Home - website - แจก 5 เทคนิคออกแบบเว็บไซต์ กับ 3 เทรนด์สำหรับเว็บไซต์ธุรกิจยุคใหม่

แจก 5 เทคนิคออกแบบเว็บไซต์ กับ 3 เทรนด์สำหรับเว็บไซต์ธุรกิจยุคใหม่

วิธีการออกแบบเว็บไซต์แบบมืออาชีพ

การออกแบบเว็บไซต์ในยุคนี้ ไม่ใช่แค่ทำให้สวยงามเท่านั้น แต่ยังต้องตอบโจทย์การใช้งานและช่วยสร้างโอกาสให้กับธุรกิจที่ทุกวันนี้ต้องเผชิญหน้ากับการแข่งขันที่สูงมาก เพื่อทำ Online Marketing ให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งการออกแบบหน้าเว็บและโฮมเพจที่ดีจึงมีส่วนช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและดึงดูดลูกค้าให้อยู่บนเว็บไซต์ของคุณได้นานขึ้น หรือนำไปสู่โอกาสในการปิดการขายได้เลยทีเดียว

หลายคนอาจกำลังค้นหาคำตอบว่า ค่าออกแบบ UX/UI ราคาเท่าไหร่? ควรลงทุนจ่ายหรือไม่ และจริงๆ แล้วตัวอย่างออกแบบเว็บไซต์นั้นเป็นอย่างไร ในบทความนี้ NerdOptimize ได้รวบรวมทุกสิ่งที่เจ้าของธุรกิจควรรู้เกี่ยวกับการออกแบบเว็บไซต์ พร้อมเทคนิคที่มืออาชีพเลือกใช้จริง มาให้คุณเรียนรู้และนำไปปรับใช้กับเว็บไซต์ของตัวเองได้ทันที

การออกแบบเว็บไซต์ คืออะไร ? 

การออกแบบเว็บไซต์ คือ กระบวนการวางโครงสร้างและตกแต่งหน้าเว็บให้มีความสวยงามและใช้งานง่าย เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายของธุรกิจเข้ามาใช้งานเว็บไซต์และได้รับประสบการณ์ที่ดี (User Experience) ให้มากที่สุด 

แต่หลายคนอาจคิดว่าการสร้างเว็บเพียงแค่เขียนโค้ด HTML คือ ขั้นตอนสำคัญที่สุด ขอแค่เว็บไซต์ถูกพัฒนาจนเสร็จก็ถือว่าเพียงพอแล้ว ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การออกแบบ Website ที่ดีก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน พราะเป็นตัวช่วยในการดึงดูดความสนใจจากกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจ และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจของคุณได้มากยิ่งขึ้นผ่านเว็บไซต์ที่ตอบโจทย์การใช้งานอย่างแท้จริง

ประโยชน์ของการออกแบบเว็บไซต์ให้สวยงาม มีอะไรบ้าง ? 

ทุกวันนี้การออกแบบหน้าเว็บไซต์จะต้องช่วยสร้างความประทับใจให้กับผู้ใช้งานไปพร้อมๆ กับสะท้อนภาพลักษณ์และความเป็นมืออาชีพของธุรกิจ ดังนั้นการออกแบบเว็บไซต์สวยๆ และใช้งานง่ายจึงมีประโยชน์มากต่อยอดขายและความน่าเชื่อถือของธุรกิจ และนี่คือประโยชน์ที่ทำให้ทุกบริษัทเลือกจะทำให้เว็บไซต์สวยงามมากกว่าเดิม

ออกแบบหน้าเว็บไซต์

  • เพิ่มความน่าเชื่อถือให้แบรนด์

เว็บไซต์ที่ทำการออกแบบมาสวยงามในระดับมืออาชีพจะเสริมภาพลักษณ์ให้ธุรกิจดูน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะเมื่อใช้โดเมน คือ ชื่อของเว็บไซต์เป็นชื่อเดียวกันกับแบรนด์ การทำให้เว็บไซต์ดูเชี่ยวชาญและสามารถแก้ปัญหาให้กับลูกค้าได้อย่างรวดเร็วก็ยิ่งช่วยให้กลุ่มเป้าหมายเกิดความไว้วางใจและอยากทำความรู้จักกับแบรนด์มากขึ้น

