Home - Ai - เจาะลึก AI Search คืออะไร พร้อมแนวทางทำ AI SEO ให้ AI Mention อัปเดตล่าสุด 2026

เจาะลึก AI Search คืออะไร พร้อมแนวทางทำ AI SEO ให้ AI Mention อัปเดตล่าสุด 2026

AI Search คืออะไร ดูวิธีทำ AI SEO ปี 2026
View as:

ทุกวันนี้คุณใช้วิธีการหาข้อมูลแบบไหน ใช้ Google กันอยู่เหมือนเดิมหรือว่าเปลี่ยนไปใช้ AI Search กันแทนแล้ว? แน่นอนว่า หลายคนคงจะเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมไปไม่มากก็น้อย จากการค้นหาด้วย Search Engine สู่ Answer Engine ที่ผู้ใช้พิมพ์คำถามยาว ๆ แบบภาษาพูด และอยากได้คำตอบที่มีให้ครบจบในหน้าเดียว

และพฤติกรรมนี้เองทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Zero-Click Searchที่ผู้ใช้ได้คำตอบสรุปจาก Generative AI หรือ AI Overview บนหน้าค้นหาเลย โดยไม่ต้องคลิกเข้าเว็บไซต์ให้เสียเวลา ส่งผลให้เว็บไซต์ที่ยังทำ SEO แบบเดิม ๆ มีโอกาสที่จะ Traffic ลดลง แม้จะยังติดอันดับที่ดีอยู่ก็ตาม

และนี่คือเหตุผลที่ปี 2026 คุณต้องรู้จัก AI SEO เทคนิคใหม่ที่จะช่วยให้ AI กล่าวถึงแบรนด์ในคำตอบ (AI Mention) มากขึ้น ซึ่งจะทำได้ยังไง? สรุปแล้ว AI Search คืออะไร มีกี่ประเภท และกลยุทธ์ที่ควรเริ่มทำวันนี้มีอะไรบ้าง บทความนี้เราสรุปทุกเรื่องที่ควรรู้ไว้ให้ครบแล้ว!

Highlight 

  • AI Search กำลังพาคนย้ายจาก Search Engine ไปสู่ Answer Engine จนเกิด Zero-Click Search และเว็บมีสิทธิ์ Traffic ลดลงได้แม้อันดับจะยังดีอยู่ก็ตาม
  • AI Search คือการทำให้ LLMs เข้าใจ Intent และ Context เพื่อให้คำตอบที่ตรงกว่าเดิม ดังนั้นคอนเทนต์ต้องเขียนให้ชัด เจาะจง ตอบคำถามในทันทีและลดความคลุมเครือให้ได้
  • AI Search ส่วนใหญ่ตอบผ่าน RAG ที่เป็นกระบวนการดึงข้อมูลจริงก่อนแล้วค่อยนำมาสรุป และจะแตกคำถามเป็น Query Fan-Out ดังนั้นถ้าเว็บคุณไม่ติดใน Sub-Query สำคัญ ก็ถูกหยิบไปตอบยากขึ้น
  • เป้าหมายสุดท้ายของ AI Search คือ AI Mention หรือ AI Visibility และผลลัพธ์เชิงธุรกิจ เช่น การลดต้นทุน เพิ่มการมองเห็น ไปจนถึงการทำให้เกิดการตัดสินใจซื้อได้ 

เช็กเทรนด์การเติบโตของ AI Search ปี 2026

จากข้อมูลผลการค้นหาจะเห็นว่า Search Volume ของ Keyword ที่เกี่ยวข้องกับ AI ทั้ง Chatgpt, AI Overview Perplexity, Claude และ AI Mode มีแนวโน้มการเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในระดับโลก และในประเทศไทย

การเติบโตของ AI Search ทั่วโลก

การเติบโตของ AI Search ในไทย

ซึ่ง Keyword ที่คนค้นหาจะมีเจตนาการค้นหา (Search Intent) ในการหาคำตอบว่า แพลตฟอร์มหรือฟีเจอร์ AI เหล่านี้คืออะไร ใช้ยังไง นั่นหมายถึง AI Search กำลังขยับขึ้นมาเป็นช่องทางการค้นหาและการค้นพบข้อมูล (Discovery Channel) ที่สำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ และตอกย้ำให้เห็นว่า นี่ไม่ใช่กระแสที่เกิดขึ้นกับ AI ในบางเจ้าเท่านั้น แต่เป็นการเปลี่ยนรูปแบบ Search ทั้งระบบจากเดิมที่คนจะค้นหาแล้วคลิกเข้าเว็บไปหาคำตอบเอง สู่การที่ถามแล้วรับคำตอบทันทีด้วย AI มากขึ้น 

แน่นอนว่าในช่วงที่กระแส AI มีกราฟขาขึ้นแบบนี้ ธุรกิจไหนที่รู้ตัวเร็ว ปรับตัวก่อน และเข้ามาเล่นในสนามการค้นหาผ่าน AI Search ก่อนคนอื่น ๆ ได้ ก็จะมีโอกาสจะได้ส่วนแบ่งการตลาดใหม่ ๆ ที่มากกว่าคนเริ่มช้า หรือคนที่ยังคงทำการตลาดแบบเดิม ๆ

AI Search คืออะไร?

AI Search คืออะไร
ที่มาภาพ: https://www.botify.com/insight/ai-search-llms-and-live-retrieval

AI Search คือ การใช้ Large Language Models (LLMs) มาประมวลผลเจตนา (Intent) และบริบท (Context) ของผู้ใช้งานเสิร์ช เพื่อให้ได้คำตอบที่ตรงกับจุดประสงค์การค้นหาและนำไปใช้งานจริงได้มากขึ้น โดยมีแกนหลักของการทำงานอยู่ 4 แกน คือ

1. Semantic Intent Precision 

การที่ระบบจะช่วยตีความเจตนาและบริบทของการค้นหาว่า คนที่พิมพ์คำถามประมาณนี้ต้องการคำตอบว่าอะไรจริง ๆ แล้วค่อยตอบคำถาม ทำให้ผู้ใช้ได้คำตอบใกล้เคียงความต้องการจริงมากขึ้น เนื่องจาก AI ช่วยตัดความคลุมเครือของคำตอบออกไปให้แล้วนั่นเอง ตัวอย่างเช่น คนใช้ AI ถามเรื่องที่เกี่ยวกับ apple ระบบก็ดูบริบทว่าอยากได้ Apple (บริษัท) หรือ Apple (ผลไม้)

2. Research & Synthesis 

AI Search จะทำหน้าที่ช่วยสรุปข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือจากหลากหลายแหล่งแล้วทำการสังเคราะห์ข้อมูลนั้นออกมาเป็นคำตอบเดียวให้เลยทันที ทำให้ผู้ใช้งาน AI ไม่ต้องเสียเวลาไป Research เองอีกต่อไป

3. Conversational Experience Flow 

การใช้ AI Search จะไม่จบในคำถามเดียว แต่มักทำ 2 อย่าง คือ ถามกลับเพื่อเก็บบริบท และเสนอคำถามต่อยอดให้ผู้ใช้ไปถึงคำตอบที่ใช้งานได้จริง การใช้งานจึงราบรื่น และได้คำตอบที่มีความเป็นธรรมชาติคล้ายกับการพูดคุยกับมนุษย์มากกว่าเดิม

4. Personalized Content 

AI Search ที่รู้ข้อจำกัดหรือความชอบของคนที่กำลังค้นหา จะทำให้ได้คำตอบที่มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น ถ้าคุณเป็นมังสวิรัติ เมื่อคุณเสิร์ชหา “ร้านอร่อยใกล้ฉัน” AI จะคัดเฉพาะร้านที่มีเมนูมังสวิรัติในบริเวณที่คุณอยู่มาให้คุณโดยอัตโนมัติได้เลย

AI Search ต่างจาก Traditional Search แบบเดิม ๆ ยังไง?

