Home - SEO - Google Core Update คืออะไร ทำไมถึงทำอันดับร่วงได้ มาทำความรู้จักกัน!

Google Core Update คืออะไร ทำไมถึงทำอันดับร่วงได้ มาทำความรู้จักกัน!

Google Core Update คืออะไร
อ่านเวอร์ชันสรุปด้วย AI ChatGPT ChatGPT Perplexity Perplexity Gemini Gemini Claude Claude Grok Grok Copilot Copilot

สำหรับคนทำ SEO การไต่อันดับบน Search Engine อย่าง Google คือหัวใจสำคัญจึงต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับตัวแปรสำคัญ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ “Google Core Update” ที่จะคอยอัพเดตข้อมูลเว็บไซต์ให้การจัดทำอันดับมีความน่าเชื่อถืออย่างเป็นปัจจุบันที่สุด เรียกว่าแม้ตอนแรกจะสามารถสร้างอันดับได้ดีแล้ว แต่หากมี Update Google มาเมื่อใด อาจต้องตกใจที่ Google dashboard แสดงผลว่าอันดับร่วงหล่นลงมาหรือพุ่งขึ้นสูงอย่างผิดปกติได้ ทำให้ Google Core Update กลายเป็นตัวแปรสำคัญของคนที่รับทำ SEO รวมไปถึงบริษัทรับทำ SEO ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ

Google Core Update คืออะไร ? 

Google Core Update คือ การอัพเดตที่ Google จัดทำขึ้นเพื่อให้การทำ Ranking บน SERPs สามารถตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้มากที่สุด โดยจะเป็นการประเมินภาพรวมการทำ SEO ของคอนเทนต์ทั้งหมดในทุกเว็บไซต์แล้วนำมาจัดอันดับใหม่อีกครั้ง ซึ่งการจัดอันดับนี้จะมีขึ้นไม่น้อยกว่าหนึ่งครั้งต่อปี ทำให้การอัพเดตและหมั่นพัฒนาเว็บไซต์ให้ได้คุณภาพตาม Webmaster  Guidelines ของ Google เป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอเพื่อพร้อมรับมือกับ Google Update ได้ทุกเวลา

Google Core Update กับ Google Algorithm Update เหมือนกันหรือไม่ ? 

Google Algorithm Update

Google Core Update กับ Google Algorithm Update นั้นไม่เหมือนกัน แม้ว่าจะเป็นการอัพเดตจาก Google เช่นเดียวกันและยังมีความเกี่ยวข้องกันอยู่บ้างเพราะเป็นการอัพเดตที่ส่งผลกระทบกับการจัดอันดับการค้นหาเหมือนกัน แต่ก็ยังมีข้อแตกต่างที่ต้องทำความเข้าใจ มาดูกันว่าทั้งสองอย่างนี้ต่างกันอย่างไรบ้าง

Google Core Update เป็นการอัพเดตครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบแบบไม่เจาะจงด้านใดด้านหนึ่งแต่จะส่งผลกับหลายปัจจัยเช่น คุณภาพของเนื้อหา ความน่าเชื่อถือและประสบการณ์ของผู้ใช้ ซึ่งจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการจาก Google และมีเป้าหมายเพื่อการปรับปรุงวิธีการประเมินเนื้อหาเพื่อให้การจัดอันดับการค้นหามีประสิทธิภาพมากขึ้น

Google Algorithm Update เป็นการปรับเปลี่ยนได้ทั้งแบบเล็กน้อย (Minor Updates) หรือเป็นการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ (Major Updates) ของ Google Algorithm ที่มีอยู่ด้วยกันหลายตัว เช่น การอัพเดตคุณภาพของเนื้อหา (Panda Update) การอัพเดตที่โฟกัสไปยังลิงก์และการสแปม (Penguin Update) หรือการอัพเดตการตรวจสอบการใช้งานเว็บไซต์บนมือถือ (Mobile-Friendly Update) เป็นต้น ทำให้การอัพเดตนี้สามารถเกิดขึ้นได้บ่อยครั้ง