  • ดึงดูดให้กลุ่มเป้าหมายอยู่บนเว็บไซต์ได้นานมากขึ้น

การออกแบบหน้าเว็บไซต์ที่มีโครงสร้างชัดเจน ภาพสวย และมี UX ที่ดีจะช่วยให้กลุ่มเป้าหมายที่เข้ามายังเป็นไซต์อยู่ในเว็บไซต์ได้นานขึ้น จึงช่วยลด Bounce Rate และเพิ่ม Dwell Time ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ Google มองว่า เว็บไซต์นี้มีประสิทธิภาพ เหมาะที่จะทำการจัดอันดับสู่ผล SERPs ในอันดับต้นๆ

  • ช่วยเก็บข้อมูลลูกค้า

การออกแบบเว็บไซต์ที่ดีช่วยเพิ่มโอกาสในการเก็บข้อมูลลูกค้าได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยการวาง Customer Journey ที่ตรงกับพฤติกรรมของลูกค้าที่ได้มาจากการเก็บข้อมูล ซึ่งข้อมูลเหล่านี้นำไปต่อยอดทำ Data-Driven Marketing และ Personalized Content ได้แม่นยำมากขึ้น

  • ช่วยเพิ่มโอกาสในการปิดการขาย

เว็บไซต์ที่มีโครงสร้างที่ดี ทำเมนูให้ใช้งานง่าย และมี Call-to-Action (CTA) ที่โดดเด่น จะช่วยให้ลูกค้าค้นหาข้อมูลหรือสินค้าที่ต้องการจากเว็บไซต์ได้อย่างรวดเร็ว ลดความลังเลในการตัดสินใจซื้อ และช่วยให้ลูกค้าสามารถทำธุรกรรมได้ทุกที่ทุกเวลา จึงช่วยเพิ่มโอกาสในการปิดการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพได้นั่นเอง

5 เทคนิคการออกแบบเว็บไซต์ ให้สวยงามและสร้างยอดขายให้ธุรกิจได้จริง

สำหรับเจ้าของธุรกิจที่ต้องการออกแบบเว็บไซต์เอง หรือจ้างทีมเอเจนซี่เพื่อวางแผนพัฒนาเว็บไซต์ใหม่ การเข้าใจหลักการสร้างเว็บไซต์ และการวางโครงสร้างที่ดีตั้งแต่แรกเริ่มถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่การออกแบบเว็บไซต์มีเทคนิคอะไรบ้าง ที่สามารถช่วยให้เว็บดูสวยงามและตอบโจทย์ลูกค้า? และมีตัวอย่างเว็บไซต์ไหนที่น่าสนใจและนำมาเป็นกรณีศึกษาบ้าง ลองดูรายละเอียดพร้อมกันได้เลย

ใช้ดีไซน์ที่เรียบง่าย แต่โดดเด่น (Minimalist & Impactful Design)

หนึ่งในเทคนิคที่ได้รับความนิยมในการออกแบบเว็บไซต์ คือ การใช้ดีไซน์ที่เรียบง่าย (Minimalist Design) เพราะช่วยให้ผู้ใช้งานโฟกัสไปที่เนื้อหาหรือสินค้าบริการหลัก โดยเฉพาะในหน้าเว็บไซต์สวยๆ ที่ออกแบบมาอย่างมีระบบ มักจะทำให้หน้า UX/UI ดูไม่รกจนเกินไป เพื่อลดสิ่งรบกวนสายตา และเพิ่มประสบการณ์ใช้งานที่ดีให้กับลูกค้า

สำหรับหลักสำคัญของการออกแบบแนว  Minimalist คือ การเลือกใช้โทนสีที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์ พร้อมปรับค่า Contrast ระหว่างพื้นหลัง ตัวหนังสือ และปุ่ม Call-to-Action (CTA) ให้มีความแตกต่างกัน เพื่อดึงสายตาและเพิ่มโอกาสในการคลิกได้ง่ายขึ้น การใช้ฟอนต์ที่อ่านง่าย มีขนาดพอดีกับการอ่าน และลดการใช้สีที่หลากหลายมากเกินไป ตัวอย่างหน้าเว็บไซต์ที่นำหลักการออกแบบ Minimalist มาใช้ เช่น Apple.com ที่เน้นการใช้พื้นที่สีขาว (Whitespace) เพื่อโฟกัสไปที่สินค้าโดยตรง

