Home - Facebook - Facebook Pixel คืออะไร? แจกคู่มือการติดตั้งและวัดผลแบบละเอียด

Facebook Pixel คืออะไร? แจกคู่มือการติดตั้งและวัดผลแบบละเอียด

คู่มือ facebook pixel
Facebook Pixel ตัวช่วยในการทำการตลาดผ่านเว็บไซต์ ที่ทรงพลังมากที่สุด ช่วยคุณสามารถ วัดผลต่างๆในหน้าเว็บของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง Facebook เองได้ให้คำนิยามของ FB Pixel ไว้ว่า

> “The Facebook pixel is an analytics tool that allows you to measure the effectiveness of your advertising by understanding the actions people take on your website.”
> Facebook Pixel คือ เครื่องมือวัดผลที่ช่วยให้สามารถวัดประสิทธิภาพของโฆษณาใน เว็บไซต์ โดยเราสามารถรู้การกระทำต่างๆของ User ในเว็บไซต์ ได้ (ถ้าติด Track เป็นนะ‥ และบทความนี้จะอธิบายวิธีทำแบบ Step by Step ครับ ^^)

**เนื้อหาในบทความนี้ครอบคลุม**

- Facebook Pixel มีจุดเด่นอะไร? และเอามาทำอะไรได้บ้าง?

- Facebook Pixel ทำงานยังไง?

- ขั้นตอนในการติดตั้ง Facebook Pixel พร้อมวิธี Track Conversion ในเว็บ

- วิธีวัดผลโฆษณาใน Ads Manager หลังจากที่ Setup Facebook Pixel แล้ว

- วิธีทำ Audience Segment ด้วย Facebook Pixel

- Bonus Tip การใช้ Facebook Analytics กับ Facebook Pixel

---

## 1/6 | Facebook Pixel มีจุดเด่นอะไร? และเอามาทำอะไรได้บ้าง?

![](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2020/11/pixel.png)

FB Pixel คือ Script Code ชุดนึงที่ Facebook ให้ไปติดตั้งในเว็บไซต์ เพื่อ Facebook จะสามารถรู้ได้ถึงพฤติกรรมของคนที่เข้ามาในเว็บไซต์

โดย Facebook Pixel นี้มีจุดเด่นสำคัญหลักๆอยู่ 3 ข้อ คือ

- Track Conversions And Measurement : วัดผลโฆษณา ว่าลงโฆษณาไปเท่านี้ ผลตอบลัพธ์เป็นอย่างไรบ้าง เพื่อปรับปรุงผลลัพธ์ให้ดีขึ้นต่อไป

- Ads Optimization : เพื่อให้ระบบเรียนรู้ในสิ่งที่ต้องการ ยิ่งมีข้อมูลมากยิ่งฉลาดมากขึ้น

- Audience building : เพื่อสร้าง Custom Audience ไว้เพื่อทำ Retargeting

### 1.Track Conversions And Measurement

Conversion คือการกระทำหรือขั้นตอนใดๆ ที่ต้องการให้คนที่เข้ามายังเว็บไซต์ กระทำ เช่น ซื้อสินค้า, กรอกข้อมูลเพื่อให้ติดต่อกลับ, หรือดูวีดีโอบนเว็บไซต์ตัวอย่างเช่น

- ถ้าคุณใช้เงินโฆษณาไป 1,000 บาท และพาคนมาที่เว็บไซต์คุณได้ 100 คน

- โดยในเว็บไซต์คุณได้ติดตั้ง Facebook Pixel และกำหนด Conversion ในเว็บไซต์แล้วว่าให้เป็นการสั่งซื้อสินค้าบนเว็บไซต์

- เมื่อคนเข้าเว็บไซต์มา 100 คน ซื้อสินค้า 10 คน จะเท่ากับว่าคุณได้ Conversion ไปแล้ว 10 Conversion และถ้าวัดผลออกมาจะเท่ากับว่าคุณใช้ค่าโฆษณา 1,000 บาท ได้ไป 10 Conversion ตก Conversion ละ 100 บาท 

ที่นี้ก็จะรู้แล้วว่าทุกๆการใช้จ่าย 100 บาทจะได้คนสั่งซื้อสินค้ามา 1 คนและค่าพวกนี้ก็จะส่งกลับไปที่ Ads Manager อีกทีตามรูปครับ

![](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2020/11/facebook-ads-manager-column-1.png)

อย่างในรูปคือผมใช้เงินโฆษณาไป 15,619 บาท ได้คนสั่งซื้อสินค้าในเว็บไซต์ทั้งหมด 46 ครั้ง ต้นทุนต่อคำสั่งซื้อเท่ากับ 339 บาท คิดเป็นมูลค่าทั้งหมด 126,160 ซึ่งถ้าจะ Track มูลค่าการสั่งซื้ออาจต้องศึกษาเพิ่มเติมหรือคุยกับทีมเว็บให้เค้าติดตั้งให้นะครับ ส่วนตัวผมใช้ WordPress ก็จะติดตั้งง่ายหน่อย.

