google จึงพัฒนา GA4 ขึ้นมา และรวมความสามารถทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นให้อยู่ใน GA4 ที่เดียว และอีกหนึ่งจุดเด่นของ GA4 คือ การเก็บข้อมูลที่ไม่อิงกับการเก็บคุกกี้ของเว็บไซต์ต่าง ๆ (ซึ่งปัจจุบันหลาย Web Browser มักจะบล็อก) ทำให้แบรนด์สามารถตามรอยผู้ใช้งานจากการใช้งานช่องทางต่าง ๆ ได้แม่นยำกว่าเดิม ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการทำ SEO มากขึ้น เพราะเราจะได้ Insight ต่าง ๆ มาพัฒนาและปรับปรุงเว็บไซต์ของเราให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม เพื่อให้ลูกค้าอยู่บนเว็บไซต์นานขึ้น และเกิด Conversion ที่คาดหวังเอาไว้  ## Looker Studio [Looker Studio](https://lookerstudio.google.com/) (หรือชื่อเดิม Google Data Studio) คือ เครื่องมือฟรีจาก Google เพื่อใช้ดึงข้อมูลจาก Data Source ต่าง ๆ มาทำ Data Visualization หรือสร้าง Dashboard เพื่อให้เห็นข้อมูลภาพรวม Metric ต่าง ๆ ในที่เดียว  ### จุดเด่นของ Looker Studio Looker Studio เป็นเครื่องมือสร้าง Dashboard ที่สามารถใช้งานได้ฟรี เพียงแค่มีบัญชีของ Google ก็สามารถใช้งานได้ทันที โดยสามารถปรับแต่ง Dashboard ได้ตามต้องการ พร้อมทั้งสามารถทำ Interactive Dashboard หรือการที่เราอยากดูข้อมูลแค่ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งหรือแค่ส่วนหนึ่ง ทั้ง Dashboard ก็จะถูกปรับตามที่เราต้องการไปด้วยแบบ Real-time นอกจากนี้ Looker Studio ยังโดดเด่นตรงที่สามารถดึงข้อมูลจาก Data Source ได้มากมาย เช่น - **แพลตฟอร์มและเครื่องมือของ Google** – Google Analytics, Google Search Console, Google Ads, Google Sheets, AppSheet และอื่น ๆ - **แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย **– Facebook Ads, Instagram Insights, LinkedIn Ads, YouTube Analytics และอื่น ๆ - **เครื่องมือ CRM** – Zoho CRM, Shopify, Capsule CRM และอื่น ๆ - **อัปโหลดไฟล์เอง** (CSV File) ## สรุปทั้งหมด SEO Tools ถือว่าเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ต่อการทำ SEO มาก เพราะถ้าหากเว็บไซต์ของเราติดอันดับหนึ่ง นอกจากกลุ่มเป้าหมายด้วยบริการ [รับทำ SEO](https://nerdoptimize.com/seo/) ก็จะเข้าถึงแบรนด์เราได้มากขึ้นและธุรกิจเรามีความน่าเชื่อถือมากขึ้นในระยะยาวแล้ว ก็จะช่วยปิดการขายได้ในที่สุดอีกด้วย ซึ่ง Nerd Optimize หวังว่า 7 SEO Tools ที่เรารวบรวมมาในบทความนี้จะมีประโยชน์กับทุก ๆ คนที่กำลังเริ่มทำ SEO สำหรับธุรกิจอยู่ตอนนี้ - [FacebookFacebook](https://www.facebook.com/share.php?u=https%3A%2F%2Fnerdoptimize.com%2Fseo%2Fseo-tools%2F) - [LINELine](https://lineit.line.me/share/ui?url=https%3A%2F%2Fnerdoptimize.com%2Fseo%2Fseo-tools%2F)