fbpx

สอน SEO ฟรี เรียนรู้การทำ SEO 2021

ฮั่นแน่ ! รู้นะ ..ว่า อยากเรียน SEO แต่ก็.. ไม่รู้ว่าจะไปหาแหล่งเรียนรู้ SEO แบบครบวงจร จากที่ไหนใช่ไหมล่ะ

จะอ่านหนังสือ SEO เพียงอย่างเดียว ก็คงจะไม่ตอบโจทย์สักเท่าไร เพราะหนังสือแต่ละเล่ม ก็มักจะมีข้อดี และ เทคนิคที่แตกต่างกันไป และการที่จะเรียนรู้ทั้งหมด ก็คงจะต้องซื้อหลายเล่ม แน่ ๆ ใช่ไหมล่ะ

แต่ก็ไม่เป็นไรครับ.. เดี๋ยววันนี้ทาง NerdOptimize  จะมาสอน SEO ให้เรียนกันแบบฟรี ๆ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายครับ และไม่ต้องเป็นกังวลว่าเราจะแอบหลอกขายคอร์ส SEO ด้วยครับ 

“  แต่ถ้าหากใครกำลังหาคอร์สเรียน SEO อยู่ละก็ สามารถติดต่อสอบถามได้ครับ ทางเราก็มีบริการในส่วนนี้ อิอิ ”

หรือว่าใครเป็นมือใหม่ ที่กำลังคิดจะเริ่มต้น เรียน SEO  แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มอย่างไรดี? 

บอกได้เลยครับว่า เนื้อหานี้ มีคำตอบให้เพื่อน ๆ ทุกคนอย่างแน่ ๆ คิดว่าเป็นห้องเรียน SEO ออนไลน์ แล้วกันนะ

ดังนั้น ก่อนที่จะเริ่ม สอน SEO กัน ผมอยากจะบอกให้ทุกคนเข้าใจกันก่อนนะครับว่า การทำ SEO ไม่มีทางลัดในด้านการทำ ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องเป็นไปด้วยธรรมชาติ และคุณภาพในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการทำคอนเทนต์, การทำ On-Page, Off-Page หรือแม้กระทั่งการปรับปรุงเว็บไซต์ 

Update การทำ SEO 2021

อย่างที่รู้กันดีนะครับว่า Google เป็น Search Engine อันดับหนึ่งของโลก ที่มีการเปลี่ยนแปลง Algorithm อยู่ตลอดเวลา แต่ไม่ว่า Google จะพัฒนาไปในทิศทางไหน คนทำ SEO อย่างเราๆ ก็ต้องอัปเดตตามมาให้ทัน และนี่เป็น SEO Trend ล่าสุดของปี 2021 ที่ผมคิดว่า ต้องเริ่มศึกษาให้เข้าใจ เพื่อให้ลงมือทำ SEO ตามปัจจัยใหม่ๆ เหล่านี้ได้ถูกต้อง 

กระบวนการทำ SEO

ก่อนที่จะเรียน SEO เราจะต้องเข้าใจกระบวนการในทำงานของ Google กันเสียก่อน

อันดับแรกสุด  ถึงแม้ Google จะมีการอัพเดทบ่อย ๆ แต่หัวใจหลักๆ ก็จะมีอยู่ด้วยกัน 4 ส่วนครับ

  • Technical SEO ซึ่งเป็นกระบวนการทำ SEO ที่อาศัยเทคนิคในการปรับแต่งเว็บไซต์และระบบหลังบ้านให้ตรงตามความต้องการของ Google เช่น Core Web Vitals , การเพิ่ม Page Speed, การปรับแก้ Sitemap, Structured Data, Meta Robots tag เป็นต้น
  • การทำ On-Page SEO เป็นวิธีการปรับปรุงหน้าคอนเทนต์หรือหน้าเว็บไซต์ เช่น การปรับแก้ ชื่อ SEO Title, การทำ Description, การใส่ HTML Tags เป็นต้น
  • การทำ Off-Page SEO เป็นการปรับแต่งเว็บไซต์โดยอาศัยปัจจัยจากภายนอก หรือที่เรารู้จักกันดี ในเรื่องของการทำ Backlink และ Link Building หรือการเชื่อมโยงลิ้งก์ขั้นสูงอย่างการทำ PBN
  • User Signals นอกจากจะต้องเอาใจ Google อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ การเอาใจ User นั่นเองครับ 