พอเห็นภาพตามแล้วใช่ไหมครับว่า Facebook Pixel และ Conversion มีประโยชน์ยังไงถ้าโฆษณาให้คนเข้าเว็บอย่างเดียวโดยไม่ติด Facebook Pixel ไม่ Track Conversion ก็จะไม่สามารถรู้ได้เลยครับว่าเงินที่ลงไปมันคุ้มค่าไหม อาจจะลงเงินไป 10,000 แล้วไม่ได้ซักคำสั่งซื้อเลยก็ได้

สรุปแล้ว Conversion ก็คือ เป้าหมายที่คุณต้องวางว่าเมื่อคนเข้ามาในเว็บไซต์คุณแล้ว คุณต้องการให้เค้าทำอะไรที่จะมีผลต่อธุรกิจของคุณ ถ้าเป็นเว็บ E-commerce Conversion ก็คือการสั่งซื้อ ถ้าเป็นเว็บบ้านหรือคอนโด Conversion ก็คือให้กรอกฟอร์มในเว็บเพื่อให้ติดต่อกลับไป หรือบางเว็บก็แค่ต้องการให้คนคลิก Add Line เมื่อคุณกำหนดได้แล้วว่า Conversion จะให้เป็นอะไรคุณก็แค่เอา Facebook Pixel ไปติดไว้และรอวัดผลได้เลยครับ

> **Tips : **ใน 1 เว็บไซต์สามารถมีได้หลาย Conversion นะครับอย่างของ Nerdoptimize Conversion ที่สำคัญสุดเลยคือสั่งซื้อคอร์สเรียน และ Conversion ที่ 2 ก็คือเมื่อมีคนลงทะเบียนเรียนคอร์สฟรีครับโดย Conversion สั่งซื้อคอร์สเรียนผมใช้เป็น Purchase ส่วนอันที่ 2 ผมใช้เป็น Lead เดี๋ยวจะอธิบายเพิ่มเติมในหัวข้อถัดไปนะครับ

### 2.Ads Optimization

ทุกครั้งที่เราสร้างแคมเปญโฆษณาใน Facebook เราสามารถเลือกเป้าหมายในการโฆษณา ถึงสิ่งที่เราอยากได้ และ AI จะพยายามหาคนที่มีโอกาสเกิด Action ตามที่เราต้องการมาให้ครับ

![](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2020/11/facebook-campaign-objective.png)

ตัวอย่างเช่น เราสร้างโฆษณาด้วย Objecitve Conversion และต้องการให้คนมาลงทะเบียนภายในเว็บไซต์
ในทุกๆครั้งที่มีคนได้ลงทะเบียนภายในเว็บไซต์ Facebook Pixel จะส่งข้อมูลกลับมาที่ Facebook เพื่อให้ Campaign ได้เรียนรู้และ ในครั้งถัดๆไปจะส่งโฆษณาไปหากลุ่มคนที่มีความสนใจหรือพฤติกรรม นั้นๆได้แม่นยำมากขึ้น

### 3.Audience building

สิ่งที่ทำให้แคมเปญประสบความสำเร็จหลักๆ คือการใช้ Audience ที่มีความคุ้นเคยกับสินค้าของเรา ทำให้การเลือกใช้ Audience ที่ตรงกับความสนใจนั้นก็มีโอกาสที่คนจะคลิกและซื้อสินค้าเรามากขึ้น

แน่นอนว่าเราคงไม่อยากจะส่งโฆษณาไปยังกลุ่มคนที่ไม่ได้มีความสนใจสินค้าของเรา ตัวอย่างการสร้าง Audience Segment เช่น

- คนที่เข้ามาายัง Website 1-7 วันที่ผ่านมา

- คนที่ซื้อสินค้าในระยะเวลา 1-7 วันที่ผ่านมา

- คนที่กด Add To Cart ในระยะเวลา 1 วันที่ผ่านมา

- คนที่เข้ามายังเว็บไซต์ในหน้าต่างๆ เช่น หน้าบทความ หรือ หน้า About Us

- คนที่เคยซื้อสินค้าไปแล้วเมื่อ 30 วันที่แล้ว

และข้อดีอีกอย่างคือ ถ้าเรามี Audience Segment ดีๆเช่น Audience คนที่ซื้อสินค้าในเว็บ เราก็สามารถนำมาต่อยอดได้ด้วยการทำ Lookalike Audience ได้อีกครับ

สำหรับใครที่ทำ Lookalike อยู่ผมแนะนำบทความนี้ ครับเนื้อหาจะเป็นในทิศทางของการใช้ศักยภาพของ Lookalike มาใช้ให้เต็มประสิทธิภาพ
[Lookalike Audience คือ ? จะใช้ประโยชน์สูงสุดของมันได้อย่างไร ?](https://nerdoptimize.com/facebook-lookalike-audience/)

---

## 2/6 | Facebook Pixel ทำงานยังไง?

เคยไหมที่เวลาเราเข้าไปยังเว็บไซต์ซักเว็บแล้วหลังจากนั้นไม่นานเราก็เจอ โฆษณาสินค้าตัวนั้นใน Facebook Feed ตามมา นั่นเพราะเว็บไซต์เหล่านั้นได้ติดตั้ง Facebook Pixel เพื่อทำการเก็บข้อมูลมาทำโฆษณาต่อ

