Home - SEO - SEO คืออะไร? คู่มือเริ่มต้นทำ SEO สำหรับมือใหม่ในปี 2026 ฉบับเข้าใจง่าย

SEO คืออะไร? คู่มือเริ่มต้นทำ SEO สำหรับมือใหม่ในปี 2026 ฉบับเข้าใจง่าย

การทำ seo
สำหรับใครที่กำลังหาวิธีทำการตลาดให้กับเว็บไซต์รวมไปถึงการหาลูกค้าใหม่ การเพิ่มยอดขาย ผมเชื่อว่า การ[ทำ SEO](https://nerdoptimize.com/seo/how-to-do-seo/) คือหนึ่งในเทคนิคการทำการตลาดออนไลน์ที่ได้ประสิทธิภาพเป็นอันดับต้น ๆ ที่นักการตลาดออนไลน์ ไม่รู้ ไม่ได้เลยว่าการทำ **SEO คืออะไร มีประโยชน์ต่อธุรกิจอย่างไร**

เพราะการทำ SEO นั้นจะช่วยให้เว็บไซต์ธุรกิจของคุณสร้างโอกาสในการติดหน้าแรกของการค้นหาบน Search Engine (เช่น Google) เป็นส่วนช่วยให้ธุรกิจของคุณถูกค้นหาเจอและเป็นที่รู้จักมากขึ้น เมื่อมีการค้นหาใน Keyword ต่าง ๆ แบบที่คุณไม่ต้องเสียเงินสักบาทในการทำ!

แต่การทำ SEO ก็ไม่ใช่เทคนิคง่าย ๆ ที่คุณจะสามารถเริ่มทำได้เลย โดยไม่ได้ศึกษาข้อมูลอะไรก่อน ในบทความนี้เราจะขอพาคุณไปศึกษาทุกสิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับการทำ SEO (Search Engine Optimization) คืออะไร สําคัญอย่างไรในปี 2026 เพื่อการสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่มากกว่าให้คุณ หากพร้อมแล้ว ไปติดตามกัน

Table of Contents
- [SEO คืออะไร ?](#seo--)
- [SEO มีกี่ประเภท? แตกต่างกันอย่างไร?](#seo---hd-69e3dda9d24b7)
[1. On-Page SEO](#1-onpage-seo)
- [2. Off-Page SEO](#2-offpage-seo)
- [3. Technical SEO](#3-technical-seo)

- [การทำ SEO มีประโยชน์ และช่วยธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างไร?](#-seo--)
- [SEO Marketing สําคัญอย่างไรต่อการทำธุรกิจออนไลน์](#seo-marketing-)
- [SEO เหมาะกับใคร หรือธุรกิจแบบไหน](#seo---hd-69e3dda9d2505)
- [ความแตกต่างระหว่าง SEO กับ Google Ads ?](#-seo--google-ads-)
- [SEO จำเป็นไหม ควรเริ่มทำตอนไหนดี](#seo---hd-69e3dda9d2527)
- [ก้าวแรกสู่ SEO! ทำความรู้จักการทำงานเบื้องหลังของ Google Search](#-seo--google-search)
[Crawling](#crawling)
- [Indexing](#indexing)
- [Serving & Ranking](#serving--ranking)

- [7 ขั้นตอนการทำ SEO สำหรับมือใหม่ เริ่มต้นอย่างไร ให้เว็บติดอันดับ?](#7--seo---)
[1. วางกลยุทธ์กำหนดเป้าหมาย](#1-)
- [2. Research Keyword วางโครงสร้างเว็บไซต์](#2-research-keyword-)
- [3. สร้างเว็บไซต์](#3-)
- [4. เขียน Content SEO](#4--content-seo)
- [5. ปรับแต่ง On-Page SEO](#5--onpage-seo)
- [6. Link Building](#6-link-building)
- [7. Measurement (วัดผล) & Optimization (ปรับแต่งแก้ไข)](#7-measurement---optimization-)

- [ข้อห้ามในการทำ SEO มีอะไรบ้าง ?](#-seo---hd-69e3dda9d25d2)
[1. ห้ามเขียนคอนเทนต์โดยไม่มีคีย์เวิร์ด](#1--hd-69e3dda9d25e5)
- [2. ห้ามทำ Duplicate Content](#2--duplicate-content)
- [3. ห้ามใช้โปรแกรมสปินบทความ](#3--hd-69e3dda9d2605)
- [4. ห้ามสแปม Backlink](#4--backlink)
- [5. ห้ามใช้ Popup ที่ส่งผลไม่ดีต่อผู้ใช้งาน](#5--popup-)

- [ทำ SEO เอง หรือจ้างเอเจนซี่ดีกว่ากัน](#-seo---hd-69e3dda9d2637)
- [NerdOptimize เอเจนซี่รับทำ SEO ช่วยให้เว็บไซต์ติดอันดับ 1 ใน Google มากกว่า 100+ เจ้า ](#nerdoptimize--seo--1--google--100-)
- [สรุป SEO คือเทคนิคการเขียนบทความให้ติดอันดับ 1](#-seo--1)
- [คำถามที่พบบ่อยในการทำ SEO (FAQs)](#-seo-faqs)
[การทำ SEO ใช้ระยะเวลานานแค่ไหน ?](#-seo---hd-69e3dda9d2683)
- [SEO ผลลัพธ์อยู่ได้นานไหม ?](#seo---hd-69e3dda9d2695)
- [SEO ทำเฉพาะทางด้านเทคนิคก็ติดอันดับได้ ?](#seo---hd-69e3dda9d26a9)
- [Keyword ในการทำ SEO มีอะไรบ้าง](#keyword--seo-)

## SEO คืออะไร ?

SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization คือ กระบวนการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเว็บไซต์ให้มีคุณภาพมากขึ้น เพื่อเพิ่มยอดการเข้าชมของลูกค้า (Organic Traffic) จากผลการค้นหาในแต่ละ Keyword ให้เหมาะสมกับ Search Engine (เช่น Google) โดยอาศัยเทคนิคการปรับแต่งองค์ประกอบต่าง ๆ บนหน้าเว็บไซต์ให้เข้าข่ายอยู่ในเกณฑ์การพิจารณาอันดับของ Search Engine

## SEO มีกี่ประเภท? แตกต่างกันอย่างไร?

![บทความ seo คือ](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2021/07/what-is-seo-article-1024x683.jpg)

เมื่อรู้กันไปแล้วว่า SEO ย่อมาจากอะไร? Search Engine Optimization คืออะไร? ทีนี้เรามาดูกันต่อว่าการทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จนั้น จำเป็นต้องเข้าใจการทำ SEO ทั้ง 3 ประเภทก่อนครับ นั่นก็คือ On-Page SEO, Off-Page SEO และ Technical SEO ซึ่งแต่ละประเภทจะมีความสำคัญในการผลักดันเว็บไซต์ให้ติดอันดับบน Search Engine 

### 1. On-Page SEO

เริ่มจาก On-Page SEO คือ การปรับแต่งเว็บไซต์ของคุณเองเพื่อให้ Search Engine เข้าใจเนื้อหาและจัดอันดับเว็บไซต์ให้สูงขึ้นในผลการค้นหา โดยเน้นที่การใช้ Keyword ที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสมในส่วนต่าง ๆ ของหน้าเว็บ เช่น Title Tag, H1, H2, เนื้อหา และ Alt Text ของรูปภาพ นอกจากนี้ การสร้าง URL ที่ชัดเจนและสั้น รวมถึงการเขียนเนื้อหาที่มีคุณภาพและเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้งานก็สำคัญเช่นกัน 