แต่ส่วนที่สำคัญมากที่สุดคือ การทำ On-Page และ SEO Content ที่ต้องปรับปรุงให้มีคุณภาพ เหมาะสมและง่ายต่อการค้นหาหรือการใช้งาน ต่อทั้ง Search Engine และผู้ใช้งาน หรือที่เรียกกันว่า การตรวจสอบ Search Intent ทั้งนี้ ก็เพื่อทำให้เว็บไซต์มีอันดับที่ดีขึ้นได้นั่นเอง

E-A-T Factor

E-A-T Factor เป็นเกณฑ์ที่ Google ใช้ในการวัดคุณภาพคอนเทนต์บนเว็บไซต์ ว่าคุณมีความเชี่ยวชาญและน่าเชื่อถือในเรื่องที่กำลังสื่อสารอยู่บนเว็บไซต์มากแค่ไหน โดยแบ่งออกเป็น 3 เกณฑ์หลัก ได้แก่

  • Expertise (ความเชี่ยวชาญ)
  • Authoritativeness (ความมีอิทธิพล)
  • Trustworthiness (ความน่าเชื่อถือ)

E-A-T Factor

Page Experience

Page Experience Core web vital
ที่มา: https://developers.google.com/

แปลตรงตัวเลยคือ ประสบการณ์การใช้งานบนหน้าเว็บไซต์ หลายคนอาจจะเข้าใจว่าเป็นเรื่องของ UX และ UI แต่จริงๆ แล้ว Google Update Page Experience เป็นการรวบรวมปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้เกิดประสบการณ์ของผู้คนที่มีต่อเว็บไซต์ โดย Google ได้ทำการแบ่งเกณฑ์ที่ผู้ดูแลเว็บไซต์จำเป็นต้องพิจารณาเป็นพิเศษไว้ทั้งหมด 7 เรื่อง ดังนี้

  • Safe Browsing (ความปลอดภัยในการใช้งาน)
  • Loading (ความเร็วในการดาวน์โหลด)
  • Interactive (การตอบสนองของเว็บไซต์)
  • Visual Stability (ความคงที่ของภาพหรือเนื้อหาบนเว็บไซต์)
  • Mobile Friendly (การใช้งานง่ายบนมือถือ)
  • HTTPS (การใช้ HTTP ในเวอร์ชันที่มีความปลอดภัย)
  • Intrusive Interstitial (โฆษณาที่บดบังเนื้อหาหลัก)

สอน SEO สายขาว เรียนSEO แบบมืออาชีพ

พร้อมหรือยังที่จะเริ่มต้นเรียนรู้การทำ SEO ที่สามารถวัดผลได้จริง

บทความทั้งหมดนี้ ผมจัดทำขึ้นเพื่อให้คุณเข้าใจหลักการทำ SEO ในเบื้องต้นได้แบบ Step by Step รับรองว่า การเรียน SEO ครั้งนี้ จะช่วยลดระยะเวลา ในการค้นหาข้อมูลด้วยตัวเอง และช่วยให้คุณเห็นวิธีการทำ SEO อย่างมีลำดับและขั้นตอนที่ถูกต้องได้มากขึ้น

ถ้าคุณพร้อมแล้ว มาเริ่มต้น เรียน SEO กันเลย เพราะเราจะสอน SEO ให้คุณแบบเน้น ๆ 

สำหรับใครที่มีพื้นฐานการทำ SEO อยู่บ้างแล้วผมแนะนำให้อ่านหัวข้อใหญ่ ๆ เลยครับ

[ ส่วนนี้ยังไม่เรียบร้อยดีนะครับ เมื่อสมบูรณ์แล้วจะกลับมาอัพเดทให้ครับ ]

1. พื้นฐานการทำ SEO [แนะนำให้อ่านก่อน]

มาเริ่มกันที่การปูพื้นฐานการทำ SEO ในเบื้องต้น กับชุดความรู้ที่ผมเคยอธิบายแบบละเอียดไว้ในบทความ SEO คืออะไร รวมทุกอย่างที่คุณต้องรู้ในการทำ SEO ปี 2021 หากใครเพิ่มเริ่มต้น อ่านบทความนี้ก่อนอันดับแรกจะทำให้เข้าใจมากขึ้นครับ

โดยบทความนี้ ผมจะพาคุณทำความเข้าใจทุกความหมาย และทุกกระบวนการของการทำ SEO อย่างถ่องแท้ เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่สนามแข่ง SEO รับรองว่า รู้เรื่องเหล่านี้ก่อน มีชัยไปกว่าครึ่ง!