หัวข้อTraditional SearchAI Search
Query Styleค้นหาด้วย Keyword สั้น ๆค้นหาเป็นประโยคยาว, รูปประโยคคำถาม
Query Exampleรองเท้าวิ่ง ผู้หญิงชุดทำงานรองเท้าวิ่งผู้หญิงสำหรับเท้ากว้าง งบไม่เกิน 3,000 ใส่วิ่ง 10K รุ่นไหนดี
Search Focusคำตรง, ความถี่ของคีย์เวิร์ดIntent และบริบทของผู้ค้นหา
Search Engine ProcessIndex → Ranking → แสดงลิงก์ทำความเข้าใจคำถาม → สังเคราะห์ข้อมูล → สรุปคำตอบ
Content Sourceเว็บไซต์แต่ละหน้าแยกกันหลายแหล่งข้อมูลพร้อมกัน
SERP LayoutList of Links (Blue Links)Summarized Answers / AI Overview
User Interactionคลิกหลายเว็บ อ่านเอง และสรุปเองอ่านคำตอบที่ AI สรุปมาให้
Click Behaviorต้องคลิกเข้าเว็บไซต์อาจไม่คลิกเว็บเลย (Zero-Click Search)
Primary Goalหาเว็บที่เกี่ยวข้องได้คำตอบที่จบและใช้งานได้ทันที
Brand Advantageแข่งกันแย่งอันดับแข่งกันให้ AI เลือกและอ้างอิง

ก่อนจะไปเรียนรู้เทคนิคการทำ AI Search อยากให้ทุกคนทำความเข้าใจถึงลักษณะการค้นหาที่เปลี่ยนไป เพราะถ้าเรายังคิดแบบยุคการทำเว็บไซต์ว่าแค่ทำให้ติดอันดับแล้วจบ เราจะพลาดประเด็นสำคัญที่สุดของยุคนี้ไป นั่นคือ AI Search ไม่ได้แค่พาคนไปหาเว็บ แต่พยายามตอบให้จบเลยบนหน้าเดียวโดยไม่ต้องคลิกเข้าเว็บอีกต่อไป โดยมีความแตกต่างของลักษณะการค้นหาระหว่าง AI Search VS Traditional Search ดังนี้

ความแตกต่างระหว่าง AI Search กับ Traditional Search
ที่มาภาพ: https://writesonic.com/blog/what-is-ai-search

1. Keywords vs. Natural Conversations 

Traditional Search เดิมที่เรารู้จักคือ การที่คนจะค้นหาด้วย Keyword สั้น ๆ เช่น รองเท้าวิ่ง ผู้หญิง, ชุดทำงาน ฯลฯ แล้วค่อยไล่คลิกอ่านหลายเว็บไซต์เพื่อประกอบเป็นคำตอบเอง แต่ในการใช้งาน AI Search คนจะคุยกับ AI เพื่อทำการค้นหามากขึ้น เช่น ค้นหาความต้องการเป็นคำถามอย่าง รองเท้าวิ่งผู้หญิงสำหรับเท้ากว้าง งบไม่เกิน 3,000 ใส่วิ่ง 10K แนะนำรุ่นไหนดี?, ทำ AI SEO ยังไงให้ติด AI Overview และถูกพูดถึงใน ChatGPT? ฯลฯ ซึ่งการค้นหาแบบนี้จะทำให้เราเห็น Intent ที่ชัดขึ้น AI จึงให้คำตอบได้ตรงกว่า พร้อมสำหรับนำไปใช้งานได้ทันที

2. Index Ranking vs. Contextual Synthesis 

Traditional Search ทำงานเป็นขั้นตอนเริ่มจาก…

  1. เก็บเว็บไว้ในดัชนี (Index) 
  2. จัดอันดับ (Ranking) 
  3. ทำการเรียงลำดับเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง (Ranking) 1, 2, 3… 
  4. คนอ่านทำการตัดสินใจเลือกอ่านข้อมูลและสรุปเอาเองจากการคลิกเว็บไซต์เข้าไปดู

ส่วน AI Search จะทำงานต่างออกไปโดยจะเริ่มจาก…

  1. AI จะทำความเข้าใจคำถามและบริบทเพิ่มเติม 
  2. ดูข้อมูลจากแหล่งอ้างอิงที่เกี่ยวข้อง (อาจมาจากเว็บหลายหน้า ไม่ใช่หน้าเดียว) 
  3. ทำการสังเคราะห์ข้อมูลออกเป็นคำตอบเดียว พร้อมแหล่งอ้างอิง