การทำ On-Page SEO จะช่วยเพิ่มโอกาสที่ผู้คนจะพบเว็บไซต์ของคุณเมื่อทำการค้นหา Search Engine อย่างใน Google และยังช่วยปรับปรุงประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย โดยสรุปแล้ว On-Page SEO เป็นขั้นตอนพื้นฐานที่สำคัญสำหรับทุกเว็บไซต์ที่ต้องการประสบความสำเร็จในการทำ SEO

### 2. Off-Page SEO

Off-Page SEO คือการทำ SEO นอกเหนือจากการปรับแต่งภายในเว็บไซต์ของคุณเอง โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างความน่าเชื่อถือและความสำคัญให้กับเว็บไซต์ของคุณในสายตาของ Search Engine และผู้ใช้งาน หนึ่งในเทคนิคที่สำคัญที่สุดของ Off-Page SEO คือการสร้าง Backlinks หรือลิงก์จากเว็บไซต์อื่น ๆ มายังเว็บไซต์ของคุณ 

นอกจากนี้ การทำ [Content Marketing](https://nerdoptimize.com/seo/content-marketing/), การใช้ [Social Media](https://nerdoptimize.com/marketing/what-is-social-media/), และการเข้าร่วม Community ก็เป็นกิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้าง Off-Page SEO ได้เป็นอย่างดี ซึ่งการทำ Off-Page SEO อย่างสม่ำเสมอและถูกวิธีจะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณมีอันดับที่ดีขึ้นในผลการค้นหาของ Search Engine และดึงดูดผู้เข้าชมเว็บไซต์ได้มากขึ้น ทำให้เว็บไซต์ของคุณเป็นที่รู้จักและน่าเชื่อถือในวงกว้าง 

### 3. Technical SEO

การทำ [Technical SEO](https://nerdoptimize.com/seo/technical-seo/) คือการปรับปรุงโครงสร้างและเทคนิคต่าง ๆ ภายในเว็บไซต์ให้เป็นมิตรกับ Search Engine เพื่อให้อัลกอริทึมสามารถเข้าใจและจัดอันดับเว็บไซต์ของคุณได้ดีขึ้น เปรียบเสมือนการสร้างบ้านให้มีพื้นฐานที่แข็งแรงและเป็นระเบียบ เพื่อให้ผู้อาศัยอยู่ได้อย่างสะดวกสบาย และแขกที่มาเยี่ยมชมก็สามารถหาทางเข้าได้ง่าย 

## การทำ SEO มีประโยชน์ และช่วยธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างไร?

การทำ SEO คือการเพิ่มโอกาสให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับต้น ๆ ในผลการค้นหาของ Google หรือ Search Engine อื่น ๆ เมื่อผู้ใช้งานค้นหาสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ ยิ่งเว็บไซต์ของคุณติดอันดับสูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสที่ลูกค้าเป้าหมายจะเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์มากขึ้นเท่านั้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อยอดขายและการเติบโตของธุรกิจในระยะยาวได้ ดังนี้

- **เพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์:** เมื่อเว็บไซต์ติดอันดับต้น ๆ บน Google จะทำให้ผู้ใช้งานหรือลูกค้าจะมองว่าธุรกิจของคุณมีความน่าเชื่อถือและเป็นที่รู้จัก

- **เพิ่มปริมาณการเข้าชมเว็บไซต์:** การทำ SEO จะช่วยดึงดูดผู้เข้าชมเว็บไซต์จากช่องทางที่เป็นธรรมชาติ ไม่ใช่การจ่ายเงินเพื่อโปรโมต

- **ลดค่าใช้จ่ายในการทำการตลาด:** เมื่อเทียบกับการลงโฆษณาออนไลน์ การทำ SEO ถือเป็นการลงทุนระยะยาวที่คุ้มค่ากว่า

- **เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ:** การทำ SEO ช่วยให้คุณสามารถเข้าถึงลูกค้าที่กำลังมองหาสินค้าหรือบริการของคุณอยู่โดยตรง

## SEO Marketing สําคัญอย่างไรต่อการทำธุรกิจออนไลน์

![seo คืออะไร สําคัญอย่างไร](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2021/07/what-is-seo.png)

การทำ SEO Marketing มีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อการสร้างธุรกิจให้เติบโตด้วยช่องทางออนไลน์ เพราะการทำให้เว็บไซต์ของคุณสามารถไปติดอันดับ [Search Engine คือ](https://nerdoptimize.com/seo/how-do-search-engines-work/) มีผลลัพธ์การค้นหาบนหน้าแรกของ Google ในคีย์เวิร์ดต่างๆ ถือเป็นเรื่องที่คุณประสบความสำเร็จมาก ๆ สำหรับการทำการตลาดออนไลน์

ช่วยให้แบรนด์ของคุณสามารถเข้าถึงลูกค้าได้จำนวนมากต่อวัน อีกทั้งยังเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจของคุณอีกด้วย ส่งผลให้เว็บไซต์และธุรกิจคุณจะกลายเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ (หรืออันดับแรก) ของผู้ใช้งาน เพิ่มโอกาสทางธุรกิจได้เป็นอย่างดี ซึ่งในปัจจุบันเราสามารถเริ่มต้นทำ SEO ง่าย ๆ โดยการเริ่มทำ [Local SEO](https://nerdoptimize.com/seo/local-seo/) ก่อนธุรกิจที่มีหน้าร้านหรือธุรกิจเล็ก ๆ

## SEO เหมาะกับใคร หรือธุรกิจแบบไหน

ไม่ว่าธุรกิจของคุณจะเล็กหรือใหญ่ จะเป็นร้านค้าเล็ก ๆ ในซอย หรือบริษัทข้ามชาติ การทำ SEO ก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย ลองมาดูตัวอย่างธุรกิจที่ทำ SEO แล้วให้ผลตอบรับที่ดีขึ้น ดังนี้

- **ธุรกิจขนาดเล็ก:** SEO ช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กแข่งขันกับธุรกิจขนาดใหญ่ได้ โดยไม่ต้องลงทุนกับงบประมาณจำนวนมาก

- **ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ:** SEO ช่วยเพิ่มยอดขายสินค้าออนไลน์ โดยการดึงดูดลูกค้าที่กำลังมองหาสินค้าประเภทนั้น ๆ

- **ธุรกิจบริการ:** เช่น ร้านอาหาร โรงแรม หรือบริษัทให้คำปรึกษา สามารถใช้ SEO เพื่อดึงดูดลูกค้าในพื้นที่

- **ธุรกิจ B2B:** SEO ช่วยสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าองค์กรและเพิ่มโอกาสในการทำธุรกิจ

- **ธุรกิจทุกประเภทที่มีเว็บไซต์:** ไม่ว่าธุรกิจของคุณจะเป็นอะไร ก็สามารถใช้ประโยชน์จาก SEO ได้

## ความแตกต่างระหว่าง SEO กับ Google Ads ?

![ความแตกต่างระหว่าง SEO กับ Google Ads](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2021/07/seo-and-google-ads-1024x683.jpg)

จริงอยู่ที่การทำ SEO คือการปรับแต่งเว็บไซต์ให้ติดอันดับต้น ๆ ในหน้าการแสดงผลการค้นหา แต่ไม่ได้มีเพียงแค่การทำ SEO เท่านั้นถึงจะทำแบบนั้นได้ คุณสามารถใช้เงิน ในการแก้ปัญหาได้ครับ ด้วยการใช้งาน Google Ads ในการทำให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับต้น ๆ ของหน้าการค้นหา ผ่านการซื้อโฆษณา ซึ่งทั้งการทำ SEO และ Google Ads ก็ล้วนเป็นเทคนิคของการทำ Search Engine Marketing (SEM) เหมือนกันทั้งคู่

