**_Meta Description คืออะไร Meta Tag หมายถึงอะไร ทำไมถึงสำคัญต่อการทำ SEO และมีวิธีการในการทำอย่างไรบ้าง บทความนี้มีคำตอบให้กับคุณ_** สำหรับคนทำ SEO สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญนอกเหนือจากเรื่อง [Keyword Research](https://nerdoptimize.com/seo/keyword-research-strategy/) การทำ [Off-Page SEO ](https://nerdoptimize.com/seo/off-page-seo/)หรือการทำ Technical SEO แล้ว ยังมีในเรื่องของการปรับแต่งหน้า [On-Page SEO ](https://nerdoptimize.com/seo/on-page-seo/)ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยทำอันดับ SEO ซึ่งถ้าคุณไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นปรับแต่งอย่างไร แนะนำให้ศึกษาการปรับแต่ง Meta Description ในบทความนี้ก่อน เพราะนี่เป็นวิธีการทำ SEO พื้นฐานที่ทุกคนต้องทำความเข้าใจ โดยควรรู้ว่า [SEO คือ](https://nerdoptimize.com/seo/what-is-seo/) Meta Description คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร แตกต่างจาก Meta Keyword อย่างไร ไปจนถึงมีวิธีการทำอย่างไรบ้างให้ติดอันดับ SEO ลองไปดูคำตอบพร้อมๆ กันได้เลยครับ เลือกอ่านตามหัวข้อ - [Meta Description คืออะไร](#meta-description-) - [Meta Tags Description มีประโยชน์อย่างไร](#h-meta-tags-description-ม-ประโยชน-อย-างไร) - [Meta Description จำเป็นต้องใส่ไหม](#meta-description--hd-69e28f0c017bb) - [Meta Description กับ Meta Keyword แตกต่างกันอย่างไร](#meta-description--meta-keyword-) - [กรณีไม่ใส่ Meta Description จะเกิดอะไรขึ้น](#-meta-description-) - [วิธีการเขียน Meta Description ให้ครอบคลุม SEO](#-meta-description--seo) - [ข้อควรระวังในการเขียน Meta Description](#-meta-description) ## Meta Description คืออะไร Meta Description คือ [Mata Tag](https://nerdoptimize.com/seo/what-is-meta-tag/) ประเภทหนึ่งที่เป็นชุดโค้ดของภาษา HTML ซึ่งใช้ในการเขียนอธิบายเนื้อหาเกี่ยวกับหน้าเว็บไซต์นั้นๆ ว่า เกี่ยวข้องกับอะไร โดย Google จะนำเสนอ Meta Description ที่เขียนเอาไว้ใต้ [Title Tag คือ](https://nerdoptimize.com/seo/title-tag/)ชื่อบทความหรือชื่อของหน้าเว็บไซต์ โดยมีจำนวนแสดงผลที่จำกัดอยู่ที่ประมาณ 150 – 154 ตัวอักษร  ภาพตัวอย่าง Meta Description สำหรับหน้าตาของ Mata Tag ที่เป็นชุดโค้ด HTML จะมีหน้าตาประมาณนี้ ``` `<meta name="description" content="Site Explorer runs on a huge database of 12 trillion links and 402 million tracked keywords to give you the most complete SEO data about any website or URL.">` ``` โดยจะไม่ได้แสดงผลขึ้นให้ผู้ใช้งานบน Google ได้เห็นแต่จะเป็น Source Code หรือระบบหลังบ้านที่ใช้ในการใส่โค้ดของเว็บไซต์เท่านั้น ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นเหมือนป้ายแนะนำตัวให้กับ Search Engine เจอกับเว็บไซต์และรู้ว่าเว็บไซต์ในหน้านี้เกี่ยวกับอะไรได้มากขึ้น ## Meta