จุดแตกต่างที่สำคัญของทั้งสองอย่างนี้ ได้แก่

  • ขอบเขตผลกระทบของการอัพเดต Core Update จะมีขอบเขตกว้างและส่งผลกับหลายเว็บไซต์ ขณะที่ Google Algorithm อัพเดตจะส่งผลเป็นแบบเฉพาะด้านบนเว็บไซต์ อย่างเช่น เรื่องความเร็วหรือการใส่ลิงก์ในเว็บไซต์
  • ความถี่ อย่างที่รู้กันว่า Google Algorithm Update จะมีทั้งการอัพเดตเล็กใหญ่ปะปนกันทำให้มีการอัพเดตบ่อยกว่า Google Core Update ที่อาจจะอัพเดตเพียงปีละครั้งหรือสองครั้ง
  • จุดโฟกัส Google Core Update จะมุ่งไปที่เนื้อหาว่าจะต้องมีคุณภาพและน่าเชื่อถือ แต่ Google Algorithm Update นั้นจะเน้นไปที่การแก้ปัญหาเกี่ยวกับโครงสร้างเว็บไซต์ การใส่ Blacklink เป็นต้น

Google Core Update มีการอัพเดตบ่อยแค่ไหน ? 

Google Core Update History

Google Core Update จะมีการอัพเดตไม่บ่อยครั้งนัก และทุกครั้งที่มีการอัพเดตจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการจาก Google ให้ได้ทราบกัน ซึ่งสามารถติดตามได้ผ่าน Google Search Central Blog หรือสามารถติดตามผ่านเว็บไซต์ SEO และ Digital Marketing ต่าง ๆ ได้เช่นกัน

ตัวอย่าง Google Core Update : December 2024

Google Core Update ครั้งล่าสุดในปี 2024 นี้เกิดขึ้นในช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยการอัพเดตครั้ งนี้จะมีการปรับปรุงอัลกอริทึ่มหลักของ Google เพื่อปรับปรุงคุณภาพของการค้นหาให้ดีมากขึ้น โดยมีจุดสำคัญ ดังนี้

  • คุณภาพของเนื้อหา การอัพเดตครั้งนี้จะมุ่งไปที่คุณภาพของเนื้อหาที่จะต้องมอบประโยชน์สูงสุดให้กับผู้ใช้ (User) จึงส่งผลกระทบต่อเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาคุณภาพต่ำหรือเว็บที่เนื้อหาไม่เจาะลึก และยังสามารถส่งผลต่อเว็บไซต์ที่เน้น SEO มากกว่าการสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ดีด้วย
  • ประสบการณ์การใช้งาน เป็นการอัพเดตเพื่อตรวจสอบว่าเว็บไซต์มีการสร้างให้เหมาะกับการใช้งานหรือไม่ อย่างเช่น ความเหมาะสมกับมือถือ ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บ หรือเรื่องของการใช้งานภาพรวมของเว็บไซต์ เป็นต้น
  • E-A-T หรือความเชี่ยวชาญ ความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ Google ใช้เพื่อวัดคุณภาพของเนื้อหา หากเนื้อหาภายในเว็บไซต์มีคุณภาพสูงมีแหล่งที่มาชัดเจนและมีข้อมูลครบถ้วนก็จะมีแนวโน้มว่าอันดับบนหน้าค้นหาจะดีขึ้นด้วย 

Google ให้ความสำคัญกับปัจจัยอะไรในการอัพเดตแต่ละครั้ง

แนวทาง E-E-A-T สำหรับคุณภาพเนื้อหาของ SEO

จากตัวอย่างที่ได้บอกเล่ากันถึง Google Core Update เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา หลายคนอาจมองเห็นแนวทางที่ Google ให้ความสำคัญมาบ้างแล้วแน่นอนว่าสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ User หรือผู้ใช้งานนั่นเอง ซึ่งสามารถแบ่งเป็นข้อให้เห็นได้อย่างชัดเจนเป็น 5 ข้อ ดังนี้