แต่มีความแตกต่างกันก็คือ [Google Ads](https://ads.google.com/home/) คือการซื้อโฆษณาในหน้าแสดงผลการค้นหาของคีย์เวิร์ดนั้น ๆ บน Google (หรือเรียกอีกชื่อว่า Search Ads หรือ Paid Search) แต่การทำ SEO จะต้องอาศัยการปรับแต่งเว็บไซต์ไปเรื่อย ๆ โดยที่จะไม่มีเรื่องของค่าใช้จ่ายในการซื้อโฆษณา (Organic Search)

Google Ads จะเหมาะกับธุรกิจที่ต้องการให้เว็บไซต์ของตนขึ้นไปติดอันดับการค้นหาบน Search Engine อย่างรวดเร็ว โดยไม่อยากพึ่งการทำ SEO ที่จะต้องอาศัยเวลานานกว่าจะเห็นผล

โดยระบบการคิดเงินของ Google Ads ก็จะคิดเงินทุกครั้งที่มีคนกดคลิกเข้ามาดูเว็บไซต์เราจากหน้าการค้นหาบน Google (หรือเรียกว่า PPC – Pay Per Click) ซึ่งราคานี้ก็จะมีความแตกต่างกันไปตามการแข่งขันรวมถึง Search Volume แต่ละ Keyword

ในกรณีที่คุณเลือกใช้งาน Google Ads นั้นเว็บไซต์ของคุณจะปรากฏอยู่ส่วนบนสุดของหน้าการค้นหา เหนือกว่าเว็บไซต์ที่ทำ SEO โดย จะมีสัญลักษณ์ที่เขียนว่า Ad อยู่ด้านหน้า URL แม้จะดูเป็นเรื่องดี แต่คุณต้องเสียเงินในการซื้อโฆษณาทุกวัน/เดือน อาจทำให้ธุรกิจคุณสิ้นเปลืองงบประมาณในระยะยาวได้ ดังนั้นการทำ SEO ที่เป็นวิธีการทำโดยไม่เสียเงิน จะมีความยั่งยืนทำให้คุณยึดอันดับได้นานกว่านั่นเอง

## SEO จำเป็นไหม ควรเริ่มทำตอนไหนดี

“รู้หรือไม่ ทุกวินาทีมีการค้นหาบน Google ถึง 99,000 ครั้ง และตลอดทั้งวันมีการค้นหาทั้งหมด 8.5 พันล้านครั้ง!” 

ดังนั้น การทำ SEO บน Search Engine อย่าง Google นั้นถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นต่อธุรกิจมาก เพราะวิธีนี้เปรียบเหมือนการสร้างโอกาสให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงธุรกิจของคุณได้มากขึ้น จากช่องทางออนไลน์ โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องพึ่งพาการทำคอนเทนต์เป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจ เช่น ธุรกิจแบบ B2B ไปจนถึงธุรกิจขนาดเล็ก

การทำ SEO นี่แหละคือช่องทางที่เหมาะที่สุดสำหรับธุรกิจคุณ (มากกว่า Social Media ซะอีก) เพราะช่องทางนี้จะช่วยทำให้ลูกค้าได้ศึกษาคอนเทนต์ของคุณก่อนการตัดสินใจซื้อ และยังเป็นตัวช่วยในการเพิ่มความน่าเชื่อถือชั้นดี ให้กับธุรกิจของคุณอีกด้วย (จากการมีเว็บไซต์ที่ติดอันดับการค้นหา)

แล้วการทำ SEO ควรเริ่มทำเมื่อไรถึงจะดีต่อธุรกิจที่สุด คำตอบนี้ง่ายมากครับ คือ ควรเริ่มทันทีหลังจากที่ธุรกิจของคุณมีเว็บไซต์ เพราะการแข่งขันบนโลกออนไลน์ไม่มีคำว่าวันหยุด วันที่คุณปล่อยผ่านไป คู่แข่งของคุณก็อาจจะแซงหน้าคุณไปก็ได้ ดังนั้นทุกวันคือโอกาส อย่าปล่อยให้ว่าที่ลูกค้าของคุณหลุดลอยไป

ยิ่งในปี 2026 นี้ด้วย ถ้าธุรกิจของคุณมีเว็บไซต์ แต่ยังไม่เคยใส่ใจการทำ SEO ผมว่าตอนนี้ถึงเวลาแล้ว ที่คุณจะต้องศึกษาเรื่องของ SEO และมาเรียนรู้จักกันจริง ๆ ว่าการทำ SEO คืออะไร เพื่อสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจในปีนี้

## ก้าวแรกสู่ SEO! ทำความรู้จักการทำงานเบื้องหลังของ Google Search

![seo เว็บไซต์](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2021/07/seo-website.png)

สำหรับใครที่เพิ่งเริ่มต้น เรียนรู้เกี่ยวกับการทำ SEO ผมอยากให้ทุกคนเข้าใจคอนเซ็ปท์ วิธีการทำงานของ Search Engine ยักษ์ใหญ่ อย่าง Google กันก่อนที่จะมารู้จักขั้นตอนของการทำ SEO ว่ามันคืออะไร เพราะ Google เป็น Search Engine ที่คนไทยนิยมใช้งานมากที่สุด การทำความเข้าใจกระบวนการทำงานของ Google จะช่วยให้เราสามารถวางแผนกลยุทธ์ SEO ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยทั่วไปแล้ว กระบวนการทำ SEO จะประกอบด้วย 3 ขั้นตอนหลัก ๆ ซึ่งสอดคล้องกับ Algorithm ของ Google ดังนี้ 

### Crawling

Crawling คือ การที่ Google จะเริ่มส่ง Googlebot (หรือ Spider, Web Crawl) ออกไปเก็บ Data ของเว็บไซต์ทั้งหมดที่กระจายอยู่บนอินเทอร์เน็ตจากทั่วโลก โดยหน้าที่ของ Googlebot ก็จะวิ่งไปตามเว็บไซต์ทั้งหมดผ่านลิงก์ที่เชื่อมโยงกันแล้วทำการเริ่มวิเคราะห์แต่ละเว็บไซต์ว่า นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร, เว็บไซต์นั้น เกี่ยวข้องกับคำค้นหา (Keyword) อะไร โดยการจัดระเบียบ [Content Hub](https://nerdoptimize.com/seo/content-hub/) จะส่งผลต่อการเก็บข้อมูล Googlebot

### Indexing

ขั้นตอนต่อมาเมื่อ Googlebot ออกไปเก็บข้อมูลจนทราบแล้วว่าเว็บไซต์แต่ละเว็บเกี่ยวข้องกับอะไร มีคำค้นหา (Keyword) อะไร ก็จะนำมาเก็บไว้เป็นฐานข้อมูล (Indexing) ผ่าน Algorithm ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยทีมของ Google ที่เปรียบเหมือนลิ้นชักหรือชั้นหนังสือในการจัดเก็บประเภทของเว็บไซต์ทั้งหมดว่า แต่ละเว็บไซต์นั้นเป็นเว็บไซต์อะไรและมีความเกี่ยวข้องกับอะไร