ตัวอย่างเช่น เรากำลังสนใจที่จะซื้อกางเกงของไนกี้และได้ตัดสินใจ กดเลือกซื้อสินค้าตัวนี้ลงในตะกร้าแต่เรายังลังเลอยู่ว่าจะซื้อดีไหม และได้ออกจากเว็บไซต์นั้นไป

![](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2020/11/facebook-add-to-cart-event.png)

![](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2020/11/add-to-cart-event.png)

หลักจากนั้นไม่นานเราก็ได้มาเจอกับโฆษณาใน Facebook Feed ที่เป็นสินค้าตัวที่เราพึ่งกดลงตะกร้าไปเมื่อสักครู่นี้

![](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2020/11/facebook-carousel-1.png)

---

## 3/6 | ขั้นตอนในการติดตั้ง Facebook Pixel พร้อมวิธี Track Conversion ในเว็บ

ก่อนที่เราจะเริ่มติดตั้ง Pixel Code มี 2 สิ่งที่เราควรจะรู้เอาไว้คือ

- เราต้องมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง

- เราต้องสามารถอัพเดท หรือแก้ไขข้อมูลในเว็บไซต์ของเราได้โดยขั้นตอนที่เราจะได้มาซึ่ง Pixel Code มีดังนี้

1. เข้าไปยัง Events Manager

![](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2020/11/facebook-pixel-event-manager.jpg)

2. เลือกไปที่ปุ่มที่มีสัญลักษณ์ + สีเขียวด้านซ้ายมือ และเลือกว่าเราอยากจะ ติดตั้ง Pixel นี้ที่เว็บไซต์

![](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2020/11/facebook-pixel-connect-data-source-1400x663.png)

3. เลือกว่าเราอยากจะสร้าง Facebook Pixel

![](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2020/11/facebook-setup-event-1400x664.png)

4. หลักจากนั้น Pixel ของเราจะถูกสร้างขึ้นมา และพร้อมให้เรานำ Pixel Code นี้ไปติดตั้งในเว็บไซต์โดยเราสามารถเลือกได้ว่าจะติดตั้งเองหรือติดตั้งผ่าน Partner ที่มีให้เลือกหลากหลายค่าย

![](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2020/11/install-facebook-pixel-base-code-1.png)

![](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2020/11/install-facebook-pixel-with-partner.png)

หากเราเลือกที่จะติดตั้งเอง เราจะต้องติดตั้ง Pixel Code ในส่วน Head หรือส่วนแรกของเว็บไซต์ ซึ่งหน้าตาของ Pixel Code จะมีดังนี้ ให้เรากด Copy base code

![](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2020/11/Facebook-Pixel-Base-Code.png)

![](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2020/11/facebook-copy-pixel-base-code.png)

ไม่ว่าเราจะติดผ่าน Tools อะไรหรือติดตั้งเองผ่านหลังบ้านในเว็บไซต์ เราก็ต้องติดตั้งให้ครบทุกหน้าครับ โดยผมจะยกตัวอย่างเครื่องมือที่ชื่อ Google Tag Manager ให้นะครับใครที่ยังไม่รู้ว่าคืออะไรไปทำความเข้าใจแบบละเอียดๆได้ที่นี่ครับ [https://nerdoptimize.com/what-is-google-tag-manager/](https://nerdoptimize.com/what-is-google-tag-manager/) 

แนะนำให้อ่านก่อนเริ่มใช้งานจริงนะครับ เพราะในบทความนี้ผมจะพูดแค่ขั้นตอนการติด Facebook Pixel เท่านั้นพวกการสร้าง Account หรือติด Google Tag Manager ลงว็บไซต์ไปอ่านได้ในบทความเลยครับ

### วิธีใช้ Google Tag Manager ติด Facebook Pixel Base Code

จะประกอบไปด้วย 3 ขั้นตอนหลักๆคือ
1. สร้าง Tag เลือกเป็น Custom HTML
2. วาง Code ที่ Copy ไว้
3. เลือก Trigger ให้เป็น All page เพราะเราต้องการให้ Facebook Pixel ทำงานทุกหน้า

ไปที่ Tags และกดไปที่ New ไปที่ Choose a tag type to begin setup‥ ให้เลือกเป็น Custom HTML

Link Google Tag Manager : [https://tagmanager.google.com/](https://tagmanager.google.com/)

![](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2020/11/gtm-tag-type.png)

วาง code ที่ copy มาลงไป

![](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2020/11/facebook-pixel-base-code-1.png)

กดไปที่ Choose a trigger to make this tag fire‥ และเลือกเป็น All Page

![](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2020/11/gtm-all-page-trigger.png)

กด Save และกด Submit จากนั้นกด Publish เท่านี้ก็ติดตั้งได้แล้วครับง่ายๆ ขั้นตอนต่อไปก็คือเช็คว่ามันทำงานหรือยังผ่าน Plugin ใน Google Chrome ที่ชื่อ [Facebook Pixel Helper](https://chrome.google.com/webstore/detail/facebook-pixel-helper/fdgfkebogiimcoedlicjlajpkdmockpc) ซึ่งผมจะอธิบายในหัวข้อถัดไป