” แนะนำให้ เรียน SEO ให้จบนะครับ ผมมั่นใจได้เลยว่าคุณจะเก่งขึ้นอย่างแน่นอน   “

การเก็บข้อมูลของ Google ทำยังไง

อันดับแรก เราควรทำความเข้าใจหลักการทำงานของ Algorithm หรือระบบประมวลผล การจัดอันดับ และการแสดงผลการค้นหาของ Google ที่สาย SEO และผู้ดูแลเว็บไซต์ควรรู้ โดยจะมีแค่ 3 ขั้นตอนหลักๆ คือ

1.การเก็บข้อมูลเว็บ (Crawling)

2.ทำดัชนี (Indexing) ค้นหา

3.และการจัดอันดับ (Retrieval & Ranking)

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมอยากให้เข้าใจจริง ๆ เพราะเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ

หรืออ่านบทความแบบเต็ม ๆ ได้ที่ กระบวนการทำงานของ Google Search

หลักการทำ SEO

SEO หรือ Search Engine Optimization การเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเว็บไซต์ให้ติดอันดับบน Srearch Engine โดยอาศัยเทคนิคการปรับแต่งองค์ประกอบต่าง ๆ ให้ตรงกับเกณฑ์ที่ Search Engine กำหนด 3 หัวข้อที่เป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการทำ SEO

ได้แก่ Technical SEO, On-Page SEO และ Off-Page SEO นี่คือ 3 ปัจจัยในเชิงเทคนิคที่ไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัย ก็ยังเป็นหลักสำคัญในการทำ SEO

ซึ่งต่อไปนี้หากเริ่มต้นทำ SEO ผมอยากให้จำ 3 ข้อนี้ให้ขึ้นใจครับ แล้วทำแต่ละส่วนให้ดีที่สุด เพียงแค่นี้ผมก็พอจะการันตีได้แล้วว่าเว็บไซต์ของคุณ จะติดคีย์เวิร์ดที่ search volume สูง ๆ ในหน้าแรก Google อย่างแน่นอน

2. Research Keyword

อยากทำ SEO ให้ติดอันดับ คุณต้องเก่งเรื่องการทำ Research Keyword เพราะนี่คือ ‘ไพ่เด็ด’ ที่ช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในการเอาชนะคู่แข่ง และยังได้ปริมาณ Traffic ที่มีคุณภาพจากการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ Keyword ที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ของคุณในการค้นหาต่อเดือน

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า Keyword แต่ละคำมีปริมาณการค้นหาอยู่ที่เท่าไร และจะรู้ได้อย่างไรว่าคำไหนมีคุณภาพ? วิธีการง่ายๆ เลยก็คือ…

  • ใช้เครื่องมือ SEO Tools เช่น Google Keyword Planner, Ubersuggest สำหรับวิเคราะห์ปริมาณการค้นหา การแข่งขัน คุณภาพของคีย์เวิร์ด และต้นทุนค่าเฉลี่ยในการโฆษณา (Cost Per Click) ให้เป็น
  • เข้าใจ Metrics ที่ใช้ในการวิเคราะห์ เช่น Search Volume, Cost Per Click, Keyword Difficulty เป็นต้น
  • รู้ว่า Keyword ที่ตรงกับธุรกิจคืออะไร โดยหาจาก Search Intent ที่กลุ่มเป้าหมายสนใจ และเลือกมาใช้เป็นอันดับแรก
  • ปริมาณของ Search Volume ต้องไม่น้อยเกินไป ควรมีไม่ต่ำกว่า 1,000 ขึ้นไปต่อเดือน

จริงๆ แล้ว การทำ Research Keyword ยังมีเทคนิคอีกมาก ถ้าคุณอยากเข้าใจวิธีการทำ Research Keyword แบบละเอียด ผมเคยเขียนบทความสอนวิธีการหา Keyword ในเบื้องต้นไว้ใน Keyword Research คืออะไร สอนวิธีหาคีย์เวิร์ด วิเคราะห์เชิงลึก สำหรับผู้เริ่มต้นทำ SEO [ 2021 ]

โดยบทความนี้ผมจะสอนใช้ SEO Tools แบบเชิงลึก เพื่อให้คุณสามารถคัดเลือก keyword ที่ใช่ในเบื้องต้น และจัดลำดับความสำคัญของ Keyword ได้ด้วยตัวเอง