### Serving & Ranking

ทันทีที่ผู้ใช้งานเปิดใช้งาน Google และเริ่มทำการค้นหาด้วย Keyword ฝั่งระบบของ Google ก็จะแสดงผลการค้นหาเป็น List ของเว็บไซต์ที่ถูกจัดเก็บไว้ในฐานข้อมูล (Indexing) ซึ่งเว็บไซต์นั้นจะถูกจัดเรียงอันดับในหน้าการแสดงผลการค้นหา โดยมี Search Engine Algorithm (ระบบการทำงานของ Google ที่จะจัดอันดับเว็บไซต์บนหน้าแสดงผลการค้นหา) เป็นตัวเลือกว่าเว็บไซต์ไหน จะได้อยู่อันดับที่เท่าไหร่ ซึ่งจะต้องมี Keyword หรือเนื้อหาของเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผู้ใช้งานค้นหามากที่สุด เป็นเหตุผลว่าทำไมการทำ SEO จะต้องใส่ Keyword ลงไปในบทความทุกครั้งนั่นเอง

## 7 ขั้นตอนการทำ SEO สำหรับมือใหม่ เริ่มต้นอย่างไร ให้เว็บติดอันดับ?

![วิธีทำ seo](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2021/07/how-to-do-seo.jpg)

วิธีการเริ่มต้นทำ SEO Marketing แบบมีประสิทธิภาพต่อธุรกิจ นั้นมีอยู่ด้วยกัน 7 ขั้นตอน ดังนี้

### 1. วางกลยุทธ์กำหนดเป้าหมาย

สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้นทำ SEO มักจะใช้ “3ท” บ่อย ๆ คือ “ทำ ทัน ที”  โดยไม่ได้วางแผนให้ดีก่อน รู้ไหมครับ การทำ SEO ส่วนแรกสุด คือ การวางกลยุทธ์ ยิ่งเราวางแม่นเท่าไหร่ โอกาสที่จะเติบโตในการทำ SEO ก็ยิ่งมีความเป็นไปได้

ในขั้นตอนแรกของการทำ SEO นั้นคุณต้องมีการวางกลยุทธ์และกำหนดเป้าหมายว่าในการทำ SEO คุณต้องการให้ธุรกิจได้ผลลัพธ์อะไร เช่น Awareness, Traffic, Leads, Conversion พร้อมกำหนด กลุ่มคีย์เวิร์ด ที่ต้องการจะไปแข่งขัน ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น ผมทำเว็บไซต์ขายคอนโด คีย์เวิร์ดทางตรงสำหรับผมก็จะเป็น คอนโด ราคาเท่าไหร่, คอนโด พระราม 9 สำหรับทางอ้อม เช่น ไอเดียการแต่งบ้าน

ซึ่งวิธีการทำแบบนี้ จะช่วยทำให้คุณทำ SEO ได้อย่างถูกต้อง ตามเป้าหมาย ไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูก และยังช่วยทำให้คุณกำหนดกลยุทธ์การเลือก Keyword ในขั้นตอนต่อไปได้ง่ายมากขึ้นอีกด้วย

หรือถ้าคุณยังไม่มีกลยุทธ์ สำหรับแผน SEO ก็สามารถปรึกษา ฟรี ในบริการ [รับทำ SEO](https://nerdoptimize.com/seo/) ของ NerdOptimize ได้ครับ

### 2. Research Keyword วางโครงสร้างเว็บไซต์

หลังจากที่คุณกำหนดเป้าหมายของการทำ SEO ได้แล้ว ขั้นตอนต่อมาก็คือขั้นตอนที่สำคัญของการทำ SEO ก็คือการกำหนด Keyword หรือคำค้นหาที่คุณจะใช้สำหรับการทำ SEO ให้เว็บไซต์ของคุณแสดงผลเมื่อผู้ใช้งานเกิดการค้นหาคำนั้น ๆ

โดยอันดับแรกคุณต้องทำ [Research Keyword](https://nerdoptimize.com/seo/keyword-research-strategy/) ก่อนเพื่อหาว่าผู้ใช้งานหรือลูกค้าส่วนใหญ่มักจะค้นหาด้วยคำค้นหาแบบไหนหรือทำให้คุณรู้ว่า Keyword อื่น ๆ ที่ใกล้เคียงกับคำที่คุณคิดไว้ รวมถึงดูอัตราการแข่งขันใน Keyword แต่ละคำด้วยว่ามีอัตราการค้นหา (Search Volume) สูงแค่ไหน ความยากง่ายเป็นอย่างไร หรือในกรณีที่คุณต้องการซื้อโฆษณา Google Ads คำนั้นมีค่า [Click Through Rate](https://nerdoptimize.com/marketing/how-to-increase-ctr/) (CTR) อยู่ที่คลิกละกี่บาท เพื่อการหา Keyword ที่คุณคิดว่าคุณพอจะขึ้นไปอยู่ในอันดับการค้นหาหน้าแรกได้

ซึ่งในการ Research Keyword นั้นคุณสามารถใช้เครื่องมือ (Tools) ในการช่วยค้นหาได้ ที่มีทั้งแบบฟรีและเสียเงิน โดยความสามารถก็จะแตกต่างกันออกไป เช่น Google Keyword Planner, Ubersuggest, Ahrefs และเครื่องมือ [SEO Tools](https://nerdoptimize.com/seo/seo-tools/) อื่น ๆ

### 3. สร้างเว็บไซต์

![การทำ website seo](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2021/07/how-to-do-seo-website-1024x683.jpg)

หลังจากที่คุณได้ Keyword หรือไอเดียในการหา Keyword แล้วต่อมาก็คือการให้เริ่มสร้าง “เว็บไซต์” ให้ถูกเกณฑ์ของ SEO หรือการสร้างเว็บไซต์และปรับแต่งโครงสร้างของเว็บไซต์ ที่คุณควรจะต้องให้ความสำคัญตั้งแต่ต้นน้ำ เริ่มตั้งแต่

**1. เลือก Hosting ที่ใช่**

การเลือก Hosting เปรียบเสมือนการเลือกที่ดินสำหรับสร้างบ้าน หากเลือก Hosting ที่ไม่ดี เว็บไซต์ของคุณก็อาจจะโหลดช้า ไม่เสถียร และส่งผลต่ออันดับค้นหาได้ ผมขอแนะนำ [**hostatom**](https://www.hostatom.com/) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการ Hosting ในประเทศไทยที่น่าสนใจ เพราะมีราคาที่คุ้มค่า มีฟีเจอร์ที่ครบครัน และบริการลูกค้าที่เป็นกันเอง

**2. จดโดเมนที่จำง่าย**

โดเมนคือชื่อเรียกของเว็บไซต์ของคุณ ควรเลือกโดเมนที่สั้น จำง่าย และเกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ เช่น ถ้าคุณขายเสื้อผ้า อาจจะเลือกโดเมนเป็น

**3. ใช้ HTTPS เพื่อความปลอดภัย**

HTTPS คือการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่ปลอดภัย Google ให้ความสำคัญกับเว็บไซต์ที่ใช้ HTTPS มากกว่า เพราะช่วยปกป้องข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งาน หากเว็บไซต์ของคุณใช้ HTTPS Google จะให้คะแนน SEO ของเว็บไซต์เพิ่มขึ้นด้วย