Tags Description มีประโยชน์อย่างไร ถึงแม้ Meta Description อาจจะไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ช่วยในการจัดอันดับเว็บไซต์บนหน้า Search Engine อย่าง Google แต่ก็เป็นปัจจัยเสริมที่ช่วยเพิ่มอันดับได้ นั่นคือ การดึงดูดให้คนคลิกเข้ามายังเว็บไซต์ได้มากยิ่งขึ้น  ที่มาภาพ: [ahrefs](https://ahrefs.com/blog/meta-description/) การมีคำอธิบาย Meta Description ที่น่าสนใจ จะช่วยดึงดูดให้ผู้คนคลิกเว็บไซต์ของคุณจากการแสดงผลบน Search Engine มากขึ้น ถึงแม้ว่า Google จะทำการแสดงผลของ Meta Description เพียง 37% จากการแสดงผลทั้งหมดก็ตาม ยกตัวอย่างเช่น หากหน้าเว็บไซต์ได้รับการแสดงผล 50,000 ครั้งต่อเดือน Google จะแสดง Meta Description โดยเฉลี่ยที่ 8,500 ครั้ง แต่ก็มีโอกาสที่คนจะได้เขียนคำอธิบายที่บอกว่าหน้าเว็บไซต์นั้นเกี่ยวกับอะไรอย่างชัดเจน การใช้ [Heading Tag](https://nerdoptimize.com/seo/what-is-heading-atag/) อย่างเหมาะสมร่วมด้วยยังช่วยเสริมความชัดเจนให้เนื้อหาของคุณ และเพิ่มโอกาสที่ Google จะเข้าใจบริบทของเว็บไซต์ได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วยครับ แน่นอนว่า ถ้าคุณเขียน Meta Description ดีก็จะมีโอกาสช่วยเพิ่ม CTR (Click Through Rate) ให้กับเว็บไซต์ได้ ซึ่งยอด CTR นี้อาจส่งผลในเชิงบวกต่อความสามารถในการจัดอันดับของ SERP (Search Engine Results Page) ได้ด้วยเช่นกัน ## Meta Description จำเป็นต้องใส่ไหม สำหรับหน้าเว็บไซต์ที่ต้องการทำอันดับ SEO หรือติดอันดับอยู่แล้ว แนะนำให้ใส่ Meta Description ในหน้าเหล่านั้น รวมถึงหน้าที่เป็น Home Page ที่เป็นหน้าหลักของเว็บไซต์ ซึ่งเป็นหน้าเพจที่เชื่อมต่อไปยังหน้าเว็บไซต์อื่นๆ จึงควรมี Meta Description ที่อธิบายเกี่ยวกับเว็บไซต์ในภาพรวม และหน้าที่เป็นสินค้าหรือหมวดหมู่ของสินค้า เพราะเป็นหน้าเว็บไซต์ที่ส่งผลต่อยอดขาย หากเขียน Meta Description ที่ดึงดูดลูกค้าก็จะช่วยทำให้พวกเขาคลิกเข้ามาดูสินค้าได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้การตรวจสอบและปรับปรุง Meta Description ควรเป็นส่วนหนึ่งใน [SEO Checklist](https://nerdoptimize.com/seo/what-is-seo-checklist/) ของคุณ เพื่อให้มั่นใจว่าเว็บไซต์ของคุณมีคุณภาพและสามารถดึงดูดผู้ใช้งานได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น คำตอบของคำถามที่ว่า Meta Description จำเป็นต้องใส่ไหม? ก็คือ จำเป็นต้องใส่ในหน้าสำคัญๆ แต่อาจจะไม่ใช่ในทุกๆ หน้าของเว็บไซต์ เพื่อเป็นการประหยัดเวลาในการปรับปรุง On-Page SEO นั่นเอง ## Meta Description กับ Meta Keyword แตกต่างกันอย่างไร อย่างที่บอกแล้วว่า Meta Description คือ การเขียนคำอธิบายหรือการสรุปเกี่ยวกับหน้าเพจของเว็บไซต์นั้นว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร โดยจะแสดงผลในหน้า Search Engineบริเวณด้านล่างของ Headline หรือ Title Meta Tags โดยจะเน้นการเขียนสรุปเฉพาะข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายค้นหาจริงๆ พร้อมกับใส่ Keyword ที่เกี่ยวข้องลงไปด้วย ตัวอย่าง ชุดโค้ด HTML (Meta Description) ``` `<meta name="description" content="Free Web tutorials">` ``` ส่วน Meta Keyword คือ การใส่คีย์เวิร์ดเพื่อระบุถึงข้อมูลว่าหน้าเว็บไซต์นั้นเกี่ยวข้องกับอะไร โดยจะใส่เป็น Mata Tag ที่เป็นชุดโค้ด HTML และใช้ตัวคอมมาร์ (,) ในการ tag ข้อความ ในอดีตนั้น Meta Keyword ใช้เพื่อให้ผู้คนที่ค้นหาข้อมูลบน Search Engine สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูล [บทความ SEO](https://nerdoptimize.com/seo/seo-writing/) อย่างรวดเร็วจาก Keyword ที่เว็บไซต์ระบุไว้ใน Meta Keyword และมีผลต่อการจัดอันดับด้วย แต่ต่อมาเนื่องจากมีการใส่คีย์เวิร์ดในเชิงสแปมคำเพื่อทำอันดับทำให้ผลการค้นหาไม่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้งาน ในปี 2009 Google จึงได้ออกประกาศอย่างเป็นทางการ ว่า Meta Keyword นั้น จะไม่ใช้อีกต่อไปแล้ว ตัวอย่าง ชุดโค้ด HTML (Meta Keyword) ``` `<meta name="keywords" content="HTML, CSS, JavaScript">` ``` ## กรณีไม่ใส่ Meta Description จะเกิดอะไรขึ้น หากหน้าเว็บไซต์ไหนที่ไม่ได้ทำการใส่ Meta Description ทาง Google จะทำการดึงข้อมูลมาใส่ให้เอง ซึ่งการดึงข้อมูลมาใส่ให้นั้นเนื้อหาที่ถูกดึงมาอาจไม่ใช่ส่วนสำคัญ จนทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเนื้อหาในหน้าเว็บไซต์ จนทำให้ผู้ที่ทำการค้นหาเกี่ยวกับ Keyword นั้นๆ ไม่ต้องการคลิกอ่านเนื้อหา แน่นอนว่า ทำให้พลาดโอกาสในการสร้าง CTR และ Traffic ให้กับเว็บไซต์ได้ ทางที่ดีคือ ควรใส่ Meta Description ในหน้าเว็บไซต์สำคัญๆ หรือต้องการทำอันดับ และเขียนให้ดีพอเพื่อป้องกันการเปลี่ยนการแสดงผลการค้นหาแบบอัตโนมัติจาก Google ## วิธีการเขียน Meta Description ให้ครอบคลุม SEO การเขียน Meta Description ให้มีประสิทธิภาพสำหรับการทำ SEO และดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย มีวิธีการง่ายๆ ดังต่อไปนี้ - **มี Keyword ที่เกี่ยวข้อง** ไม่ใช่แค่การเขียน Title Tags เท่านั้นที่จะต้องใส่คีย์เวิร์ด แต่ Meta Description เองก็ต้องใส่ด้วยเช่นกัน แต่ Keyword นั้นควรที่จะเป็นคำเดียวกันกับที่ใช้ในหน้าเว็บไซต์ รวมถึงเกี่ยวข้องกับธุรกิจด้วย ซึ่งการจะได้คีย์เวิร์ดมานั้นต้องทำ Keyword Research มาก่อนนำมาใช้ ส่วนวิธีการวางคำคีย์เวิร์ดหากวางไว้ในตำแหน่งต้นๆ ของ Tags เพื่อป้องกันการตัดตกของเนื้อหา และ Google จะมีการไฮไลต์คำที่ตรงกับ Keyword ทำให้เห็นเด่นชัดมากขึ้น รวมถึงควรเน้นเนื้อหาสั้น กระชับ ได้ใจความ แต่ก็ควรสื่อสารออกมาได้น่าสนใจ เพื่อกระตุ้นให้กลุ่มเป้าหมายอยากคลิกเข้ามาอ่านเนื้อหาข้างในมากขึ้นด้วย  ตัวอย่างการไฮไลต์คำคีย์เวิร์ดที่ใส่ไปใน Meta Description โดยคำๆ นั้นจะเปลี่ยนเป็นสีแดง ซึ่งดูเด่นชัดและสะดุดตามากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกว่าเว็บไซต์นี้มีผลลัพธ์การค้นหาที่ตรงกับความต้องการได้เป็นอย่างดี - **เขียนอธิบาย Title Tag** Meta Description ควรเป็นข้อความที่อธิบายเสริมจาก Title Tag โดยมีเนื้อหาหรือการใช้คำที่ส่งเสริมกันและกัน ยกตัวอย่างเช่น  ที่มาภาพ: [ahrefs](https://ahrefs.com/blog/meta-description/) จากตัวอย่างจะเห็นว่า Title Tag เขียนเชิญชวนด้วยคำว่า “ฟรี” และบอกด้วยว่า เป็นเครื่องมือสำหรับตรวจสอบลิงก์เสียจาก Ahrefs ที่เป็นเว็บไซต์ที่โดดเด่นในด้าน SEO อยู่แล้ว ส่วน Meta Description นั้นมีการเขียนขยายความจาก Title Tag ว่าเป็นเครื่องมือตรวจสอบลิงก์เสียที่รวดเร็ว หาลิงก์ที่เสียจากทั้งลิงก์ที่เป็น Internal และ External ได้ รวมถึงไม่ต้องทำการสมัครหรือดาวน์โหลดเพื่อใช้งานอีกด้วย ซึ่งเป็นการบอกคุณสมบัติเครื่องมือที่ตรงกับสิ่งที่คนค้นหามาด้วยคำคีย์เวิร์ดที่ว่า Check Broken Link - **ตอบโจทย์ Search Intent** Search Intent คือ จุดประสงค์ที่ผู้คนใช้ในการค้นหาเรื่องใดเรื่องหนึ่งจาก Search Engine โดยคุณต้องวิเคราะห์ให้ออกว่า การที่คนค้นหาคีย์เวิร์ดเหล่านั้นหมายความว่าอะไร เช่น ต้องการข้อมูล ต้องการซื้อ ต้องการคำตอบ ฯลฯ เพื่อที่จะทำการเขียน Meta Description ที่ตอบโจทย์ความต้องการเหล่านั้นได้อย่างตรงจุด - **เขียนให้กระชับและเข้าใจง่าย** เพราะ Meta Description เป็นเหมือนการสรุปเนื้อหา จึงไม่ต้องใช้กลวิธีการเล่าเรื่องที่ยืดยาว แต่เน้นไปเลยว่า ถ้าคลิกลิงก์นี้แล้วจะเจอกับอะไร หรือได้อะไรหรืออาจจะใส่ CTA หรือ Call-to-Action เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายรู้ว่าต้องทำอะไร และจะได้อะไรจากการคลิกเข้าไปในเว็บไซต์ เช่น ดาวน์โหลดฟรี สมัครใช้งาน ฯลฯ ไม่เช่นนั้นการแสดงผลของ Meta Description อาจจะไม่ครบถ้วน และทำให้การสื่อสารด้านเนื้อหาขาดหายไป แน่นอนว่า ส่งผลให้การดึงดูดผู้คนให้เข้ามายังเว็บไซต์มีน้อยลงไปด้วย  สำหรับใครที่ไม่แน่ใจว่า เขียน Meta Description ออกมาได้ดีหรือยัง สามารถทำการตรวจสอบโดยใช้เครื่องมือต่างๆ ได้ เช่น สำหรับคนที่ใช้ WordPress ใช้ Yoast ที่เป็นปลั๊กอิน SEO โดยดูว่า Meta Description นั้นมีความยาวเหมาะสม และแสดงผลได้จริงหรือไม่ (หากเขียนในความยาวที่เหมาะสมจะเห็นเป็นแถบสีเขียวเหมือนภาพตัวอย่าง)  ที่มาภาพ: [yoast.com](https://yoast.com/meta-descriptions/) นอกจากนี้ยังสามารถตรวจสอบได้จาก Checklist ของ Yoast ได้ โดยถ้าทำได้ตามเกณฑ์ส่วนของคำแนะนำจะกลายเป็นสีเขียว ซึ่งในส่วนของ Meta Description จะมีระบุเกี่ยวกับเรื่องของความยาว และ Keyphrase ที่ใช้ หากทำได้ตรงตามเกณฑ์จะขึ้นเป็นไฟสีเขียว รวมถึงมีการเขียนสรุปให้ว่า Well Done!  