ตัวอย่างเว็บไซต์

นอกจากนี้ นักออกแบบยังสามารถใช้การเขียน CSS คือ ภาษาของคอมพิวเตอร์ที่ช่วยควบคุมการแสดงผลขององค์ประกอบต่างๆ บนหน้าเว็บไซต์ เช่น การกำหนดขนาดฟอนต์ สีของปุ่ม ระยะห่างของเนื้อหา ฯลฯ มาช่วยในการสร้างหน้าเว็บไซต์ให้สวยงามได้อย่างอิสระ เข้ามาทำให้งานดีไซน์เป็นไปตามที่ออกแบบไว้ได้ด้วย

ออกแบบ User Journey ที่ลื่นไหล (Seamless User Experience – UX)

หนึ่งในหลักการออกแบบเว็บไซต์ที่สำคัญเลยก็คือ การวาง User Journey หรือเส้นทางการใช้งานของลูกค้าให้ลื่นไหลและเข้าใจง่าย เพราะการทำให้ผู้ใช้งานเว็บไซต์ไปถึงจุดหมายที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว จะช่วยเพิ่มโอกาสในการปิดการขายและสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าในระยะยาว

สำหรับเทคนิคของการวาง User Journey ที่ดีบนเว็บไซต์จะต้องเริ่มต้นด้วย 6 เรื่องเหล่านี้ก่อน 

  1. การวิเคราะห์ว่ากลุ่มเป้าหมายเข้ามาที่เว็บไซต์เพื่ออะไร เช่น หาข้อมูล ซื้อสินค้า ติดต่อสอบถาม ฯลฯ หลังจากนั้นให้วาง Flow ให้ตอบโจทย์เป้าหมายเหล่านั้น
ออกแบบเว็บไซต์ ทำอย่างไร

  1. วางโครงสร้างเมนูให้ง่ายต่อการนำทางผู้ใช้เว็บไซต์ไปยังหน้าสำคัญๆ เช่น เมนูหลัก (Primary Navigation) ควรอยู่ด้านบน หรือมุมที่คนเจอง่ายที่สุด, เพิ่ม Breadcrumbs ช่วยให้คนไม่หลงทางเวลาคลิกไปหน้าลึกๆ เป็นต้น
  2. ลดจำนวนการคลิกให้น้อยที่สุด ซึ่งปกติจะออกแบบให้ลูกค้าทำ Action สำคัญได้ภายใน 3 คลิก เช่น การสั่งซื้อ การกรอกแบบฟอร์ม เป็นต้น
  3. มี Search Bar ชัดเจนเพื่อให้คนใช้เว็บไซต์สามารถพิมพ์หาสิ่งที่ต้องการได้
  4. ใส่ Call-to-Action (CTA) ในทุกจุดที่สำคัญ
  5. ทำให้ทุกขั้นตอนรองรับการใช้งานบนมือถือ

ใช้ภาพและวิดีโอคุณภาพสูง (High-Quality Visuals & Multimedia)

การใช้ภาพและวิดีโอคุณภาพสูง โดยเฉพาะภาพสินค้าหรือบริการที่ผ่านการถ่ายทำมาแล้ว จะช่วยให้แบรนด์ดูน่าเชื่อถือ เป็นมืออาชีพ และยังทำให้กลุ่มเป้าหมายมองเห็นภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่ชัดเจนมากขึ้น ไปจนถึงทำให้ตัดสินใจซื้อได้เร็วขึ้น เช่น วิดีโอแนะนำสินค้าหรือรีวิวจากลูกค้าจริง, วิดีโอเบื้องหลังการผลิต เป็นต้น 