### 4. เขียน Content SEO

เมื่อเว็บไซต์เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ขั้นตอนต่อมาเราก็จะเริ่มมาใส่ “คอนเทนต์” หรือเนื้อหาต่าง ๆ ลงไปในเว็บไซต์, เว็บเพจของเรา ซึ่งเรื่องของการสร้างคอนเทนต์นั้น ถือว่ามีความสำคัญต่อการทำ SEO เป็นอย่างมากเพราะหากคุณมีการทำคอนเทนต์และแทรก Keyword ที่คุณต้องการลงไป เพื่อให้ติดอันดับการค้นหาใน Keyword นั้น ๆ และต้องสร้างคอนเทนต์แบบ Useful Content หรือต้องเป็นคอนเทนต์ที่มีประโยชน์ น่าอ่าน น่าติดตาม ก็จะช่วยดึงดูดผู้ใช้งานกลายมาเป็นลูกค้าของเราได้โดยง่าย ตามหลักกฎเกณฑ์ [EEAT](https://nerdoptimize.com/seo/eat-ranking-factor/)

ซึ่งในปัจจุบันการเขียน Content [บทความ SEO](https://nerdoptimize.com/seo/seo-writing/) ก็จะต้องมีเรื่องของ Search Intent หรือเจตนาการค้นหาของผู้ใช้งานบน Google เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะพฤติกรรมผู้ใช้งานส่วนใหญ่เริ่มหันมาค้นหาเรื่อง/บริบท ที่ตัวเองต้องการรู้ใน Google มากขึ้น เช่น Digital Marketing คืออะไร, วิธีย้ายค่ายเบอร์เดิม, พารากอนเปิดกี่โมง, เรียน SEO ที่ไหนดี หรืออื่น ๆ

เลยทำให้การทำคอนเทนต์ SEO ในปัจจุบันต้องคำนึงถึงเรื่องการสร้างคอนเทนต์ให้ตรงกับ Search Intent หรือความต้องการของผู้ใช้งานมากขึ้นด้วยนั่นเอง

### 5. ปรับแต่ง On-Page SEO

ขั้นตอนต่อมา หลังจากที่เราได้สร้างคอนเทนต์สำหรับการทำ SEO ไปบางส่วนแล้ว เราก็จะเริ่มทำการปรับแต่งเว็บไซต์ให้ตรงตามความต้องการของ Google มากยิ่งขึ้น ด้วยการทำ [On Page SEO](https://nerdoptimize.com/seo/on-page-seo/) (หรือ On-Site SEO) ที่จะเป็นการปรับแต่งเนื้อหาคอนเทนต์ภายในหน้าเว็บไซต์ทั้งหน้าหลักและหน้าเพจอื่น ๆ เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสให้เว็บไซต์สามารถติดหน้าแรกเมื่อมีการค้นหาบน Google

โดยการทำ On-Page SEO ที่ดีนั้นจะต้องเน้นไปที่การสร้างความเข้าใจให้แก่ผู้ใช้งานว่าเว็บไซต์ในแต่ละเพจนั้นเกี่ยวกับอะไร และต้องทำให้ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุด (หรือให้อยู่บนเว็บไซต์ของคุณนาน ๆ ) โดยวิธีการทำ On-Page SEO จะต้องอาศัยการปรับแต่งเว็บไซต์หลัก ๆ ดังนี้

- การใส่ Keyword ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ ลงไปในคอนเทนต์บนเว็บไซต์ภายใน 100 คำแรก หรือตามหัวข้อ (Heading) ต่าง ๆ

- การปรับแต่ง Title tags, Meta Description ด้วยการใส่ Keyword ของเว็บไซต์คุณลงไปด้วย จะช่วยให้ Search Engine Algorithm พิจารณาอันดับของคุณได้ดีขึ้น

- ย่อขนาดของไฟล์รูปภาพและสื่ออื่น ๆ เช่นวิดีโอให้มีขนาดไฟล์ที่เล็ก เพื่อทำให้เว็บไซต์สามารถดาวน์โหลดได้เร็วขึ้น (PageSpeed)

- การทำ [Internal Links ](https://nerdoptimize.com/seo/internal-links/)ให้เชื่อมลิงก์ไปยังหน้าเพจต่าง ๆ (หรือ Anchor Link) เพื่อทำให้ผู้ใช้งานอยู่บนเว็บไซต์คุณได้นานขึ้น

- การใส่ HTML Tags (H1, H2, H3..) เพื่อจัดอันดับความสำคัญของเนื้อหาของหน้าคอนเทนต์

- ออกแบบเว็บไซต์ให้รองรับได้ในทุกอุปกรณ์การแสดงผล อย่างเช่นสมาร์ตโฟน (Mobile Friendly) แท็บเล็ต หรืออื่น ๆ โดย Google จะพิจารณาอันดับการแสดงผลจากปัจจัยนี้ด้วย

### 6. Link Building

เมื่อเราได้ทำ On-Page SEO หรือการปรับแต่งที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยภายในของเว็บไซต์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อมาก็คือการทำ [Link Building](https://nerdoptimize.com/seo/link-building/) หรือเทคนิคในการทำให้เว็บไซต์อื่น ๆ ลิงก์กลับมายังเว็บไซต์เรา (เรียกอีกอย่างว่าการทำ [Off Page SEO](https://nerdoptimize.com/seo/off-page-seo/)) ซึ่งจะทำให้เว็บไซต์ของเราได้รับความน่าเชื่อถือในสายตาของผู้ใช้งาน เพราะถือว่าเว็บไซต์ของคุณมีคุณภาพมากพอที่จะเป็นแหล่งอ้างอิงให้เว็บไซต์อื่นได้

ซึ่งแน่นอนว่าการที่เว็บไซต์อื่น ๆ Backlink กลับมาหาเว็บไซต์ของคุณ นอกจากเรื่องของความน่าเชื่อถือแล้ว ยังส่งผลต่ออันดับการแสดงผลบนหน้าการค้นหาด้วย เพราะเว็บไซต์ไหนที่ได้ Backlink กลับมาเยอะระบบ Algorithm ของ Google ก็จะมองว่าเว็บไซต์ของคุณนั้นเป็นเว็บไซต์ที่มีคุณภาพและให้คะแนนผลการจัดอันดับดีขึ้นนั่นเอง

โดยวิธีการที่จะทำให้คุณได้ [Backlink](https://nerdoptimize.com/seo/how-to-build-backlinks/) กลับมายังเว็บไซต์นั้น ปัจจุบันมีอยู่หลายเทคนิคทั้งดีและไม่ดี (การทำ SEO สายดำ) ซึ่งเราแนะนำว่าให้คุณทำแบบที่ถูกต้องหรือการทำ SEO สายขาวดีกว่าครับ ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

- การเขียนคอนเทนต์คุณภาพที่มีคุณค่าต่อลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย (วิธีนี้ดีที่สุด)

- พยายามสร้างรูปภาพ, Infographic หรือสื่อวิดีโอลงไปในบทความของคุณด้วย เพื่อให้ผู้ที่นำรูปไปใช้ทำการอ้างอิงกลับมา

- จ้างเอเจนซี่ หรือติดต่อเว็บไซต์ PR ที่น่าเชื่อถือให้เขียนคอนเทนต์แล้ว Backlink กลับมาหาเว็บไซต์ของคุณ

- ไปเป็น Guest Writing ให้กับเว็บไซต์ต่าง ๆ แล้วใช้โอกาสนี้สร้าง Backlink กลับมาหาเว็บไซต์ของคุณ

- ใช้ Social Media ในการแชร์เว็บไซต์หรือบทความของเราไม่ว่าจะเป็น Facebook, Twitter หรือโซเชียลมีเดียช่องทางอื่น ๆ ก็จะทำให้เว็บไซต์ของคุณ มี Traffic, CTR (Click Through Rate) เพิ่มขึ้นทำให้ Google มองว่าเว็บไซต์ของคุณเป็นเว็บไซต์ที่มีคุณค่า