เมื่อเราติด Facebook Pixel base code ครบทุกหน้าแล้วส่วนตรงนี้จะเรียกว่า Base Code คือต้องมีทุกหน้าเพื่อเก็บข้อมูลเอาไปทำ Retargeting ให้เรากด continue ไปจนถึงขั้นตอน Add Event Code และส่วนนี้แหละครับคือส่วนที่ต้องติดเพิ่มเพื่อกำหนดว่าจะให้ Conversion ในเว็บไซต์เราเป็นอะไรโดยการใส่ Event เพื่อให้ระบบได้เรียนรู้และ Optimize ไปหา Conversion ที่เราต้องการ

![](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2020/11/facebook-event-setup.png)

โดยการ Add Event Code จะมีอยู่ 2 วิธีด้วยกัน

1. ติดตั้งแบบ Manual คือการเอา code ไปวางเอง
2. ใช้ Event Setup Tool วิธีนี้ง่ายมาๆ facebook จะไปจับปุ่มและ url ที่อยู่ในเว็บเรามาให้เราแค่ปุ่มที่เราจะเลือกให้เป็น conversion และเลือก event name ได้เลย แต่ผมลองใช้แล้วยังมีปัญหาอยู่ครับแนะนำให้ใช้แบบ Manual ไปก่อน

ติดตั้งแบบ Manual โดยให้เราเลือกไปที่ Install events using code เมื่อคลิกไปแล้วจะมีตัวอย่าง code ให้เราดูตามรูป

![](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2020/11/facebook-standard-event.png)

โดยที่เค้าจะมีตัวอย่าง Event ที่ชื่อ Purchase มาให้ (ตัวอย่างก็เอาซะยากเลยใครที่ไม่ได้ทำเว็บ E commerce งงแน่นอน 555 ไม่ต้องกังวลไปครับ ผมมี Event Name ที่ Facebook แนะนำมาให้และมี Column ให้ดูค่าได้ใน Ads Manager จะมีทั้งหมดตามนี้ครับ
[https://developers.facebook.com/docs/facebook-pixel/reference#standard-events](https://developers.facebook.com/docs/facebook-pixel/reference#standard-events) )

แต่หลักๆที่ผมจะหยิบมาใช้จะมี 3 Event ด้วยกันครับคือ Lead, CompleteRegistration และ Purchase
แต่ละชื่อของ Event จะมีผลต่อการ Optimize ด้วยนะครับ เช่น ถ้าเว็บเราเป็น E-commerce และเรากำหนดแล้วว่าจะให้ Conversion ก็คือการสั่งซื้อเราก็ควรเลือก Event ที่ชื่อ Purchase ไปใช้เมื่อเกิดการสั่งซื้อครับ

ถ้าเป็นเว็บประเภทบ้านคอนโดเเละเรากำหนดแล้วว่าจะให้ Conversion เกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีคนมากรอกฟอร์มในเว็บเพื่อให้ติดต่อกลับไป เราก็ควรเลือก Event ที่ชื่อ CompleteRegistration ไปใช้เมื่อมีคนกรอกฟอร์มแล้วเรียบร้อย ส่วนพวกเหตุการณ์อื่นๆที่เราอยากกำหนดให้เป็น Conversion เช่น คลิก Add Line ในปุ่มที่เราทำไว้ในเว็บไซต์เราอาจจะใช้ชื่อ Event เป็น Lead ก็ได้ครับ

ซึ่ง Event เหล่านี้มีผลต่อการ Optimization เพราะถ้าเราเลือกใช้การโฆษณาแบบ Conversion Facebook มีแนวโน้มที่จะโฆษณา ไปหาคนที่เกิด Event พวกนี้ในเว็บอื่นมาแล้วให้เห็นโฆษณาเราเพื่อที่จะได้เกิด Event หรือ Conversion แบบที่เราเลือกไว้ในเว็บเราบ้าง

ผมเชื่อว่าหลายคนที่ไม่เคยทำเว็บไซต์จะงงแน่ๆว่า แล้วจะเอา Event พวกนี้ไปติดตั้งในเว็บยังไงผมจะยกตัวอย่างการ Add Event Code โดยใช้ Google Tag Manager ให้นะครับโดย Conversion ที่ผมกำหนดไว้ก็คือเมื่อมีคนคลิกปุ่มแจ้งชำระเงินจากหน้านี้ครับ 
[https://nerdoptimize.com/facebook-retargeting-full-strategy/](https://nerdoptimize.com/facebook-retargeting-full-strategy/)

### การติด Facebook Pixel Event Code โดยใช้ Google Tag Manager

**1. สร้าง Tag เลือกเป็น Custom HTML**
**2. วาง code ที่เราเลือก Event Name แล้วเข้าไป**

```
`<script> fbq('track', 'Lead'); </script>
`
```

โดยในที่นี้ผมจะใช้ Standard Event Name ที่ชื่อว่า Lead นะครับ

![](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2020/11/facebook-pixel-event.png)

จากนั้นคลิกที่ Advanced Settings และไปที่ Tag Sequencing และ Set ตามผมได้เลยครับ โดยตรง Set up tag ให้เราเลือก Tag ที่เราสร้างเป็น Facebook Pixel base code นะครับ

![](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2020/11/ติด-facebook-event-โดยใช้-GTM.png)

ในการ Set up แบบนี้คือการที่ให้ตัว base code เราทำงานก่อนที่จะให้ event code เราทำงานนะครับ เพราะ event code จะทำงานได้ก็ต่อเมื่อ base code ทำงานก่อนครับ