ซึ่งในด้านการนำวิดีโอมาใช้ในการออกแบบเว็บไซต์ จะต้องทำให้วิดีโอนั้นยังมีภาพที่คมชัด แต่ก็ไม่เป็นภาระที่ทำให้เว็บไซต์ต้องโหลดวิดีโอนานจนเกินไปด้วยการใช้เทคนิค Lazy Load ที่จะโหลดข้อมูลที่จำเป็นมาก่อน อย่างการโหลดเฉพาะภาพหรือวิดีโอที่กำลังแสดงผลบนหน้าจอในขณะนั้น เพื่อลดภาระในการโหลดข้อมูลทั้งหมดทีเดียว ซึ่งเบื้องหลังการทำงานนี้มักอาศัยการเขียน JavaScript คือ ภาษาคอมพิวเตอร์ที่ช่วยควบคุมกระบวนการโหลดข้อมูล และสามารถเขียนเงื่อนไขเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานของผู้เข้าชมแต่ละคนได้อย่างยืดหยุ่นอีกด้วย

ออกแบบ CTA ให้น่าสนใจ และกระตุ้นให้เกิดการซื้อ (Effective Call-to-Action – CTA)

การออกแบบ Call-to-Action (CTA) ให้มีความโดดเด่นและจูงใจให้อยากคลิก เป็นอีกวิธีหนึ่งที่นักออกแบบเว็บไซต์นิยมทำ เพราะเป็นหลักออกแบบ Website Design ที่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้ใช้งานโดยตรง โดยปุ่ม CTA ที่ควรใช้ข้อความที่ช่วยกระตุ้นการตัดสินใจ เช่น ซื้อเลย, รับข้อเสนอพิเศษตอนนี้ ฯลฯ พร้อมกับเลือกใช้สีที่ตัดกับพื้นหลัง เพื่อให้มองเห็นง่ายและสะดุดตาทันทีที่ผู้ใช้งานเลื่อนมาเจอกับปุ่ม CTA หรือจะใช้เทคนิคทางจิตวิทยาที่สร้างความรู้สึกว่าจะต้องรีบตัดสินใจ เช่น การใช้ข้อความที่ทำให้รู้สึกว่าจะพลาดโอกาสมากระตุ้นให้ตัดสินใจซื้อเพิ่มอย่าง สินค้าหมดเร็ว, โปรโมชั่นหมดเขตคืนนี้ ฯลฯ

website call to action

ทำให้เว็บไซต์โหลดเร็ว และรองรับมือถือ (Fast Loading & Mobile-Optimized Design)

ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บและการแสดงผลที่เหมาะสมบนอุปกรณ์ทุกประเภท โดยเฉพาะบนมือถือ ซึ่งเป็นอุปกรณ์หลักที่ผู้ใช้งานใช้ในการเข้าถึงเว็บไซต์ในยุคปัจจุบันเป็นอีกหนึ่งเทคนิคที่คนออกแบบเว็บไซต์ไม่ควรมองข้าม เพราะการออกแบบเว็บไซต์ให้รองรับมือถือ หรือที่เรียกว่า Mobile-Responsive Design จะช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าถึงข้อมูลและทำ Action ต่างๆ ได้ง่าย และไม่เกิด Bounce Rate จากการปิดหน้าเว็บไซต์ออกไปได้ ซึ่งไม่ว่าคุณจะใช้ระบบ CMS ใดในการพัฒนาเว็บไซต์ เช่น WordPress คือ ระบบที่ได้รับความนิยมสูงในการทำเว็บไซต์ธุรกิจ ก็สามารถปรับแต่งให้โหลดเร็วและรองรับมือถือได้ง่ายขึ้น

Responsive Design Website

ยกตัวอย่างหน้าเว็บไซต์ที่ควรทำให้เกิด Responsive เช่น หน้าเว็บไซต์ของโรงแรมที่สามารถทำการจองแบบออนไลน์ ซึ่งมักจะรองรับการชำระเงินผ่านมือถือได้ด้วย หากปล่อยให้หน้าเว็บไม่แสดงผลดีบนหน้าจอเล็กๆ ก็จะทำให้ผู้ใช้หลุดจากหน้าเว็บ และลดโอกาสในการปิดการขายทันที