นอกจากนี้เรายังมีบทความแนวเกร็ดความรู้เรื่อง Keyword Density ซึ่งเป็นวิธีการกระจายตัวของ Keyword บนหน้าเว็บไซต์ สำคัญอย่างไร และมีผลต่อการทำ SEO อย่างไรบ้างแถมให้ด้วยครับ 

Competitor Analysis

รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง ผมอยากให้คุณชนะในเกมนี้ เลยหยิบวิธีการวิเคราะห์คู่แข่ง หรือ Competitor Analysis ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยให้คุณทำอันดับ SEO เหนือกว่าคู่แข่งได้จากการที่คุณรู้เท่าทันถึงภาพรวมสภาวะการแข่งขัน และจำนวนคู่แข่งในการตลาดใน Keyword ที่คุณต้องการทำอันดับ

พร้อม สอน SEO ใช้ SEO Tools ที่ชื่อว่า Ahref เครื่องมือยอดนิยมสำหรับคนทำ SEO เพื่อให้คุณรู้ว่า…

  • คู่แข่งของคุณเป็นใครได้บ้าง
  • ใช้ Keyword อะไรบ้าง
  • ใช้เทคนิคไหนในการทำ SEO
  • คู่แข่งได้รับ Backlink มาจากช่องทางใดบ้าง

บอกได้เลยว่า ถ้าเรียนรู้ SEO หัวข้อนี้ไปแล้ว จะทำให้เราได้เปรียบคู่แข่งเป็นอย่างมาก

Ahref site explorer

ซึ่งผมเคยแชร์เทคนิคการวิเคราะห์คู่แข่งแบบละเอียดยิบไว้แล้วใน วิธีการวิเคราะห์เว็บไซต์ของคู่ก่อนก่อนเริ่มต้นทำ SEO ทั้งนี้ ก็เพื่อให้คุณแก้เกม และพลิกกลับมาติดอันดับที่ดีกว่าบนหน้า Google ได้เร็วมากขึ้นนั่นเองครับ

เรียนรู้การ Tracking Rank

หากคุณอยากรู้ว่า การทำ SEO ของคุณมี Performance ที่ดีหรือไม่ คุณจะต้องทำการ Tracking Rank ซึ่งเป็นการตรวจสอบ Keyword Ranking ในแต่ละ Webpage ว่าอยู่ที่อันดับเท่าไร, มีการขึ้น-ลงใน Keyword ต่างๆ อย่างไรบ้าง

เพื่อที่คุณจะได้เตรียมวางแผนทำ SEO กันต่อได้ คำไหนที่อันดับยังไม่ดี เราก็มาวิเคราะห์กันต่อว่าเป็นเพราะสาเหตุใด คู่แข่งทำอะไรที่มากกว่าคุณหรือเปล่า หลังจากนั้นคุณจึงจะสามารถปรับปรุง SEO ของคุณได้ถูกจุดมากขึ้น

ส่วนวิธีการทำ Tracking Rank สามารถทำได้หลายวิธี ทั้งการเปรียบเทียบ โหมดไม่ระบุตัวตน (Incognito Mode) บน Google Chrome การใช้ Google Search Console หรือการใช้เครื่องมือที่เป็นกลุ่ม SERP Tracking Rank อย่าง proranktracker ซึ่งการใช้เครื่องมือช่วยแบบนี้ก็จะสะดวกในการติดตามวิเคราะห์อันดับของ Keyword ที่วางแผนไว้อย่างใกล้ชิดได้เร็วและแก้ไขได้มากกว่า

ซึ่งถ้าคุณสนใจ สามารถตามอ่านวิธีการทำ Tracking Rank ด้วยเครื่องมือเหล่านี้ได้ในบทความ เช็คอันเว็บไซต์ วิเคราะห์ตนเอง เพื่อปรับปรุงคีย์เวิร์ดในการทำ SEO

3. Website Structure

Website Structure
สอน SEO Website Structure ที่มาภาพ: https://seo-keyword.net

การทำ SEO ให้ได้ผล ต้องอย่าลืมทำความรู้จักกับการทำ Website Structure หรือการวางโครงสร้างของเว็บไซต์ ให้รู้ว่าหน้าเพจแต่ละหน้าเชื่อมโยงและสัมพันธ์กันอย่างไร

ถ้าคุณยิ่งจัดระเบียบเว็บไซต์ดี ก็จะช่วยให้ ผู้ใช้งานและ Search Engine เข้ามาสำรวจเจอเว็บไซต์ของคุณง่ายขึ้น มีแนวโน้มที่จะได้รับอันดับที่ดีขึ้นด้วย