คุณภาพของเนื้อหา (Content Quality)

สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้การจัดอันดับเนื้อหาของ Google มีความน่าเชื่อถือเป็นที่สุดก็คือการตรวจสอบเนื้อหาที่มีคุณภาพ โดยปัจจัยสำคัญของการเป็นบทความ SEO จะมีดังนี้

  • มีเนื้อหาที่เป็นต้นฉบับไม่ซ้ำใครและมีคุณภาพ
  • เนื้อหามีความละเอียดครอบคลุม
  • เนื้อหามีการนำเสนอที่ชัดเจนเข้าใจง่าย
  • มีการใช้คำ Keyword ที่ตรงกับการค้นหา
  • เนื้อหาสามารถตอบคำถามของผู้ใช้ได้หรือสามารถแก้ปัญหาของผู้ใช้ได้
  • เนื้อหามีการอัพเดตอยู่เสมอ
  • เนื้อหามีความน่าสนใจและน่าติดตาม

แนวทาง E-E-A-T (Experience, Expertise, Authoritativeness, Trustworthiness)

แนวทาง E-E-A-T นั้นเป็นแนวทางที่ Google ใช้วัดคุณภาพของเนื้อหาที่นำเสนอบนเว็บไซต์จึงมักมีการกล่าวถึงใน Google Core Update ทุกครั้ง โดย E-E-A-T มีความหมายดังนี้

  • E จาก Expertise (ความเชี่ยวชาญ) : ผู้เขียนหรือผู้นำเสนอมีความรู้ความเชี่ยวชาญ หรือมีการอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ทำให้เนื้อหาสามารถเชื่อถือได้หรือไม่
  • E จาก Experience (ประสบการณ์) : ผู้เขียนหรือผู้นำเสนอเคยมีประสบการณ์ที่เกี่ยวกับเนื้อหาหรือไม่
  • A จาก Authoritativeness (ความเป็นผู้มีอำนาจ) : ความเป็นผู้มีอำนาจในที่นี้จะสื่อถึงการเป็นที่รู้จักของเว็บไซต์ว่าได้รับการยอมรับในวงการเดียวกันหรืออาจมีการอ้างอิงจากเว็บอื่นหรือไม่  
  • T จาก Trustworthiness (ความน่าเชื่อถือ) : ส่วนนี้จะเป็นการย้ำถึงความปลอดภัยอย่างเช่นนโยบายความเป็นส่วนตัว หรือการระบุชื่อผู้เขียน เพื่อให้แน่ใจว่าเว็บไซต์นี้ปลอดภัยสามารถใช้งานได้

ประสบการณ์ผู้ใช้งาน (User Experience – UX)

การใช้งานผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่

อย่างที่เคยบอกไปว่า Google จะให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของผู้ใช้เป็นอย่างมาก ดังนั้นใน Google Core Update จึงมักมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ไม่มากก็น้อยอยู่เสมอ เรียกว่าควรมีการปรับปรุงอย่างสม่ำเสมออยู่ตลอดเวลาย่อมเป็นผลดีอย่างแน่นอน โดยส่วนประสบการณ์ผู้ใช้งานที่ Google จะใช้พิจารณาจะมีปัจจัยดังนี้

  • ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บ (Page Speed): เว็บไซต์ที่มีการโหลดเร็วกว่าย่อมสร้างความประทับใจและประสบการณ์ที่ดีกว่าให้กับผู้ใช้ เพราะบางเว็บไซต์ที่มีการโหลดช้าอาจทำให้ผู้ใช้ไม่รอและเปลี่ยนหน้าไปทันที เกิดเป็นประสบการณ์การใช้งานที่ย่ำแย่ขึ้นได้
  • การใช้งานบนมือถือ (Mobile-Friendliness): ในยุคที่การใช้งานบนสมาร์ตโฟนได้รับความนิยมสูง การสร้างหน้าเว็บที่รองรับหน้าจอเล็กลงและคลิกใช้งานได้ง่ายมากขึ้นย่อมสร้างความประทับใจได้มากกว่า
  • การนำทางที่ง่าย (Navigation): ในเว็บไซต์เว็บหนึ่งย่อมมีการสร้างหน้าต่างและการนำเสนอข้อมูลมากมายโดยเฉพาะในเว็บที่เน้นการนำเสนอแบบเนื้อหาซึ่งอาจเรียกว่าเป็น Content Hub เลยก็ว่าได้ ดังนั้นจึงต้องสร้างโครงสร้างเว็บไซต์ที่ทำให้การตามหาข้อมูลที่ผู้ใช้ต้องการเป็นเรื่องง่ายไม่ซับซ้อน
  • เนื้อหาที่เป็นประโยชน์ (Content): เนื้อหาที่นำเสนอนั้นตรงกับความต้องการของผู้ใช้หรือไม่ สามารถตอบคำถามและสร้างความประทับใจให้กับผู้ใช้ได้หรือไม่
  • การออกแบบที่สวยงามและใช้งานง่าย (Design): การออกแบบเว็บไซต์ให้สวยงามน่าใช้งานก็เป็นส่วนที่สำคัญเช่นกัน เพราะความสวยงามที่สอดคล้องกับแบรนด์และยังใช้งานง่ายสามารถสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้ได้
  • ความปลอดภัย (Security): เว็บไซต์จะต้องมีความปลอดภัยสูง สามารถรักษาความปลอดภัยในด้านของข้อมูลและป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ได้
  • Core Web Vitals: เป็นชุดเมตริกที่ตรวจวัดการทำงานของหน้าเว็บ โดยจะประกอบไปด้วย ความเร็วในการโหลดเนื้อหาหลัก (LCP), ความเสถียรภาพในการแสดงผล (CLS), และความเร็วในการตอบสนองเมื่อผู้ใช้งานโต้ตอบครั้งแรก (FID) ซึ่งแต่ละส่วนนั้นมีส่วนในการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับการใช้งานของผู้ใช้ทั้งสิ้น

บริบทของการค้นหา (Search Intent)

การสร้างเนื้อหาที่ตรงกับบริบทของการค้นหาหรือ Search Intent ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ Google Core Update ให้ความสำคัญเพื่อดูว่าเว็บไซต์รู้ใจผู้ใช้งานหรือไม่นั่นเอง ยิ่งความรู้ใจนี้ตรงกับผู้ใช้มากเท่าไหร่การสร้างเนื้อหาที่ตอบโจทย์ตรงความต้องการของผู้ใช้ก็ยิ่งสูงมากขึ้นทำให้ Google Ranking จัดอันดับเว็บไซต์ของเราให้สูงมากขึ้นเป็นอันดับต้น ๆ และยังช่วยเพิ่ม Organic search ให้เราได้ด้วย โดย Search Intent จะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่

  • Informational: เป็นประเภทที่ผู้ใช้ต้องการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับหัวข้อใดหัวข้อหนึ่ง
  • Navigational: เป็นประเภทที่ผู้ใช้ต้องการเส้นทางไปยังเว็บไซต์ที่เฉพาะเจาะจง
  • Transactional: เป็นประเภทที่ผู้ใช้ต้องการซื้อสินค้าหรือบริการอย่างเช่น การซื้อรองเท้าหรือการจองตั๋วเครื่องบิน เป็นต้น

ปัจจัยด้าน Technical SEO

การทำงานของ Search Engine

นอกจากเรื่องคุณภาพของเนื้อหาและการนำเสนอแล้ว Google Core Update ยังให้ความสำคัญกับเรื่องเรื่องราวเบื้องหลังการนำเสนออย่าง Technical SEO ซึ่งเป็นเกี่ยวกับเทคนิคการทำเว็บไซต์ว่าตรงกับเงื่อนไขหรือไม่ โดยมีปัจจัยสำคัญดังนี้