ถึงแม้ว่าการทำ Link Building อาจไม่มีความเกี่ยวข้องกับการปรับแต่งเว็บไซต์ของคุณโดยตรง แต่การทำ Link Building นั้นก็ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญมาก ๆ ในการทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จ

### 7. Measurement (วัดผล) & Optimization (ปรับแต่งแก้ไข)

และขั้นตอนสุดท้ายหลังจากที่คุณได้ทำการปรับแต่งเว็บไซต์ทั้ง On-Page และ Off-Page เรียบร้อยแล้วนั้น สิ่งที่คุณจะต้องห้ามละเลยเด็ดขาด (นักการตลาดหลายคนมาตกม้าตายกันตรงนี้) นั่นก็คือเรื่องของการวัดผล (Measurement) และการปรับแต่งแก้ไข (Optimization)

เพราะถ้าหากคุณทำ SEO โดยไม่ได้มีการวัดผลเลย คุณก็จะไม่รู้เลยว่า ณ ปัจจุบันเว็บไซต์หรือการทำ SEO ของคุณได้เข้าใกล้เป้าหมายที่คุณตั้งไว้ในข้อ 1 แล้วมากน้อยเพียงใด และถ้าในกรณีที่เว็บไซต์ของคุณยังไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ มันเกิดจากสาเหตุอะไร

ซึ่งในการวัดผลสำหรับการทำ SEO นั้น คุณสามารถเข้าไปดูสถิติเหล่านี้ได้ผ่านเครื่องมือ [SEO Audit](https://nerdoptimize.com/seo/seo-audit/) อย่าง [Google Analytics](https://nerdoptimize.com/analytics/google-analytics-introduction/), Google Search Console, [Google Data Studio](https://nerdoptimize.com/analytics/how-to-use-google-data-studio/) โดยสำหรับผู้เริ่มต้นเราจะโฟกัสไปที่ Metrics ต่าง ๆ ดังนี้

- **Ranking** – อันดับของเว็บไซต์คุณในหน้าการแสดงผลของ [Keyword](https://nerdoptimize.com/seo/what-is-keyword/) แต่ละคำ ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญของการทำ SEO ที่สุด ซึ่งคุณสามารถใช้เครื่องมือในการติดตามอันดับของเว็บไซต์เช่น Proranktracker เป็นตัวช่วยได้ (เราแนะนำ)

- **Impressions** – จำนวนครั้งที่ผู้ใช้งานเห็นเว็บไซต์ผ่านการค้นหาบน Google ไม่ว่าเว็บไซต์ของคุณจะอยู่อันดับที่เท่าไหร่ จะนับเป็น 1 Impressions ถ้าเว็บไซต์ไหนมี Impression สูงก็เท่ากับว่ามีผู้ใช้งานเห็นเว็บไซต์เยอะนั่นเอง

- **Clicks** – จำนวนคลิกหรือจำนวนคนที่กดเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณ ผ่านหน้าการค้นหาบน Google

- Traffic – จำนวนผู้กดเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์และเข้าไปใช้เวลาหรือมีปฏิสัมพันธ์กับเว็บไซต์ของคุณ (ซึ่งการทำ SEO จะทำให้เว็บไซต์ของคุณได้ Organic Traffic หรือ Traffic แบบที่ไม่เสียเงิน)

และในส่วนต่อมาหลังจากที่คุณได้รู้ Metrics สถานการณ์ปัจจุบัน หรือข้อบกพร่องของการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ของคุณแล้ว เราก็จะมาเริ่มทำการปรับแต่งแก้ไข ให้การทำ SEO นั้นดีขึ้น

## ข้อห้ามในการทำ SEO มีอะไรบ้าง ?

![ข้อห้ามของ seo](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2021/07/seo-taboos-1024x1024.jpg)

จริงอยู่ที่การทำ SEO ถือเป็นเทคนิคในการทำให้เว็บไซต์ของคุณนั้นขึ้นไปอยู่ในอันดับต้น ๆ ของหน้าการแสดงผลการค้นหาได้ แต่การทำ SEO นั้นก็มีข้อห้ามในการทำอยู่ ซึ่งถ้าเว็บไซต์ไหนที่ฝ่าฝืน อาจส่งผลทำให้อันดับร่วงลงมาทันทีและอาจเป็นผลเสียต่อการสร้างธุรกิจในระยะยาว ดังนี้

### 1. ห้ามเขียนคอนเทนต์โดยไม่มีคีย์เวิร์ด

การเขียนคอนเทนต์โดยที่ไม่มี Keyword ถือว่าเป็นข้อห้ามสำหรับการทำ SEO ด้วยคอนเทนต์ เพราะหากคุณไม่ได้มี Keyword อยู่ในบทความตัวระบบ Search Engine Algorithm ของ Google ก็จะหาเว็บไซต์ของคุณไม่เจอ เพราะไม่รู้ว่าเว็บไซต์ของคุณเกี่ยวข้องกับอะไร ทำให้สุดท้าย Google ไม่สามารถจัดอันดับการแสดงผลของเว็บไซต์ได้นั่นเอง

### 2. ห้ามทำ Duplicate Content

การ Duplicate Content คือการคัดลอกคอนเทนต์หรือบทความของเว็บไซต์คนอื่น มาใส่ไว้ในเว็บไซต์ของตัวเองแบบโต้ง ๆ เพราะคุณอาจเห็นว่าเว็บไซต์นี้ เขียนคอนเทนต์แบบนี้แล้วติดอันดับต้น ๆ ของการค้นหา เลยขอ Copy มาเลยเพราะหวังว่าเว็บไซต์เราจะติดอันดับต้น ๆ แบบนั้นบ้าง

แต่รู้หรือไม่ ว่าความคิดแบบนี้เป็นอะไรที่ผิดมหันต์ของหลักการทำ SEO เพราะ Google มีระบบ Algorithm ที่ฉลาดพอที่จะตรวจสอบข้อมูล ความใกล้เคียงของเนื้อหา ซึ่งจะให้คะแนนเว็บไซต์ที่มีอายุมากกว่าและมี Traffic เยอะกว่าก่อนเสมอ ทำให้ต่อให้คุณ Duplicate มาทั้งหมดก็ไม่มีวันแซงต้นฉบับได้ และถ้าในกรณีที่เว็บไซต์ต้นฉบับเกิดทราบเรื่อง คุณอาจโดนดำเนินคดีทางกฎหมายได้เลย ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงวิธีแบบนี้เป็นเรื่องดีที่สุด

### 3. ห้ามใช้โปรแกรมสปินบทความ

โปรแกรมสปินบทความ คือโปรแกรมประเภท Re-Write คอนเทนต์ที่จะนำคำที่มีความหมายใกล้เคียงกับคอนเทนต์ต้นฉบับมาแทนที่คำเดิมเพื่อเปลี่ยนให้เป็นเนื้อหาใหม่ เป็นเหมือนการ Duplicate Content แบบไม่ให้มีคนจับได้

แต่ความจริงแล้วการสปินบทความ คอนเทนต์ที่สปินมาได้ส่วนใหญ่จะได้ความหมายที่อ่านไม่รู้เรื่อง ยากต่อการเข้าใจ คิดภาพตามง่าย ๆ ก็เหมือนเราใช้ Google Translate ประโยคยาว ๆ แม้จะแปลความหมายได้แต่บริบทของเนื้อหาจะเปลี่ยนไป