ซึ่งวิธีการจัดระเบียบมีอยู่ด้วยกันหลายวิธีครับ เช่น

  • ปรับโครงสร้างเว็บให้เหมาะสมกับหน้าเพจหรือเว็บไซต์ เช่น คุณเป็นเว็บไซต์ที่มีขนาดเล็กไม่ถึง 10 เพจ อาจจะเลือกปรับโครงสร้างในรูปแบบ Web Linked Structure คือ ทุกหน้าสามารถทุกหน้าเว็บเพจได้ เป็นต้น
  • ทำให้เว็บไซต์ไม่ซับซ้อนโดยสามารถคลิกเข้าถึงได้ไม่เกิน 3 – 4 คลิกจากหน้า Home Page
  • ทำการจัดกลุ่มเนื้อหาให้เป็นหมวดหมู่ที่เกี่ยวข้องกัน เพื่อให้ Google bot เข้าใจว่าหน้าแต่ละหน้าสัมพันธ์กันอย่างไร
  • ทำ Internal link เพื่อเชื่อมโยงหน้าแต่ละหน้าเข้าด้วยกัน

ซึ่งเทคนิคทั้งหมดนี้ยังมีอีกหลายข้อที่คุณต้องรู้ และผมยินดีจะ สอน SEO ให้คุณเข้าใจมากขึ้น โดยคุณสามารถตามอ่านบทความเต็มต่อได้ที่ การวางโครงสร้างเว็บไซต์ ให้ตรงกับหลักการของ Google และ User

นอกจากนี้ ในบทความนี้ผมยังเปิดเผยเทคนิคการใช้ Keyword Research เข้ามาช่วยวาง Website Structure อย่างมีระบบและถูกต้องตามหลักการทำ SEO ได้ง่ายๆ ในไม่กี่ขั้นตอนให้คุณรู้อีกด้วยครับ

การสร้างเว็บไซต์

เป็นสิ่งจำเป็นในการทำ SEO อีกหนึ่งอย่างเลยก็คือ เว็บไซต์ หากตอนนี้คุณยังไม่มีเว็บไซต์ ผมแนะนำให้สร้างด้วย wordpress ซึ่งเป็น Contents Management System หรือ “CMS” ตัวช่วยในการสร้างเว็บไซต์แบบง่ายๆ โดยไม่ต้องมาเขียนโค้ดให้เสียเวลา

โดยขั้นตอนการสร้างเว็บไซต์นอกจากการเลือกใช้งาน WordPress แล้ว ยังมีขั้นตอนอื่นๆ ที่สำคัญอีก (ผมได้เขียนบทความสอนไว้แล้วที่ วิธีการสร้างเว็บไซต์ ฉบับ Low Code ที่แค่คลิ๊กตามก็สร้างเว็บไซต์เป็น ตามไปอ่านขั้นตอนทั้งหมดได้เลยนะครับ)

ยกตัวอย่างเช่น การจด Domain (ชื่อเว็บไซต์) และซื้อ Hosting (พื้นที่เก็บข้อมูลของเว็บไซต์) ซึ่งเป็นขั้นตอนแรกที่คุณทำได้เลย

โดยสามารถซื้อได้กับเว็บไซต์ที่รับจด Domain และ Hosting เช่น hostatom เป็นต้น รวมไปถึงการนำ Website Structure ที่วางเอาไว้มาวางเป็นโครงสร้างและประกอบเป็นบทความต่อไป

4. Technical SEO

ในการทำ Technical SEO จะเป็นกระบวนการทำ SEO ที่อาศัยเทคนิคในการปรับแต่งเว็บไซต์ให้ตรงตามความต้องการของ Google แต่ไม่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงคอนเทนต์บนเว็บไซต์นะครับ โดยจะเน้นไปที่การปรับแต่งโครงสร้างและระบบหลังบ้านให้ดีต่อ SEO ในหลายๆ ด้าน เช่น