  • ความเร็วในการโหลดเว็บไซต์: เว็บไซต์ที่มีความเร็วมากกว่าย่อมมีความได้เปรียบในด้านการสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ดี ซึ่งเป็นส่วนที่ Technical ต้องสร้างขึ้นมา
  • การใช้งานบนมือถือ: การใช้งานบนอุปกรณ์เคลื่อนก็เป็นส่วนหนึ่งที่ Google ให้ความสำคัญเช่นกัน
  • โครงสร้าง URL: การทำโครงสร้าง URL ที่ชัดเจน สั้นกระชับและบอกความหมายชัดเจนทำให้ทั้ง Google และผู้ใช้สามารถรับรู้ได้ว่าหน้าเว็บนี้เป็นหน้าเว็บที่นำเสนอเกี่ยวกับอะไร
  • XML Sitemap: แผนผังเว็บไซต์ที่ชัดเจนทำให้ Google สามารถเข้ามาทำความรู้จักโครงสร้างและเก็บข้อมูลเว็บไซต์ได้ง่าย
  • Robots.txt: เป็นไฟล์ที่ช่วยบอก Google Bots ว่าส่วนไหนที่ควรจะเก็บข้อมูลหรือหน้าไหนที่ไม่ต้อง เพื่อให้บอทโฟกัสไปที่ส่วนสำคัญซึ่งเป็นวิธีการทำให้ Google หาเว็บเราเจอและไม่ดัชนีหน้าเว็บที่มีเนื้อหาซ้ำกันเช่น หน้าขอบคุณสำหรับการทำแบบสอบถาม เป็นต้น
  • Meta Tags: เป็นการติดป้ายแท็กบอก Google ว่าเนื้อหาแต่ละหน้าคืออะไร
  • Header Tags: เป็นการติดป้ายแท็กบอก Google ว่าโครงสร้างเนื้อหาบนหน้าเว็บไซต์มีอะไรบ้าง
  • Internal Linking: ลิงก์ที่มีการใส่เพื่อเชื่อมโยงหน้าเว็บภายในเว็บไซต์เดียวกัน
  • External Linking: ลิงก์ที่มีการเชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์อื่น
  • HTTPS: เป็นส่วนโปรโตคอลที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต โดยโปรโตคอลนี้สามารถช่วยปกป้องข้อมูลส่วนตัวและป้องกันการโจมตีประเภทที่จะเข้ามาแทรกแซงการสื่อสารระหว่างคุณกับเว็บไซต์ได้
  • Schema Markup: เป็นการใช้เพื่อบอก Google ถึงข้อมูลโครงสร้างเนื้อหาเพื่อให้เข้าใจเนื้อหาได้ดีมากขึ้น

สามารถติดตาม Google Core Update แต่ละครั้งได้ที่ไหนบ้าง ?

ข่าวเรื่อง Google Core Update ในเดือนธันวาคม

ในการติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการอัพเดท Google อย่าง Google Core Update สามารถติดตามได้ทาง  Google Search Central Blog หรือสามารถติดตามผ่านทางเว็บไซต์ที่นำเสนอเกี่ยวกับ Digital Marketing อย่างเช่น เว็บไซต์ SearchEngineLand หรือ SearchEngineJournal และอื่น ๆ อีกมากมาย

แต่หากไม่สะดวกในเว็บเหล่านั้นก็สามารถติดตามที่ NerdOptimize ได้เลย เพราะหากมีความเคลื่อนไหวหรือข่าวสารที่น่าสนใจ เราจะแจ้งให้คุณทราบใน Facebook Page และยังมี Facebook Live ที่จะอธิบายและแชร์เทคนิคในการรับมือการอัพเดทแต่ละครั้งเพื่อช่วยให้ทุกคนสามารถรับมือกับทุกความเปลี่ยนแปลงเพราะเรารู้ว่าโลกของการตลาดไปเร็วเสมอ 