3. List of Links (Blue Links) vs. Summarized Answers (AI Overviews)

ภาพจำเดิมของ Traditional Search คือ การทำ Blue Links จำนวนมาก ผู้ใช้ต้องคลิกเข้า-ออกหลายเว็บไซต์ถึงจะได้คำตอบครบ แต่สำหรับ AI Search ผู้ใช้จะเห็นกล่องคำตอบที่อยู่บนสุดของผลการค้นหา ที่สรุปข้อมูลมาให้เบ็ดเสร็จเลย ทำให้เกิด Zero-Click Search แบบที่ไม่จำเป็นต้องคลิกเข้าเว็บไซต์ ทำให้ Traffic จากบางคีย์เวิร์ดจึงมีสิทธิ์ลดลง แม้อันดับจะยังติดดีอยู่ก็ตาม

RAG (Retrieval-Augmented Generation) กระบวนการได้มาซึ่ง “คำตอบ” ของ AI Search

เวลาที่เราใช้ AI Search เช่น AI Overviews, Perplexity, ChatGPT ฯลฯ ระบบของ AI จะไม่ได้เดาข้อมูลจากความจำที่มีอยู่ในโมเดลเพียงอย่างเดียว แต่ส่วนใหญ่จะใช้กระบวนการที่เรียกว่า RAG (Retrieval-Augmented Generation) หรือการดึงข้อมูลจริงมาก่อน แล้วค่อยให้ AI เรียบเรียงคำตอบ เพื่อให้ตอบได้แม่นขึ้นและอ้างอิงแหล่งข้อมูลได้ โดย RAG Model จะมีกระบวนการทำงาน ดังนี้

RAG (Retrieval-Augmented Generation)

1. Retrieval

จะเป็นขั้นตอนของการที่ AI ไปหาข้อมูลมาก่อนแล้วจึงค่อยตอบคำถาม โดยจะเริ่มจากการที่ผู้ใช้พิมพ์คำถาม (Query) หลังจากนั้นระบบจะทำการตีความ Intent หรือ Context และจะไปดึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากแหล่งต่าง ๆ เช่น เว็บไซต์, เอกสาร, Knowledge Base หรือผลการค้นหา เพื่อเอามาเป็นหลักฐานในการตอบ (ไม่ใช่ตอบจากความรู้ใน LLM ล้วน ๆ)

จุดสำคัญของ Retrieval ในยุค AI Search คือ Query Fan-Out ที่ถ้าถามอะไรซับซ้อน ระบบมักไม่ค้นหาคำตอบจากคำถามเดียว แต่จะแตกคำถามเป็น Sub-Query ย่อย ๆ เพื่อไปหาข้อมูลได้ลึกและรอบด้านยิ่งขึ้น เช่น คำถามคือ AI Search กระทบ SEO ยังไง และควรวัดผลอะไรบ้าง? AI อาจ Fan-Out เป็น Sub-Query เช่น Zero-click search คืออะไร, AI Overviews ส่งผลต่อ CTR ยังไง ฯลฯ แล้วไปดึงข้อมูลแต่ละส่วนมาเป็นคำตอบเดียวให้เลย

2. Augmentation

จะเป็นการมัดรวมข้อมูลเข้ากับคำถามเดิม โดยหลังจากที่เราได้ข้อมูลดิบ (Raw Data) มาแล้ว ระบบจะเอาข้อมูลเหล่านั้นมาจัดชุดให้เป็นบริบท (Context) แล้วผูกกลับเข้ากับคำถามเดิมของผู้ใช้ เพื่อให้ LLM ตอบแบบมีหลักฐานรองรับ เรียกง่าย ๆ คือ grounding ยกตัวอย่างเช่น 

ผู้ใช้งาน AI Search พิมพ์ถามว่า พรุ่งนี้ฝนตกไหม?