**3. เลือก Trigger ที่เราต้องการให้เป็น Conversion**

โดยในครั้งนี้เราจะเลือก All page ไม่ได้แล้วนะครับให้เราเลือกไปที่ Choose a trigger to make this tag fire‥ จากนั้นกดเครื่องหมายบวกด้านขวาบนและเลือก Trigger Type เป็น Just Links โดยที่ผมเลือก Just Links เพราะว่าผมต้องการให้ทำงานเมื่อมีคนคลิกที่ปุ่มครับ โดยการทำงานของปุ่มผมจะให้มันเด้งเข้าไปที่ Inbox Page อีกทีนึงครับ

![](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2020/11/gtm-click-trigger-1.png)

ผมเลยเลือกเป็น Click URL และเลือกเป็น contains และวาง url ในปุ่มแจ้งชำระเงินของผมเข้าไปครับ [https://m.me/nerdoptimize?ref=payment_cf](https://m.me/nerdoptimize?ref=payment_cf)

จากนั้นกด Save และกด Submit จากนั้นกด Publish เท่านี้ก็ติดตั้งได้แล้วครับง่ายๆ

อย่างกรณีของผมคือคลิกปุ่มผมเลยเลือกเป็น click url และใส่ url ของปุ่มนั้นเข้าไป ถ้าของใครเป็นการกรอกฟอร์มและพอคนกรอกฟอร์มเสร็จเด้งไปหน้า thankyou ก็ให้เลือกเป็น Page View และเลือก Page Path ด้วย copy url หน้า thankyou ของเว็บเราไปวางไว้ครับ

![](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2020/11/gtm-pageview-trigger-1.png)

จริงๆคือเป็นหน้าอะไรก็ได้นะครับตามที่เรากำหนดว่าจะให้หน้านี้เป็น conversion เราก็แค่เอา url นั้นไปวางครับอย่างในการกอรกฟอร์มส่วนใหญ่ถ้ากรอกเสร็จมันจะเด้งหน้าที่ url มีคำว่า thankyou เป็นส่วนใหญ่ครับ

**วิธีเช็คว่าเราติด Facebook Pixel นั้นถูกต้องและทำงานได้จริงไหม**
หลังจากเราเอาโค้ดไปติดในหน้าเว็บไซต์แล้วเราควรจะเช็คก่อนว่ามันทำงานได้ถูกต้องหรือเปล่า

โดย Facebook ได้มี Tools ฟรีมาให้เราใช้ผ่าน Google Chrome Extensions ที่เรียกว่า
[“Facebook Pixel Helper”](https://chrome.google.com/webstore/detail/facebook-pixel-helper/fdgfkebogiimcoedlicjlajpkdmockpc) เพียงแค่เราติดตั้งเจ้าตัว Extensions เสริมตัวนี้เราก็สามารถเช็คได้ว่า Pixel ที่เราติดไปหน้าตาจะออกมาเป็นดังนี้

![](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2020/11/facebook-pixel-helper.jpg)

โดยเรายังสามารถเอาไปเช็คเว็บอื่นๆหรือเว็บคู่แข่งเราดูก็ได้นะครับว่าเค้าติด Facebook Pixel หรือยัง ให้ลองทำ Action บางอย่างที่เราคิดว่าเป็น Conversion ของเว็บนั้นดูก็ได้ครับว่าเค้าติด Conversion ไว้หรือเปล่า อย่างของ Nerdoptimize ถ้าเกิดการสั่งซื้อแล้ว Pixel Event Purchase ผมก็จะทำงานตามรูปครับ

![](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2020/11/facebook-pixel-helper.png)

---

## 4/6 | วิธีวัดผลโฆษณาใน Ads Manager หลังจากที่ Setup Facebook Pixel แล้ว

ในหัวข้อที่แล้ว ผมได้ทำการอธิบายวิธีการ Track Conversion โดยยกตัวอย่าง Standard Events เป็น Lead แล้วขั้นตอนถัดมาคือ เราจะมาดูวิธีวัดผลของ Event ตัวนี้

อันดับแรกให้ไปที่ Ads Manager แล้วเลือกที่ Customize Columns (ตามรูปภาพด่านล่าง)

![](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2020/11/วิธี-Customize-Columns-เพื่อดูข้อมูล-Lead-จาก-Facebook-Pixel-1400x691.png)

เลือก Standard Events ที่เป็น Leads แล้วติ๊ก Total และ Cost และให้เอา Offline Leads, On-Facebook Leads ออกเพราะว่าเราต้องการวัดผลเฉพาะ Leads ที่มาจาก Facebook Pixel เพียงอย่างเดียว (ถ้าไม่ติ๊กออก Columns จะเยอะแล้วดูสถิติลำบากครับ)

![](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2020/11/วิธีเลือก-Metrics-Leads-ใน-Customize-Columns-1077x800.png)

ต่อมาให้ทำการ Save as Preset แล้วเลือกตั้งชื่อตามที่ต้องการได้เลยครับ

![](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2020/11/วิธี-Save-Customize-Columns-ใน-Facebook-Ads-Manager-1084x800.png)

ทีนี้เราก็สามารถดูจำนวน Leads ที่เข้ามาเมื่อทำการโฆษณาได้แล้วครับ

![](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2020/11/facebook-conversion-metric-1400x278.png)