สำเทคนิคที่ช่วยให้เว็บไซต์รองรับ Responsive Design นั้นมีอยู่ด้วยกันหลายวิธี เช่น ปรับแต่ง UI/UX ให้เหมาะกับการใช้งานบนมือถืออย่างการทำให้ปุ่ม (CTA) ใหญ่พอให้กดง่าย, เมนูควรเป็นแบบ Hamburger Menu, ลด field การกรอกข้อมูลที่ไม่จำเป็นลง หรือใช้ Framework ที่รองรับ Responsive Design โดยตรง เช่น Bootstrap, Tailwind CSS ส่วนใครที่เขียนโค้ดเป็นก็อาจจะกำหนดค่า Viewport ให้เหมาะสมใน HTML เช่น เพิ่มโค้ด <meta name=”viewport” content=”width=device-width, initial-scale=1.0″> เพื่อให้เบราว์เซอร์แสดงผลหน้าเว็บตามขนาดหน้าจออุปกรณ์ที่ใช้งานจริง ไม่ยืดหรือบีบหน้าเว็บจนเสียรูปแบบ เป็นต้น

3 เทรนด์การออกแบบเว็บไซต์ในปี 2025 มีอะไรที่ต้องทำบ้าง ? 

การพัฒนาเว็บไซต์ให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานในปี 2025 ไม่ใช่แค่ทำให้ เว็บไซต์สวยๆ เพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องเข้าใจวิธีออกแบบเว็บไซต์ที่เน้นประสบการณ์ผู้ใช้งาน ความเร็ว และการเข้าถึงข้อมูลที่ง่ายขึ้น สำหรับใครที่สงสัยว่า การออกแบบเว็บไซต์มีขั้นตอนอะไรบ้าง ที่ต้องปรับตัวให้ทันในปี 2025 นี้ เรามีสรุปมาให้แล้ว ได้แก่

  1. ทำ Unique Navigation Patterns

เปลี่ยนเว็บไซต์ที่รองรับการใช้งานบนมือถือจากการทำ Nevigation Menu ที่อยู่ด้านบนแบบเดิมๆ เป็น การนำทางที่ทันสมัย เพื่อให้ UX ดีขึ้นและน่าสนใจมากขึ้น เช่น 

  • การทำเมนูแนวตั้ง (Vertical Menus) คือ การจัดวางแถบเมนูหลักในลักษณะแนวตั้งแทนที่จะอยู่ด้านบนของหน้าเว็บแบบดั้งเดิมโดยเมนูแนวตั้งมักจะอยู่ที่ด้านซ้ายหรือด้านขวาของเว็บไซต์ ช่วยให้การเข้าถึงเนื้อหาง่ายขึ้น โดยเฉพาะในเว็บไซต์ที่มี Category เยอะ
ตัวอย่าง Vertical Menus เทรนด์ออกแบบเว็บไซต์ปี 2025

  • การทำเคอร์เซอร์แบบไดนามิก (Dynamic Cursor) คือ การออกแบบและพัฒนาเคอร์เซอร์ให้มีลูกเล่นพิเศษที่ตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวของผู้ใช้งาน โดยจะเปลี่ยนรูปร่าง สี ขนาด หรือแม้แต่แสดงแอนิเมชัน เมื่อเคอร์เซอร์เลื่อนไปบนองค์ประกอบต่าง ๆ ของเว็บไซต์
เทรนด์ออกแบบเว็บไซต์

แต่แนะนำว่า ก่อนจะทำการเปลี่ยนรูปแบบ  Nevigation Menu ให้ศึกษาพฤติกรรมผู้ใช้ก่อนเลือก Navigation ที่เหมาะสม แล้วทดสอบ UX เพื่อให้แน่ใจว่าใช้งานง่ายด้วย

  1. ทำ Full-Page Headers ด้วย Custom Illustrations

เทรนด์การออกแบบ Header  ที่น่าสนใจในปี 2025 คือ การใช้ภาพวาดและกราฟิกแบบ Custom แทนภาพ Stock เพื่อให้เว็บไซต์ดูมีเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์สายเทคโนโลยี สินค้าแฟชั่น หรือสายสุขภาพ ก็สามารถออกแบบให้เข้ากับอารมณ์และโทนของแบรนด์ได้โดยเฉพาะ ยกตัวอย่างเว็บที่ใช้วิธีนี้ เช่น Discord ที่ใช้ภาพวาดแนวการ์ตูนที่ดูเป็นกันเอง ซึ่งช่วยสนับสนุนการเล่าเรื่องของแบรนด์ว่าเป็นแพลตฟอร์มสำหรับทุกคน