AI ดึงข้อมูลพยากรณ์อากาศได้ว่า พรุ่งนี้กรุงเทพฯ ฝนตก 80%

ขั้น Augmentation จะเหมือนระบบสร้างคำสั่งใหม่ว่า จากข้อมูลพยากรณ์อากาศที่หามาได้ว่าฝนจะตก 80% จงตอบคำถามที่ว่าพรุ่งนี้ฝนตกไหม

3. Generate

เมื่อมีทั้งคำถามและข้อมูลอ้างอิงที่ถูกต้องแล้ว LLM จะทำหน้าที่เขียนคำตอบให้เป็นภาษาคน อ่านง่าย และมักแนบ Citations (อ้างอิงแหล่งข้อมูล) เพื่อให้ผู้ใช้คลิกตรวจสอบต่อได้ว่านำข้อมูลนั้นมาจากไหน

จากขั้นตอน Retrieval ในข้อแรก AI จะไปเก็บข้อมูลจากเว็บที่หาเจอและเชื่อถือได้มาเท่านั้น หากเกิด Query Fan-Out เว็บไซต์คุณต้องไปติดใน Sub-Query เหล่านั้นด้วย ไม่อย่างนั้น AI ก็ไม่มีเหตุผลจะดึงเว็บคุณไปเป็นคำตอบ ทำให้โอกาสได้ AI Mention หรือ AI Visibility ลดลงด้วย

อยากรู้ว่าเวลาคนถามเรื่องธุรกิจคุณ AI มักแตกเป็น Sub-Query แบบไหน? ลองเล่น Query Fan-Out Tool ของ NerdOptimize ได้ฟรี และเอาผลไปใช้วางคอนเทนต์ FAQ หรือ Topic Cluster ให้ครอบคลุม Sub-Query ที่ AI มักเลือกมาเป็นคำตอบได้ 

ลองเล่นได้ฟรี : https://nerdoptimize.com/tools/query-fan-out-tool/

AI Search มีกี่ประเภท?

โดยภาพรวมแล้ว AI Search สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก ๆ ตามรูปแบบของการแสดงคำตอบ และพฤติกรรมการใช้งาน ดังนี้

1. AI Answer (AI Overviews)

ประเภทแรกคือ AI Answer หรือที่หลายคนคุ้นในชื่อ AI Overviews ซึ่งเป็นการนำ AI มาผสานเข้ากับ Google Search โดยตรง เป้าหมายหลักคือการสรุปคำตอบให้จบบนหน้าผลการค้นหาได้เลย เพื่อช่วยให้ผู้ใช้ได้คำตอบเร็วขึ้น

จุดเด่นของ AI Answer คือจะแสดงคำตอบอยู่ด้านบนสุดของผลการค้นหา พร้อมลิงก์อ้างอิงบางแหล่ง จึงเหมาะกับคำถามที่ต้องการคำตอบแบบสั้น กระชับ หรือเป็นภาพรวม ซึ่งช่วยลดขั้นตอนการไล่คลิกหลายเว็บ ทำให้ผู้ใช้ตัดสินใจได้ไวขึ้นนั่นเอง

2. AI Generative (ChatGPT, AI Mode, Claude, Perplexity)

ประเภทที่สองคือ AI Generative ซึ่งอยู่ในรูปแบบของการพิมพ์ถามในลักษณะ Chat โดยจะใช้ในกรณีการตอบคำถามที่ซับซ้อน หรือต้องการให้ AI ช่วยคิดและวิเคราะห์มากกว่าการสรุปสั้น ๆ แบบ AI Answer

จุดเด่นของ AI Generative คือ การให้คำตอบแบบเป็นขั้นตอน จากการที่ AI โต้ตอบได้ต่อเนื่อง พร้อมกับ follow-up เพื่อเก็บเงื่อนไขเพิ่มเติม และปรับคำตอบให้ตรงขึ้น จึงเหมาะกับคำถามที่มีหลายเงื่อนไข ต้องการเปรียบเทียบ วิเคราะห์ หรือขอแผนงานให้ AI ช่วยคิดให้

กลยุทธ์ AEO GEO ทางรอดในยุค AI Search 

ยุคที่ AI Search เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทำให้เราต้องทำ SEO AEO GEO ควบคู่กันไป ซึ่งหลายคนอาจจะรู้จัก SEO กันอยู่บ้างแล้ว แต่ AEO และ GEO คืออะไร มาดูสรุปความหมาย และวิธีการทำได้เลย ดังนี้

AEO (Answer Engine Optimization) 