**Tips :** วิธีวิเคราะห์ Ads ของผมคือ ดู Cost Per Lead แล้ววิเคราะห์ต่อว่า ที่แพงหรือถูก เพราะอะไร ?

- CPM แพงสิ่งผลให้ Cost Per Lead แพง

จากประสบกรณ์ที่ผมเคยเจอคือ CPM แพงมากๆ แต่!!! Conversion Rate ดีกว่าตัวอื่นๆ นั่นแสดงว่า Target นั้นดีแล้วแต่ CPM แพงอาจจะเพราะว่า

**Frequency สูง :** อาจจะลองลดงบ

- **หรือขยาย Audience Size : **ที่โฆษณาอยู่ให้ใหญ่ขึ้น

- Conversion Rate น้อยทำให้ Cost Per Lead แพง

Conversion Rate น้อยมองได้หลายมุม แต่ตัวหลักๆ ที่ผมวิเคราะห์ต่อคือ

**ทดลองเปลี่ยน Target :** เพราะ Conversion Rate ต่ำเพราะว่าเขาไม่สนใจใน Ads สมมุติฐานแรกคือ เราโฆษณาไม่ตรงกลุ่ม

- **พัฒนา Landing Page ให้ดีขึ้น : **สมมุติฐานที่สองคือ Landing Page เราไม่น่าสนใจไม่ดึงดูด หรือไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เขาต้องการ

---

## 5/6 | วิธีทำ Audience Segment ด้วย Facebook Pixel

หากเราจะพูดกันในเชิงเทคนิคจริงๆแล้วหลังจากที่เราติดตั้ง Facebook Pixel Code ไปแล้วตัว Pixel Code นี้ไม่ได้ช่วยอะไรเราเลยในการ Target คนที่เข้ามายังเว็บไซต์ของเรา แต่มันเป็นเพียงขั้นตอนพื้นฐานของการทำ Retargeting

แต่ขึ้นอยู่กับเราที่จะบอก Facebook ว่าเราอยากจะ เลือกกลุ่มเป้าหมายแบบไหนมากกว่า

ภายใน Facebook Business Manager เราสามารถสร้างสิ่งที่เรียกว่า “Custom Audience” หรือการเลือกกลุ่มเป้าหมายแบบตามใจ

ตัวอย่างเช่น เรามีเว็บไซต์ซึ่งขายสินค้าแฟชั่นและเครื่องประดับต่างๆ อีกทั้งยังขายแว่นตากันแดดอีกด้วย Facebook Pixel จะรู้ว่ามีใครเข้าไปยังสินค้าหมวดไหนๆ หรือเกิด Action อะไรบ้างในเว็บไซต์ของเรา

ดั้งนั้นเราก็สามารถสร้าง Audience คนที่เข้ามาชมสินค้าในหมวด แว่นกันแดดได้ในระยะเวลา 30 วันได้ เพื่อเอา Audience ในส่วนนี้ไปสร้างเป็นโฆษณาต่อไป

จริงๆแล้วยังมีอีกหลายคนที่ยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับการระบุจำนวนวันตอนสร้าง Audience เพราะคิดว่า 30 วันนับตั้งแต่เริ่มสร้าง Audience แต่จริงๆแล้วมันคือ 30 วันล่าสุด ที่เราหลุดเข้าไปอยู่ในกลุ่ม Audience นี้ตามเงื่อนไขต่างๆที่ได้สร้างไว้ เราจะถูกลบออกจากการกลุ่ม Audience นี้ได้ก็ต่อเมื่อผ่านพ้นช่วง 30 วันไปแล้ว ยกเว้นว่าเราจะกลับไปยังเว็บไซต์นั้นอีกรอบ เราก็จะเข้าสู่ Loop ของการเป็น Audience นี้

![](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2020/11/facebook-pixel-customaudience.png)

นอกจากนั้นแล้วเรายังสามารถ Target คนที่ได้ซื้อสินค้าของเราไปแล้ว เช่น เราอยากสร้างแคมเปญที่จะให้โค้ดลดราคากับลูกค้าในระยะเวลา 15 วันที่ผ่านมาเพื่อกระตุ้นให้เกิดการซื้อซ้ำ ผ่านการสร้าง Rule ใน Custom Audience ได้

***Noted เราสามารถกำหนดระยะเวลาที่ Audience นี้จะอยู่กับเราได้สูงสุด 180 วัน**

แต่ความเจ๋งของการสร้าง Audience ไม่ได้หยุดอยู่ที่เราต้องติด FB Pixel ไปซะทีเดียว นอกเหนือไปจาก First Data จาก Website ที่เราเป็นคนกำหนดเองได้
ว่าอยากจะแบ่งกลุ่ม Audience เป็นแบบไหนบ้าง ยังมีการเก็บ Audience อีกรูปแบบหนึ่งคือ Source จาก Facebook ที่มีให้เลือกได้หลากหลาย ดังรูปด้านล่างนี้

![](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2020/11/create-custom-audience.png)

*** ข้อแตกต่างระหว่าง Your sources จาก Website เราสามารถเก็บคนให้อยู่กับเราได้สูงสุด 180 วัน ต่างจาก Facebook Sources ที่เราสามารถเก็บคนได้สูงสุด 365 วันเลยทีเดียว