ตัวอย่างออกแบบเว็บไซต์

  1. การใช้ Gamification ใน UX/UI

เว็บไซต์ที่ดีไม่ใช่แค่ Responsive แต่ต้อง Interactive ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานมี Engagement มากขึ้นด้วยการใช้ การนำกลไกหรือหลักการจากเกมมาใช้ในเว็บไซต์ เพื่อเพิ่มแรงจูงใจ (Motivation) และความมีส่วนร่วม (Engagement) ให้กับผู้ใช้งานจากการที่ได้รับประสบการณ์ที่สนุก, อินเทอร์แอคทีฟ และรู้สึกได้ถึงความคืบหน้าเวลาที่เข้าใช้งานเว็บไซต์ ยกตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ Duolingo ที่เป็นแพลตฟอร์มเรียนภาษาแบบเกม มี XP Points, Streak (เรียนต่อเนื่อง) และ Badges กระตุ้นให้ผู้ใช้เข้ามาเรียนทุกวันด้วย

ตัวอย่างเว็บไซต์สวย

สรุปทุกเทคนิคออกแบบเว็บไซต์ พร้อมบริการรับทำเว็บไซต์จาก NerdOptimize

ในบทความนี้ เราได้อธิบายถึงเทคนิคการออกแบบหน้าเว็บไซต์ให้สวยงามและตอบโจทย์การใช้งาน รวมถึงอัปเดตเทรนด์การออกแบบเว็บไซต์ปี 2025 เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้ ซึ่งเทคนิคเหล่านี้จะช่วยให้สามารถเนรมิตเว็บไซต์สวยๆ ให้กับธุรกิจได้ แต่ถ้าหากคุณไม่มีทีมในการออกแบบเว็บไซต์เอง และยังไม่รู้ว่าจะจ้างทําเว็บไซต์ ที่ไหนดี จึงจะได้เว็บไซต์ธุรกิจที่ดูเป็นมืออาชีพเช่นนี้ เราขอแนะนำบริการ รับทำเว็บไซต์ WordPress ของ NerdOptimize โดยเรารับทำเว็บไซต์ที่รองรับ SEO โหลดเร็ว รองรับมือถือทุกขนาดหน้าจอ ออกแบบ UI/UX สวยงาม ตรงกับตัวตนแบรนด์ พร้อมให้คำปรึกษาและเสนอแพ็คเกจเว็บไซต์ ราคาที่เหมาะสมให้ตาม Budget ที่กำหนดไว้

สนใจบริการรับทำเว็บไซต์ WordPress กับ NerdOptimize ติดต่อเราเพื่อขอใบเสนอราคา หรือปรึกษาฟรีได้เลย

ค้นหา บทความอื่นๆ

Search

About NerdOptimize

AI Search & SEO Agency Awards

เราคือ AI Search & SEO Agency ที่ได้รับการการันตีกลยุทธ์จากรางวัลระดับโลกอย่าง Global Search Award และ APAC Search Award

60+ Employees

Global award Guaruntee

Global Search Awards 2025 : Winner Best Use of Search – Real Estate & Property: Large

APAC Search Awards 2026 : Finalist Best Use of Search – Real Estate & Property

ผู้เขียน

Picture of ไอซ์ - ศิริพงษ์ กลิ่นขจร
ไอซ์ - ศิริพงษ์ กลิ่นขจร

ผู้บริหารและนักการตลาดสาย SEO ที่เชี่ยวชาญเรื่อง Marketing Strategy สนใจเกี่ยวกับ Search Engine & AI Algorithms เป็นพิเศษ และเชื่อเสมอว่าทุกอย่างสามารถพิสูจน์ได้ด้วย Data