  • การทำ HTTPS ซึ่งเป็นการเข้ารหัสข้อมูลบนเว็บไซต์ เพื่อเพิ่ม​ความปลอดภัยในการใช้งานให้มากขึ้น
  • การทำ Sitemap หรือแผนที่นำทางที่ช่วยให้ Bots ของ Search Engine เข้ามาเก็บข้อมูลบนเว็บไซต์ได้เร็วและดีขึ้น
  • ทำความรู้จักกับ Meta Tags ที่จะปรากฏเฉพาะหน้า Source code ของเว็บไซต์ ทำหน้าที่อธิบายคอนเทนต์ในเว็บเพจหน้านั้นว่าคืออะไร เกี่ยวกับอะไร โดยสามารถแบ่งออกได้หลายประเภท เช่น Meta Content Type, Robots Meta Tags จำพวก noindex, nofollow, index เป็นต้น
  • การแก้ไข Broken Links บนหน้าเว็บไซต์ ซึ่งเป็นลิงก์เสีย หรือลิงก์ที่ใช้การไม่ได้ เนื่องจาก Bot จะไม่สามารถไต่ลิงก์เสียเหล่านี้เพื่อไปเก็บข้อมูลบนเว็บไซต์ได้ ซึ่งอาจจะทำให้การเก็บข้อมูลภายในเว็บไซต์เกิดการตกหล่น และทำอันดับได้ไม่ดีนั่นเอง
  • การทำ Redirect ประเภทต่างๆ เช่น การทำ Redirect 301 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนเส้นทางของ URL หนึ่งไปยังอีก URL หนึ่งอย่างถาวร เป็นต้น
  • การตั้งค่า Yoast SEO ซึ่งเป็นปลั๊กอินที่ช่วยปรับแต่งด้าน Technical SEO ให้เป็นมิตรกับการค้นหาคำของ Google โดยใช้ช่วยเรื่องการปรับแต่งโค้ดต่าง ๆ ในหลายเรื่อง ซึ่งผมเขียน รีวิวไว้แล้วที่ Yoast SEO ตัวช่วยในการทำ SEO
  • การใช้งาน Google Analytics และ Google Search Console สำหรับดูรีพอร์ตข้อมูล แก้ไขปัญหาและตรวจสอบข้อมูลด้าน SEO เช่น การตรวจสอบ robots txt เป็นไฟล์ที่บอกให้ Search Engine เข้ามาเก็บข้อมูลบนเว็บไซต์ของคุณ โดยคุณสามารถตรวจสอบ ไฟล์ robots.txt ผ่าน Search Console ได้ด้วยตัวเอง

นอกจากตัวอย่างในข้างต้น การทำ Technical SEO ยังมีเทคนิคต่างๆ อีกมากมายที่คุณต้องเรียน SEO ของคุณจึงจะแข็งแรงมากพอที่จะคว้าอันดับดีๆ ได้ ซึ่งคุณเข้าไปหาอ่านและทำความเข้าใจเพิ่มเติมได้เลยที่ …

5. On-Page SEO

On-page SEO เป็นวิธีการปรับแต่งเว็บไซต์โดยอาศัยปัจจัยภายใน เช่น

  • การทำ Target Keyword หรือกลุ่ม Keyword ที่กลุ่มเป้าหมายของธุรกิจใช้ จาก User Intent (ความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย) ให้ถูกต้องและครอบคลุมมากที่สุด
  • การใส่ Meta title และ Meta Description ให้ตรงกับ Keyword
  • การปรับแต่ง URL ให้เป็นมิตร และควรใส่ Keyword in URL ที่เกี่ยวข้องกับหน้านั้นๆ ลงไปด้วย
  • การทำ Heading (H1) และ Subheadings (H2) และ เพื่อบ่งบอกความสำคัญของคำหรือประโยค
  • การทำ Image Title และ Image Alt Text ให้รูปภาพในหน้าเว็บไซต์
  • การทำ Internal Link ไปยังหน้าที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ระบบ Search Engine เข้าใจว่า หน้าแต่ละหน้าเกี่ยวข้องกันอย่างไร
  • ทำการ Optimize Featured Snippet เพื่อให้บทความข้อคุณทำการแสดงผลอยู่ด้านบนของผลการค้นหาของ Google Search โดยทำออกมาในรูปแบบคำจำกัดความ, ตาราง, ขั้นตอน หรือรายการ (ลิสต์) ที่น่าสนใจ หลังจากนั้น Google จะทำการดึงข้อมูลนี้ขึ้นมาแสดงในหน้าแรกโดยอัตโนมัติ
  • การทำ Social Markup ด้วย Yoast SEO ซึ่งวิธีการใช้ Yoast SEO ในการทำ SEO คุณสามารถติดตั้งได้บน WordPress ได้เลย