**ตัวอย่าง Audience ที่เราสร้างเอาไว้บ่อยๆคือ**

ตัวอย่างการสร้าง Audience คนที่ดู VDO ของเรา โดยปกติผมจะสร้าง Audience กลุ่มคนที่เคยดู VDO ของเรามากกว่า 95% ถ้าคนที่ดู VDO ของเรามาจนเกือบจบแบบนี้แสดงว่าต้องสนใจเราแล้วจริงๆแหละ เราอาจจะส่งโฆษณาที่เป็น VDO ตอนที่ 2 หรือโปรโมชั่นตามไปอีกครั้งก็ได้

![](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2020/11/faceboook-video-custom-audience.png)

ตัวอย่างการสร้าง Audience จาก Fanpage ที่มีให้เลือกหลากหลาย Action เลย แต่เราชอบสร้างตัว Audience คนที่เคยส่งข้อความมาหาเรา เพราะ เขาต้องสนใจเราบ้างแหละ ถึงทักมาสอบถาม

![](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2020/11/facebook-page-custom-audience.png)

---

## 6/6 | Bonus Tip การใช้ Facebook Analytics กับ Facebook Pixel

เรามาดูว่าเจ้า FB Analytics หน้าตาเป็นยังไง ภายใน FB Analytics จะมีข้อมูลของคนที่เราสามารถวัดได้ผ่านการติด Facebook Pixel เพื่อให้เราเอาไปวิเคราะห์ต่อได้ว่าในแต่ละวัน

- มีคนเข้ามาในเว็บไซต์เราเท่าไหร่ ?

- มีเพศ อายุ และเข้ามาอยู่ในเว็บไซต์เราจากจังหวัดไหนบ้าง ?

- คนที่เข้ามาในช่วงพีคที่สุดตอนกี่โมง และเข้ามาผ่านช่องทางไหนบ้าง ?

เพื่อนำไปเลือกช่วงเวลาที่เราจะลงโฆษณาให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดได้

![](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2020/11/facebook-analytics-dashboard.jpg)

![](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2020/11/facebook-analytics-engagement-metric.png)

![](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2020/11/facebook-analytic-age-gender.png)

สำหรับวิธีการเข้าไปดูเพียงแค่กดเข้าไปยัง แถบด้านบนและเลื่อนหา Analtyics ตามรูปตัวอย่างนี้เลย

![](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2020/11/วิธีเข้า-Facebook-Analytics-1-1386x800.png)

โดยเราสามารถใช้ Facebook Analytics สร้าง Audience ที่มีเงื่อนไขได้ซับซ้อนกว่าการสร้างใน Ads Manager ได้ด้วยตัวอย่างเช่น

- ต้องการ Retarget หาเฉพาะคนที่ comment เท่านั้น

- ต้องการ Retarget หาเฉพาะคนที่ share เท่านั้น

- ต้องการ Retarget หาคนที่ comment ด้วยและก็เกิด conversion ด้วย

ตัวอย่างการนำไปใช้ สมมติว่าเรามีสร้างโพสนึงขึ้นมาและเราต้องการให้โพสนี้มีคน comment เยอะๆ เราก็อาจจะ Retarget ไปหา Audience ที่เคย comment เรามาแล้วหรืออาจจสร้าง [Lookalike จาก Audience ที่เคย comment](https://nerdoptimize.com/facebook-lookalike-audience/) มาแล้วก็ได้

นอกจากนี้ Facebook Analytics ยังดู Action ของ User เป็นแบบ Funnel ได้ด้วย เช่น เราอยากรู้พฤติกรรมของคนที่เคย comment ว่าเค้าเกิด Action ตามที่เราให้เกิดมั้ย สมมติว่าผมอยากรู้ว่าคนที่ comment แล้วเนี่ยเค้าไปเว็บไซต์กี่คนหลังจาก comment และหลังจากเข้าเว็บแล้วเกิดการ Add to Cart และจบด้วยการ Purchase เป็นจำนวนกี่คน

![](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2020/11/facebook-analytics-funnel-metric-1400x526.png)

จากในรูปจะเห็นว่าคนที่ comment และไปเว็บไซต์นี่หายไปตั้ง 90% มีแค่ 10% เท่านั้นหลังจาก comment และถึงไปเว็บไซต์ แต่ในขณะเดียวกันหลังจากเข้าเว็บแล้วทำการ Add to Cart มีมากถึง 30% และจบด้วยการ Purchase 17% จากกรณีนี้ผมจะสรุปเลยว่าคนที่ comment และไป Purchase จริงๆมีน้อยมากการ comment กับการ purchase แทบไม่มีความสัมพันธ์กันเลย แต่การที่ทำให้คนเข้าเว็บไซต์ต่างหากที่สำคัญ ดังนั้นผมจะปรับกลยุทธ์โดยการให้คนเข้าเว็บไซต์มากขึ้นไม่ใช่ comment

ถ้าใครอยากรู้ลึกเรื่องการทำ Retarget แบบจัดเต็มทุกกลยุทธ์ที่ผมใช้ และการสร้าง Audience โดยใช้ Facebook Analytics ผมก็ขอแนะนำคอร์ส Facebook Retarget – Full Strategy [https://nerdoptimize.com/facebook-retargeting-full-strategy/](https://nerdoptimize.com/facebook-retargeting-full-strategy/) (ขอขายของหน่อย 555)