แต่สำหรับใครที่ไม่ได้ใช้ WordPress ก็มีเครื่องมืออื่นๆ ที่สามารถใช้ตรวจสอบ Meta Description ได้ เช่น [SERPSim](https://serpsim.com/), [Screaming Frog](https://www.screamingfrog.co.uk/seo-spider/) เป็นต้น ## ข้อควรระวังในการเขียน Meta Description สำหรับข้อควรระวังสำหรับการเขียน Meta Description นั้นมีอยู่หลายข้อ โดยเรารวบรวมข้อสำคัญๆ เป็น Checklist มาให้แล้ว ดังต่อไปนี้ - ถ่ายทอดออกมาด้วยภาษาที่ใช้สื่อสารตามธรรมชาติ ไม่ยัดเยียด Keyword มากจนเกินไป เพราะจะทำให้อ่านไม่รู้เรื่อง และยังดูเป็นการสแปมคีย์เวิร์ดอีกด้วย - ควรเขียนในความยาวที่เหมาะสมโดยไม่ควรเขียนเกิน 150 – 154 ตัวอักษร เพราะข้อความอาจแสดงไม่ครบกรณีที่เขียนยาวมากกว่านั้น - ควรมี Meta Description เฉพาะของเว็บเพจหน้านั้นๆ แบบไม่ซ้ำกัน ดังนั้น ไม่ควรทำการ Copy หรือ Duplicate ข้อความ Meta Description มาใช้เหมือนกันทุกหน้า เพราะอาจส่งผลต่อการจัดอันดับได้ - ไม่ควรใช้คำ Clickbait ที่ไม่ตรงกับเนื้อหาเพื่อหลอกล่อให้คนกด แต่ควรที่จะใช้การเขียนที่ดึงดูดความสนใจ - ใส่ LSI Keyword ที่เกี่ยวข้องกับคำคีย์เวิร์ดหลักลงไปก็จะช่วยทำให้ Google และผู้อ่านเข้าใจบริบทของหน้าเว็บไซต์นั้นๆ ได้มากยิ่งขึ้น ### สรุป การใส่ Meta Description ซึ่งเป็น Meta Tag รูปแบบหนึ่งให้กับหน้าเว็บไซต์ทุกหน้า เปรียบเสมือนการสรุปย่อเกี่ยวกับเนื้อหาทั้งหมดของเว็บเพจ ดังนั้น [รับทำSEO](https://nerdoptimize.com/seo/) การเขียน Meta Description ที่ดีจึงควรอธิบายข้อมูลที่เป็นประโยชน์ รวมทั้งดึงดูดความสนใจจากกลุ่มเป้าหมายได้ทันที แน่นอนว่า ก็ต้องศึกษาถึง Search Intent และทำ Keyword Research มาให้ดีพอที่จะทำให้ Meta Description ดึงดูดให้คนคลิกเข้าเว็บไซต์ได้จริง เพื่อเพิ่ม CTR ให้กับเว็บไซต์ ซึ่งเป็นทางหนึ่งในการเพิ่มอันดับบน Search Engines ได้ด้วย และนี่คือหนึ่งในอาวุธที่คนทำ SEO ควรที่จะรู้จัก แต่สำหรับใครที่ยังต้องการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการทำ SEO สามารถอ่านบทความที่เรารวบรวมทุกเรื่องน่ารู้ได้เลยที่ [วิธีทำ SEO สำหรับมือใหม่ ทำยังไงให้ติดหน้าแรก Google อัปเดตล่าสุด](https://nerdoptimize.com/seo/how-to-do-seo/) พร้อมกับอัปเดตข้อมูลกฎต่างๆ ก็สามารถเข้าไปอ่านบทความเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ของ Google ได้เลยในบทความเหล่านี้ครับ - [Google Ranking Factor อัปเดตกฎ 200+ ข้อจาก Google](https://nerdoptimize.com/seo/google-ranking-factors/) - [Core Web Vitals คืออะไร เจาะลึกปัจจัยไต่อันดับในการทำ SEO](https://nerdoptimize.com/seo/core-web-vitals/) - [E-A-T Factor คืออะไร เรียนรู้เกณฑ์จาก Google ในบทความเดียว!](https://nerdoptimize.com/seo/eat-ranking-factor/) **อ้างอิง** [https://yoast.com/meta-descriptions/](https://yoast.com/meta-descriptions/) [https://moz.com/learn/seo/meta-description](https://moz.com/learn/seo/meta-description) [https://www.semrush.com](https://www.semrush.com) [https://ahrefs.com/blog/meta-description/](https://ahrefs.com/blog/meta-description/) - [FacebookFacebook](https://www.facebook.com/share.php?u=https%3A%2F%2Fnerdoptimize.com%2Fseo%2Fmeta-description%2F) - [LINELine](https://lineit.line.me/share/ui?url=https%3A%2F%2Fnerdoptimize.com%2Fseo%2Fmeta-description%2F)