LinkedIn
Picture of ไอซ์ - ศิริพงษ์ กลิ่นขจร
ไอซ์ - ศิริพงษ์ กลิ่นขจร

ผู้บริหารและนักการตลาดสาย SEO ที่เชี่ยวชาญเรื่อง Marketing Strategy สนใจเกี่ยวกับ Search Engine & AI Algorithms เป็นพิเศษ และเชื่อเสมอว่าทุกอย่างสามารถพิสูจน์ได้ด้วย Data

LinkedIn

แชร์บทความนี้:

บทความที่คุณ อาจสนใจ

เพิ่ม Brand Mention บน AI กลยุทธ์การตลาดใหม่ล่าสุดในปี 2025

เจาะลึก Machine Learning คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร มีวิธีการทำงานอย่างไร พร้อมแนะนำประเภท ML และการประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจจริงในยุคดิจิทัล

อ่านบทความ ➝
Machine Learning คืออะไร และการประยุกต์ใช้ในธุรกิจยุค AI มาแรง

Machine Learning คืออะไร ทำไมธุรกิจที่เข้าใจก่อน จึงได้เปรียบในยุคที่ AI มาแรง

เจาะลึก Machine Learning คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร มีวิธีการทำงานอย่างไร พร้อมแนะนำประเภท ML และการประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจจริงในยุคดิจิทัล

อ่านบทความ ➝

AI Mode กระทบ Customer Journey อย่างไร? เผยเทคนิครับการเปลี่ยนแปลง SEO ครั้งใหญ่

ในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกมิติของชีวิต ไม่เว้นแม้แต่วงการค้นหาข้อมูลบนโลกออนไลน์ Google ในฐานะผู้นำด้าน Search Engine ก็ได้มีการพัฒนา AI Mode ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อพฤติกรรมของผู้ใช้งาน (User Behavior) และ Customer Journey อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ในวิดีโอนี้ คุณจะได้พบกับการวิเคราะห์เชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญของ Nerd Optimize ที่จะมาเจาะลึกว่า AI Mode คืออะไร? ส่งผลกระทบต่อการทำ SEO อย่างไร? และนักการตลาดรวมถึงเจ้าของธุรกิจควรปรับตัวอย่างไรเพื่อให้อยู่รอดและเติบโตในสมรภูมินี้ มาร่วมค้นหาคำตอบและเตรียมความพร้อมไปกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้ด้วยกันได้เลยครับ! 1. AI Mode คืออะไรและส่งผลต่อ Customer Journey อย่างไร?  AI Mode คือฟีเจอร์ใหม่จาก Google ที่เข้ามาปฏิวัติวิธีการค้นหาข้อมูลของผู้ใช้งาน โดยเปลี่ยนจากการค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดสั้นๆ ไปสู่การค้นหาเชิงบทสนทนา (Conversational Search) ที่ยาวและซับซ้อนมากขึ้น ทำให้ Google สามารถเข้าใจความต้องการของผู้ใช้ได้อย่างลึกซึ้งและนำเสนอคำตอบที่ตรงประเด็นได้ในทันที ซึ่งต้องบอกว่าสิ่งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ Customer Journey ในหลายมิติได้แก่ 2. Update สถานการณ์ปัจจุบันตอนนี้ AI Mode เปิดตัวที่ไหนบ้าง?  ปัจจุบัน (กรกฏาคม 2025)  AI Mode ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วในประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นที่แรก และยังไม่รองรับการใช้งานในภาษาไทย แต่ AI Overview ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ AI Mode นั้นเริ่มปรากฏให้เห็นในไทยแล้ว ถึงแม้เราจะยังพอมีเวลาในการปรับตัว แต่นี่คือสัญญาณเตือนว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า 3. ผลกระทบต่อธุรกิจ Google ยังคงเติบโตแม้มี AI  หลายคนอาจกังวลว่าการมาของ AI Mode จะทำให้รายได้จาก Google Ads ลดลง แต่จากรายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2025 ของ Alphabet Inc. กลับพบว่า ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า แม้พฤติกรรมผู้ใช้จะเปลี่ยนไป แต่ […]

อ่านบทความ ➝
Scroll to Top