วิธีการทำ On-Page SEO อาจจะดูมีขั้นตอนที่ละเอียดไม่ใช่น้อย ซึ่งถ้าหากคุณไม่อยากทำพลาดในจุดใดจุดหนึ่ง ผมแนะนำให้อ่านบทความ … ที่ผมสรุปเนื้อหาเกี่ยวกับการทำ On-Page SEO ไว้ทั้งหมด เพื่อให้คุณอ่านทำความเข้าใจและถือไว้เป็นคู่มือได้ในบทความเดียวครับ 

6. Off-Page SEO

Off-Page SEO เป็นวิธีการปรับแต่งเว็บไซต์โดยอาศัยปัจจัยภายนอก โดยปกติแล้ว การทำ Off-Page SEO จะหมายถึง “การทำให้เว็บไซต์ของคุณได้มาซึ่ง Backlink” โดยทำให้เว็บอื่นทำการอ้างอิงเนื้อหาหรือทำ Backlink กลับมายังเว็บไซต์ของคุณ

ส่วนในด้านวิธีการทำ Backlink ก็มีมากมายหลายวิธีครับ เช่น การทำ Link Building เป็นการทำ Backlink ประเภทหนึ่ง ซึ่งได้มาจากการทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้

  • ทำ Social Networks โดยทำการนำบทความของคุณไปแชร์ลง Facebook, IG หรือช่องทาง Social Networks อื่นๆ ของคุณเอง เพื่อให้ได้ Backlink กลับมา
  • การทำ Partners ด้วยวิธีการขอแลกลิงก์ในเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกัน
  • Page Rankings เป็นการทำอันดับบน SEO ด้วยการเขียนคอนเทนต์ที่มีคุณภาพมากๆ จนติดอันดับ เพื่อที่จะให้เว็บใหญ่ ๆ อ้างอิง และให้ Backlink กลับมา
  • Related Blogs เป็นการทำ blog ให้สอดคล้องกับเว็บไซต์ ซึ่ง Google จะมองเห็นถึงความเชื่อมโยงและความน่าเชื่อถือ ทำให้อันดับดีขึ้น และมีโอกาสได้รับ Backlink จากเว็บไซต์อื่นๆ ได้มากขึ้นด้วย

นอกจากการทำ Link Building แล้วคุณยังสามารถเรียน SEO ในด้านเทคนิคและกลยุทธ์การทำ Off-Page ในรูปแบบอื่นๆ ได้อีกที่ … รับรองอ่านบทความนี้แล้ว คุณจะได้ Guideline ในการทำ Off-Page SEO กลับไปอย่างแน่นอนครับ

7. Analyze & Optimize

การที่คุณลงทุนทำ SEO แน่นอนว่า คุณต้องหวังในผลลัพธ์ที่ช่วยให้ธุรกิจ Traffic หรือ ยอด Conversion เติบโตขึ้น แต่คุณจะรู้ได้อย่างไรล่ะว่าการทำ SEO ของคุณมันมีคุณภาพจริงๆ หรือเปล่า?

การที่จะรู้ได้ว่า SEO จะได้ผลหรือไม่ คุณต้องรู้จักการวัดผลลัพธ์ทาง KPI ซึ่งคุณสามารถประเมินผลออกมาเป็นตัวเลข/จำนวน/ปริมาณได้ชัดเจน นอกจากนี้ยังช่วยให้คุณระบุได้ว่า กำลังทำอะไรอยู่ เป้าหมายคืออะไร และที่สำคัญกว่านั้นคือ สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว

เนื่องจากมองเห็นแนวโน้มของการทำ SEO ได้จากผลลัพธ์ที่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่ง KPI ของการทำ SEO คุณสามารถวัดได้หลายอย่าง เช่น วัด Traffic : ถือเป็นเป้าหมาย KPI ยอดนิยมเลยครับ

โดยคุณสามารถวัดจากอัตราการเติบโตของ Organic Traffic ว่าเพิ่มขึ้นเท่าไร กี่ % เมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่ผ่านมา หรือวัดยอด Conversion จาก Organic Traffic : เป็นเป้าหมายที่เว็บไซต์ประเภท E-Commerce ชอบใช้ครับ เพราะนี่คือ KPI ที่ชี้วัดว่า Traffic ของ SEO จะนำมาซึ่งยอดขายได้เท่าไร เป็นต้น