ซึ่งอย่างที่ทราบกันว่า Algorithm จะไม่ชอบลักษณะคอนเทนต์ที่ไม่มีคุณภาพแบบนี้ และอาจส่งผลต่ออันดับการค้นหาของเว็บไซต์คุณด้วย (รวมถึง Traffic จากผู้ใช้งานก็ไม่ชอบอะไรแบบนี้ด้วยเหมือนกัน)

### 4. ห้ามสแปม Backlink

สแปม Backlink คือเทคนิคการจงใจสร้าง Backlink กลับมายังเว็บไซต์เยอะ ๆ ให้ Google มองว่าเว็บไซต์ของคุณเป็นเว็บไซต์ที่ดี ผ่านการใช้เว็บไซต์หลุมที่ไม่ได้คุณภาพ (เช่นพวกเว็บพนัน เว็บลามก)

วิธีนี้ถือเป็นวิธีทำมาหากินของการทำ SEO สายดำ ซึ่ง Google สามารถตรวจสอบความสัมพันธ์ได้ ในกรณีที่เว็บไซต์ที่ Backlink คุณมาเป็นเว็บไซต์คุณภาพต่ำ เนื้อหาไม่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ของคุณ Google ก็จะประเมินเว็บไซต์ของคุณต่ำลงทันที และแน่นอนว่าส่งผลต่ออันดับการทำ SEO ด้วย

### 5. ห้ามใช้ Popup ที่ส่งผลไม่ดีต่อผู้ใช้งาน

ในกรณีที่เว็บไซต์ของคุณมี Popup ที่ส่งผลไม่ดีต่อผู้ใช้งาน เช่นมี Popup โฆษณาเยอะ, Popup ที่ลิงก์ไปเว็บอื่นทันที สิ่งเหล่านี้ถือเป็นการสร้างประสบการณ์ที่ไม่ดีให้กับผู้ใช้งาน ซึ่งมันจะส่งผลให้ผู้ใช้งานไม่อยากอยู่บนเว็บไซต์ของคุณต่อ และรีบกดออกไปเพราะความรำคาญ

การกระทำแบบนี้ถือว่าส่งผลเสียต่อ SEO โดยตรงเพราะจะเป็นการลดค่า Bounce Rate หรือค่าที่แสดงการมีปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้งานในเว็บไซต์ ที่ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการแสดงผลการค้นหา และทำให้เว็บไซต์ของคุณไม่ได้ Organic Traffic เลย (อาจจะได้แค่ Impression, Click)

## ทำ SEO เอง หรือจ้างเอเจนซี่ดีกว่ากัน

การทำ SEO เองและการจ้างเอเจนซี่ต่างมีข้อดีแตกต่างกันครับ การทำเองช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายแต่ต้องใช้เวลาและต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับ SEO เพื่อพัฒนาเว็บไซต์ของคุณเอง แต่ถ้าคุณต้องการผลลัพธ์ที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ หรือไม่มีเวลาศึกษาเรียนรู้มากนัก การจ้างเอเจนซี่ที่มีความเชี่ยวชาญด้าน SEO จะช่วยให้คุณประหยัดเวลาและได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องได้ 

## NerdOptimize เอเจนซี่รับทำ SEO ช่วยให้เว็บไซต์ติดอันดับ 1 ใน Google มากกว่า 100+ เจ้า 

ถ้าคุณมีปัญหาทำ SEO แล้วเว็บไซต์ไม่ติดอันดับสักที NerdOptimize พร้อมช่วยคุณ เพราะเรามีทีมผู้เชี่ยวชาญ [SEO Specialist](https://nerdoptimize.com/seo/seo-specialist/) ที่พร้อมให้คำปรึกษาฟรี เพื่อวิเคราะห์และวางแผนกลยุทธ์ SEO ที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณโดยเฉพาะ ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่หรือมีเว็บไซต์อยู่แล้ว เราก็พร้อมช่วยให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับต้น ๆ ในหน้าผลการค้นหา 

**มาดูกันว่าทำไม NerdOptimize จึงเป็นที่ไว้ใจของหลาย ๆ แบรนด์ชั้นนำระดับประเทศ**

- **โฟกัสที่ SEO อย่างเดียว:** เราทุ่มเทให้กับการทำ SEO อย่างเต็มที่ เพื่อให้คุณได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

- **โปร่งใสทุกขั้นตอน:** รายงานผลอย่างละเอียดทุกเดือน ทั้งส่วนที่พัฒนาและจุดที่ต้องปรับปรุง พร้อมอธิบายสาเหตุและแนวทางแก้ไขอย่างชัดเจน

- **ไม่ใช้เทคนิคที่ผิดกฎ:** เราเน้นการทำ SEO แบบ White Hat ไม่ทำ SEO สีเทา ทำให้อันดับคงที่และยั่งยืน

- **เน้นผลลัพธ์ที่วัดได้:** ติดตามผลการทำอันดับคีย์เวิร์ดอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะบทความ ซึ่งสามารถสร้างอันดับได้หลากหลายคีย์เวิร์ด

- **ปรับแต่งได้ตามต้องการ:** แพ็คเกจของเราสามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับงบประมาณและเป้าหมายของธุรกิจคุณ

- **ตัดสินใจจากข้อมูล:** เราใช้ข้อมูลเป็นหลักในการวางแผนและตัดสินใจทุกขั้นตอน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ

- **ทีมงานผู้เชี่ยวชาญ:** พร้อมให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหาตลอดเวลา

- **ตรวจสอบค่าใช้จ่ายได้:** เราเปิดเผยรายละเอียดค่าใช้จ่ายอย่างโปร่งใส โดยเฉพาะค่า Backlink และ Advertorial

เป้าหมายของเราคือการผลักดันธุรกิจของคุณให้เติบโตและประสบความสำเร็จในโลกออนไลน์ ด้วยประสบการณ์และความรู้ที่อัปเดตอยู่เสมอ มั่นใจได้ว่าคุณจะได้รับบริการที่ดีที่สุดจากเรา คลิกเลยเพื่อ[เริ่มต้นปรึกษาฟรี](https://nerdoptimize.com/contact-us/) 

## สรุป SEO คือเทคนิคการเขียนบทความให้ติดอันดับ 1

SEO คือการปรับแต่งเว็บไซต์เพื่อให้ติดอันดับสูงใน Search Engine โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ On-Page SEO, Off-Page SEO และ Technical SEO แต่ละประเภทมีความสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพและการเข้าถึงเว็บไซต์ การทำ SEO ที่ดีจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ ดึงดูดผู้เข้าชม และสร้างโอกาสทางธุรกิจ 

สำหรับธุรกิจที่ต้องการทำ SEO อย่างมืออาชีพ NerdOptimize [บริษัทรับทำ SEO](https://nerdoptimize.com/seo/seo-agency-thailand/) พร้อมให้บริการด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญที่มุ่งเน้นการทำ SEO แบบโปร่งใส ติดตามผลอย่างใกล้ชิด และใช้ข้อมูลเชิงลึกในการวางกลยุทธ์ เพื่อช่วยให้เว็บไซต์ของคุณก้าวสู่อันดับต้นๆ ใน Google อย่างยั่งยืน

## คำถามที่พบบ่อยในการทำ SEO (FAQs)

### การทำ SEO ใช้ระยะเวลานานแค่ไหน ?

หลายครั้งที่ผู้ที่ไม่รู้ว่า SEO คืออะไร มักจะเร่งรัดในการทำอันดับไว ๆ เพราะไม่เข้าใจคอนเซ็ปท์การทำ SEO ของ Google ซึ่งการทำ SEO โดยทั่วไปจะต้องใช้ระยะเวลาราว 4 – 8 เดือน ( หรืออาจเร็ว-ช้าไปกว่านี้ ) ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น