**สรุปแล้ว Facebook Pixel มันดียังไง กันแน่**

สำหรับคนที่ทำ Marketing ผ่านการใช้ Facebook Platform ไม่ว่าจะเป็นเจ้าใหญ่ขนาด E-Commerce หรือ SME แบบบ้านๆ หากคุณมีเว็บไซต์แล้วยังไม่ติด Facebook Pixel นั่นแสดงว่าคุณพลาดอะไรบางอย่างไปแล้วแหละ

- คุณพลาดที่จะเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าหรือกลุ่มเป้ายหมายคุณ

- คุณพลาดที่จะเก็บ Audience กลุ่มคนที่ใช้เวลาอ่านบทความบนเว็บไซต์คุณกว่า 2 นาที

- คุณพลาดที่ไม่สามารถวัดผลลัพธ์จากยอดขายในเว็บไซต์คุณได้

- คุณพลาดที่จะส่งโฆษณาไปยังลูกค้าที่กดสั่งซื้อสินค้าใส่ตะกร้าไว้แล้ว แต่ต้องลงรถไฟฟ้าสถานีหน้าเลยไม่กด Purchase และลืมไปว่าจะซื้ออะไร

วันนี้ยังไม่สายเกินไปที่จะติด FB Pixel เอาไว้ ถึงแม้คุณจะไม่ได้โฆษณาบน FB ในวันนี้ แต่ถ้ามีเอาไว้แล้ววันพรุ่งนี้คุณก็มีแต้มต่อและพร้อมกว่าคนอื่นแล้ว

								
				
					
		
					
		
				
						
					
			
							
		
					
		
				
		
- [FacebookFacebook](https://www.facebook.com/share.php?u=https%3A%2F%2Fnerdoptimize.com%2Ffacebook%2Ffacebook-pixel%2F)
- [LINELine](https://lineit.line.me/share/ui?url=https%3A%2F%2Fnerdoptimize.com%2Ffacebook%2Ffacebook-pixel%2F)

ค้นหา บทความอื่นๆ

Search

About NerdOptimize

AI Search & SEO Agency Awards

เราคือ AI Search & SEO Agency ที่ได้รับการการันตีกลยุทธ์จากรางวัลระดับโลกอย่าง Global Search Award และ APAC Search Award

60+ Employees

Global award Guaruntee

Global Search Awards 2025 : Winner Best Use of Search – Real Estate & Property: Large

APAC Search Awards 2026 : Finalist Best Use of Search – Real Estate & Property

ผู้เขียน

Picture of ไอซ์ - ศิริพงษ์ กลิ่นขจร
ไอซ์ - ศิริพงษ์ กลิ่นขจร

ผู้บริหารและนักการตลาดสาย SEO ที่เชี่ยวชาญเรื่อง Marketing Strategy สนใจเกี่ยวกับ Search Engine & AI Algorithms เป็นพิเศษ และเชื่อเสมอว่าทุกอย่างสามารถพิสูจน์ได้ด้วย Data

LinkedIn
Picture of ไอซ์ - ศิริพงษ์ กลิ่นขจร
ไอซ์ - ศิริพงษ์ กลิ่นขจร

ผู้บริหารและนักการตลาดสาย SEO ที่เชี่ยวชาญเรื่อง Marketing Strategy สนใจเกี่ยวกับ Search Engine & AI Algorithms เป็นพิเศษ และเชื่อเสมอว่าทุกอย่างสามารถพิสูจน์ได้ด้วย Data

LinkedIn

แชร์บทความนี้:

บทความที่คุณ อาจสนใจ

International SEO คืออะไร?

International SEO คืออะไร? เผยทุกขั้นตอนการทำ SEO สำหรับการทำธุรกิจที่ต้องการลูกค้าจากต่างประเทศ

international seo คืออะไร แตกต่างกับการทำ SEO แบบปกติอย่างไร เรียนรู้เทคนิคและขั้นตอนการทำ SEO สำหรับเจาะตลาดต่างประเทศ ฉบับละเอียด

อ่านบทความ ➝
Google Trends คืออะไร

Google Trends คืออะไร พร้อมวิธีใช้เพื่อหาไอเดียทำการตลาดออนไลน์

Google Trends คืออะไร ใช้ทำอะไรได้บ้าง ดูวิธีการใช้ และประโยชน์ของ Google Trend เหมาะสำหรับนักการตลาด คนทำธุรกิจ และคนทำคอนเทนต์มือใหม่

อ่านบทความ ➝
Schema Markup คืออะไร สำคัญยังไงกับการทำ SEO

Schema Markup คืออะไร มีกี่ประเภท ดูวิธีการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับที่ดีขึ้น

Schema Markup คือ เทคนิคเสริมที่ช่วยในการทำ SEO แค่คิดตั้งโค้ดก็ช่วยในเรื่องการจัดอันดับ การคลิก และการแสดงผล มาดูกันว่าทำได้ยังไง มีเทคนิคอะไรบ้างในบทความนี้

อ่านบทความ ➝
Scroll to Top