ซึ่งการจะรู้ได้ว่า ผลลัพธ์ที่ได้นั้นดีหรือไม่ คุณก็ต้องเรียนรู้วิธีการวิเคราะห์ผลลัพธ์เสียก่อน ซึ่งคุณสามารถดูได้ง่ายๆ เลยบน Google Search Console โดยคุณจะเจอกับ Dashboard ที่แสดงผลลัพธ์ของการทำ SEO ของแต่ละหน้าเพจว่า มี Performance เป็นอย่างไร ซึ่งประกอบไปด้วย Metrics ต่างๆ ที่คุณจะหยิบมาเป็น KPI ในการ Optimize ได้ เช่น Impressions, Clicks, Average CTR, Average Position

Search Console Performance

นอกจากนี้คุณยังสามารถใช้ Google Search Console ในการปรับปรุงการทำ SEO ได้ เช่น การปรับปรุงหน้าที่มีปัญหา ไม่ได้รับการ index ซึ่งเครื่องมือนี้จะแสดงผลลัพธ์ของหน้าที่มีปัญหาดังกล่าวพร้อมสาเหตุมาให้เลย เพื่อให้คุณแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้แบบถูกจุดนั่นเอง

การวิเคราะห์และปรับปรุง SEO ถือเป็นศาสตร์ที่ละเอียดอ่อน และต้องใช้ความอดทนสูงครับ หากคุณเป็นมือใหม่หรือเริ่ม เรียน SEO มาสักพัก แต่ยังมีข้อสงสัยที่แก้ไม่ตกอยู่ละก็ ลองอ่านบทความ… นี้ที่ผมเขียนดูนะครับ ผมเชื่อว่า จะมีคำตอบที่ช่วยให้คุณจับทางการทำ SEO และปรับปรุงได้ดีขึ้นอย่างแน่นอน

Update Google Algorithm

สิ่งสุดท้ายที่จำเป็นและสำคัญที่สุด สำหรับการทำ SEO เลยก็คือ การพัฒนา เนื่องจาก Google มักทำการอัปเดต Algorithm อยู่ตลอดเวลา อย่างเช่น ในปี 2021 ที่ Google ออกประกาศว่า จะนำ Core Web Vital มาเป็นปัจจัยในการจัดอันดับเว็บไซต์ (Ranking Factor) ซึ่งการอัปเดต Algorithm ก็มักจะทำให้เกิดปรากฏการณ์ Google Dance ซึ่งทำให้อันดับหายไปแบบชั่วคราว หรือหายไปเลย ที่คนทำ SEO จะต้องคอยเฝ้าติดตามกันอยู่ทุกๆ ปี

ดังนั้น อย่าลืมติดตามข่าวสารใหม่ๆ ที่ทาง Google ให้ปรับให้แก้ไข ที่ผมมักนำมาอัปเดตให้คุณได้รู้และ สอน SEO ให้กับคุณแบบฟรีๆ  เรียน SEO ได้ง่าย ๆ ที่ nerdoptimize.com นะครับ

สรุป สอน seo เรียน SEO ฟรี

วิธีการทำ SEO ทั้งหมดที่ผมนำมาสรุปให้ในบทความนี้ ไม่ได้เป็นเรื่องที่เข้าใจยากเลยใช่ไหมครับ เพราะนี่คือเป็นเรื่องหลักที่ควรจะทำความเข้าใจให้ถูกต้องก่อนจะเริ่มต้นทำ SEO ไม่ว่าจะเป็น…

  • เทรนด์การทำ SEO มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ต้องอัปเดตและตามให้ทันอยู่เสมอ
  • ทำความเข้าใจกระบวนการทำ SEO ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำอย่างถูกต้อง และทำการแก้ไขให้ถูกจุดได้ด้วย
  • ปูพื้นฐานด้าน SEO ทั้งหมดก่อนลงมือทำ เพราะถ้าในขั้นตอนต่างๆ นี้คุณทำได้ไม่ดีพอหรือทำผิดพลาด ก็จะส่งผลให้ในขั้นตอนต่อๆ ไปประสบความสำเร็จได้ยาก และกระทบอันดับในภาพรวมของเว็บไซต์ด้วยเช่นกัน

หากคุณเน้นทำ SEO แบบสายขาวอย่างมีประสิทธิภาพ ตามที่ผม สอน SEO ได้ทั้งหมด รับรองว่า เว็บไซต์ของคุณจะพุ่งขึ้นอันดับบนหน้า Google ได้แบบติดจรวดอย่างแน่นอนครับ

สุดท้ายนี้ ก็หวังว่าบทความนี้คงจะช่วยให้คุณ เรียน SEO ได้เร็ว และเข้าใจความสำเร็จในการใช้ช่องทางการตลาดนี้ได้ไม่มากก็น้อยนะครับ