- Keyword มีการแข่งขันมาก-น้อย, จำนวนเว็บไซต์คู่แข่งที่อยู่ใน Keyword นั้น ๆ

- ระบบหลังบ้านของเว็บไซต์ (การวาง Site Structure หรือ Coding)

- ความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์จากการทำคอนเทนต์

- ประสบการณ์ในการใช้งานที่ดี

- ปัจจัยอื่น ๆ ที่มากมาย

### SEO ผลลัพธ์อยู่ได้นานไหม ?

ผลลัพธ์ของการทำ SEO สามารถเปลี่ยนแปลงกันได้ตลอด เนื่องจาก Google มีการอัปเดต Algorithm อยู่บ่อย ๆ ซึ่งการอัปเดต Algorithm แต่ละครั้งจะส่งผลต่ออันดับในหน้า Search Engine ทุกครั้ง เช่นเดือนนี้เว็บไซต์คุณทำอันดับ 1 ได้แต่อีก 3 เดือนต่อมาเว็บไซต์ของคุณอาจหล่นไปอยู่อันดับ 4-5 ก็ได้เช่นกัน (ในกรณีที่ Keyword คำนั้นมีการแข่งขันสูง)

ซึ่งทางเดียวที่จะทำให้เว็บไซต์ของคุณยืนระยะแสดงผลในอันดับต้น ๆ ได้ยาวนาน ก็คือการหมั่นอัปเดตเว็บไซต์ให้เข้าเกณฑ์ของ Google อยู่เสมอ โดยเฉพาะการทำ On-Page SEO ก็จะทำให้เว็บไซต์ของคุณยืนระยะบนหน้าการค้นหาได้ยาวนานขึ้น

### SEO ทำเฉพาะทางด้านเทคนิคก็ติดอันดับได้ ?

การทำ SEO บน Websiteเพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับนั้น ไม่สามารถทำเฉพาะทางด้านเทคนิค (Technical SEO) ได้ เพราะการทำ SEO อย่างมีประสิทธิภาพนั้นต้องอาศัยการทำ SEO ที่ครบทั้ง 3 ปัจจัย

- การปรับแต่งคอนเทนต์และเว็บไซต์ (On-Page SEO)

- การสร้าง Link Building และ Website Promotion (Off-Page SEO)

- การทำ SEO เชิงเทคนิค (Technical SEO) เช่นเรื่องเกี่ยวกับระบบเว็บไซต์ โครงสร้างของเว็บเพจ ทำให้ง่ายต่อการเก็บข้อมูล (Indexing) ของ Google

ซึ่งทั้ง 3 ปัจจัยล้วนต้องให้ความสำคัญให้ครบถ้วน ไม่ละเลยส่วนใดส่วนหนึ่ง ถึงจะทำให้การทำ SEO ของคุณได้ผลลัพธ์เต็ม 100%

### Keyword ในการทำ SEO มีอะไรบ้าง

การทำความเข้าใจประเภทของคีย์เวิร์ดที่แตกต่างกันมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำ SEO ที่มีประสิทธิภาพ โดยเราจะขอแนะนำประเภทของ Keyword ที่นิยมใช้กันมากที่สุดกัน ดังนี้

- **Seed Keyword****:** คำที่มีความกว้างและมีปริมาณการค้นหาสูง เช่น “รองเท้า” หรือ “สมาร์ทโฟน” มีการแข่งขันสูงแต่สามารถดึงดูดปริมาณการเข้าชมเว็บไซต์ได้มาก

- **Niche Keyword:** คำที่มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น “รองเท้าผ้าใบวีแกน” หรือ “โทรศัพท์มือถือแอนดรอยด์” มีการแข่งขันน้อยกว่าแต่สามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเฉพาะเจาะจง

- **Long-Tail Keyword:** ประโยคที่มีความยาวและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น “รองเท้าผ้าใบวีแกนที่ดีที่สุดสำหรับเท้ากว้าง” หรือ “โทรศัพท์มือถือแอนดรอยด์ราคาประหยัดที่มีกล้องถ่ายรูปที่ดี” มีการแข่งขันน้อยลงและมักบ่งบอกถึงเจตนาในการซื้อที่สูง

- **Branded Keyword:** คีย์เวิร์ดที่รวมถึงชื่อแบรนด์ของคุณ เช่น “รองเท้าไนกี้” หรือ “ไอโฟนแอปเปิล” สามารถช่วยปกป้องแบรนด์และดึงดูดลูกค้าที่ภักดี

- [FacebookFacebook](https://www.facebook.com/share.php?u=https%3A%2F%2Fnerdoptimize.com%2Fseo%2Fwhat-is-seo%2F)
- [LINELine](https://lineit.line.me/share/ui?url=https%3A%2F%2Fnerdoptimize.com%2Fseo%2Fwhat-is-seo%2F)

ค้นหา บทความอื่นๆ

Search

About NerdOptimize

AI Search & SEO Agency Awards

เราคือ AI Search & SEO Agency ที่ได้รับการการันตีกลยุทธ์จากรางวัลระดับโลกอย่าง Global Search Award และ APAC Search Award

60+ Employees

Global award Guaruntee

Global Search Awards 2025 : Winner Best Use of Search – Real Estate & Property: Large

APAC Search Awards 2026 : Finalist Best Use of Search – Real Estate & Property

ผู้เขียน

Picture of ไอซ์ - ศิริพงษ์ กลิ่นขจร
ไอซ์ - ศิริพงษ์ กลิ่นขจร

ผู้บริหารและนักการตลาดสาย SEO ที่เชี่ยวชาญเรื่อง Marketing Strategy สนใจเกี่ยวกับ Search Engine & AI Algorithms เป็นพิเศษ และเชื่อเสมอว่าทุกอย่างสามารถพิสูจน์ได้ด้วย Data

LinkedIn
Picture of ไอซ์ - ศิริพงษ์ กลิ่นขจร
ไอซ์ - ศิริพงษ์ กลิ่นขจร

ผู้บริหารและนักการตลาดสาย SEO ที่เชี่ยวชาญเรื่อง Marketing Strategy สนใจเกี่ยวกับ Search Engine & AI Algorithms เป็นพิเศษ และเชื่อเสมอว่าทุกอย่างสามารถพิสูจน์ได้ด้วย Data

LinkedIn
Tag:

แชร์บทความนี้:

บทความที่คุณ อาจสนใจ

เรียนรู้วิธีการสร้าง Backlink ที่นักทำ SEO นิยมทำกันมากที่สุด

เรียนรู้วิธีการสร้าง Backlink ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องสุ่มเดา เลือกทำแบบไหนถึงเหมาะกับ Algorithm ในยุคปัจจุบัน บทความนี้มีคำตอบครับ !

อ่านบทความ ➝
omni channel คืออะไร ช่วยเพิ่มยอดขายให้ธุรกิจได้จริงหรือไม่

omni channel คืออะไร ช่วยเพิ่มยอดขายให้ธุรกิจได้จริงหรือไม่ [อ่านแนวทางการทำที่นี่]

omni channel คืออะไร การทำการตลาดยุคใหม่ ที่ช่วยให้คุณเข้าหาลูกค้าได้ ในทุกช่องทาง พร้อมเพิ่มยอดขาย ให้ธุรกิจเติบโตได้ในยุค Disruption

อ่านบทความ ➝
Scroll to Top