Google Core Update การอัพเดตเพื่อสร้างการค้นหาที่ดีขึ้น

หากคุณไม่ต้องการเข้า SERP แล้วได้พบกับ Page Rank ที่ร่วงหล่นก็ต้องทำความรู้จักกับ Google Core Update ว่าคืออะไรกันแน่ โดยเฉพาะกับคนที่ทำด้านการตลาดออนไลน์หรือ SEO เพราะการอัพเดตในแต่ละครั้งจะส่งผลต่อการจัดอันดับ SEO ทำให้ต้องติดตามข่าวสารเกี่ยวกับ Google Core Update อยู่เสมอ 

ขณะเดียวกันเราก็สามารถจับประเด็นหัวข้อหลักที่ Google มักจะมีการอัพเดตอยู่เสมอและคอยปรับให้ได้คุณภาพตามที่กำหนดก็สามารถช่วยให้ทุกครั้งที่อัพเดตอันดับของเราจะไม่ร่วงมากเกินไปได้

ค้นหา บทความอื่นๆ

Search

About NerdOptimize

AI Search & SEO Agency Awards

เราคือ AI Search & SEO Agency ที่ได้รับการการันตีกลยุทธ์จากรางวัลระดับโลกอย่าง Global Search Award และ APAC Search Award

60+ Employees

Global award Guaruntee

Global Search Awards 2025 : Winner Best Use of Search – Real Estate & Property: Large

APAC Search Awards 2026 : Finalist Best Use of Search – Real Estate & Property

ผู้เขียน

Picture of ไอซ์ - ศิริพงษ์ กลิ่นขจร
ไอซ์ - ศิริพงษ์ กลิ่นขจร

ผู้บริหารและนักการตลาดสาย SEO ที่เชี่ยวชาญเรื่อง Marketing Strategy สนใจเกี่ยวกับ Search Engine & AI Algorithms เป็นพิเศษ และเชื่อเสมอว่าทุกอย่างสามารถพิสูจน์ได้ด้วย Data

LinkedIn
Picture of ไอซ์ - ศิริพงษ์ กลิ่นขจร
ไอซ์ - ศิริพงษ์ กลิ่นขจร

ผู้บริหารและนักการตลาดสาย SEO ที่เชี่ยวชาญเรื่อง Marketing Strategy สนใจเกี่ยวกับ Search Engine & AI Algorithms เป็นพิเศษ และเชื่อเสมอว่าทุกอย่างสามารถพิสูจน์ได้ด้วย Data

LinkedIn

แชร์บทความนี้:

บทความที่คุณ อาจสนใจ

วิธีทำการตลาดสำหรับคลินิกเสริมความงามแบบปลอดภัย ไม่เสี่ยงโดนแบน

View as: Human Agentic Add NerdOptimize as a preferred source on Google ทุกวันนี้ความมั่นใจของคนเรามี ‘รูปร่างและหน้าตา’ เข้ามาเป็นตัวช่วยเสริม

อ่านบทความ ➝
Google Lighthouse คืออะไร

Google Lighthouse คืออะไร เครื่องมือฟรีสำหรับสาย SEO อยากทำเว็บให้ปังไม่ควรพลาด

Google Lighthouse คือ เครื่องมือตรวจสอบเว็บไซต์ฟรี เหมาะสำหรับคนทำเว็บสาย SEO ที่ต้องการเครื่องมือตรวจสอบและแนะแนวทางเชิงเทคนิคของเว็บไซต์

อ่านบทความ ➝
Salesforce

Salesforce คืออะไร? รู้จักแพลตฟอร์มชั้นนำ นักการตลาดยุคดิจิทัลไม่ควรมองข้าม!

Salesforce คือ ระบบจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) ที่ช่วยให้เจ้าของธุรกิจบริหารทีมขาย การตลาด และบริการลูกค้าได้อย่างครบวงจร ทำความรู้จักแพลตฟอร์มนี้ให้มากขึ้น!

อ่านบทความ ➝
Scroll to Top