กลยุทธ์ AEO คือ วิธีการทำให้เว็บไซต์ถูกกล่าวถึงใน AI overview และ Feature Snipped เป็นหลักโดย NerdOptimize ได้ทำบทความวิธีการทำงานของ AI overview ไว้แล้วสามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดเชิงลึกได้ที่ Key Pathway AI Overview

วิธีการทำ AEO แบ่งออกเป็น 4 หัวข้อดังนี้

  1. Top 2 Rank
Target Query : เว็บไซต์ต้องอยู่ใน 2 อันดับแรกใน Target keyword เป็นสัญญาณที่แรงที่สุดที่ทำให้ AI เข้ามาเก็บข้อมูลบนเว็บไซต์
  2. High-Quality Information : Content ต้องมีประโยชน์ตามหลัก E-EAT Factor และต้องเป็น Original Content ไม่ใช่ Content ที่ Copy คนอื่นมา
  3. Relevant
Content : Content ต้องมีความเกี่ยวข้องกับ Query
  4. Relevant
Content from media : มีตัวตนและมีการทำ Content บน Social Media เช่น TikTok, YouTube, Facebook เนื่องจากหลายครั้ง AI overview มีการนำข้อมูลที่เป็นรีวิวจาก Social Media มาประกอบในการตอบคำถาม 

GEO (Generative Engine Optimization) 

กลยุทธ์ GEO คือ การทำให้เว็บไซต์ถูกกล่าวถึงใน Generative Engine เช่น ChatGPT, Claude AI, AI Mode, Perplexity โดยอ้างอิงจากหลักการทำงานแบบ RAG

วิธีการทำ GEO แบ่งออกเป็น 4 หัวข้อดังนี้

  1. Query Fan-Out : ดูว่าเว็บไซต์ของคุณมีโอกาสถูกกล่าวถึงด้วยพรอมต์ (Prompt) อะไรบ้างเพื่อเป็นแนวทางในการทำ Content ในเว็บไซต์
  2. AI Knowledge Base : การปรับปรุงเว็บไซต์ให้มีโครงสร้างดี และเนื้อหาชัดเจน เพื่อให้บอทของ AI เข้ามาเก็บข้อมูล
ไปสร้างเป็นคลังความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการตอบคำถามที่แม่นยำ
  3. Freshness Content : การสร้างคอนเทนต์ใหม่ ๆ สม่ำเสมอ (On-page) และทำให้เว็บไซต์เป็นที่รู้จักภายนอก (Off-page) จะช่วยให้ AI ค้นเจอและเลือกใช้เว็บของเราเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ เพื่อนำข้อมูลที่สดใหม่ที่สุดไปสร้างคำตอบ
  4. Local SEO : การติดอันดับในคำที่เกี่ยวข้อง ช่วยยืนยันว่าเว็บไซต์และธุรกิจนี้ เชี่ยวชาญในหมวดนั้นจริง ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญในการถูกเลือกเป็น entity ที่น่าเชื่อถือ

หากอยากรู้ว่าเว็บไซต์ของคุณมีโครงสร้างที่ดีต่อ AI Search หรือไม่ NerdOptimize ได้ทำเครื่องมือตรวจสอบเว็บไซต์เพื่อดูว่าเว็บไซต์ของคุณหร้อมกับ AI Search แล้วหรือยัง? สามารถไปลองเล่นกันได้ครับ

สรุป AI Search คืออะไร สำคัญแค่ไหนกับธุรกิจ

AI Search คือรูปแบบการค้นหายุคใหม่ที่กำลังจะทำให้พฤติกรรมผู้ใช้เปลี่ยนจากการค้นหาบน Search Engine แล้วคลิกเว็บไซต์เพื่ออ่านข้อมูลเอง ไปสู่อ่านคำตอบสรุปบนหน้าเดียวจาก Generative AI มากขึ้นเรื่อย ๆ และนี่คือจุดที่ธุรกิจต้องปรับตัว เพื่อให้แบรนด์ถูกกล่าวถึงและถูกอ้างอิงในคำตอบของ AI มากขึ้น

ขณะเดียวกัน เมื่อเกิด Zero-Click Search มากขึ้น ทำให้จำนวนคลิกอาจลดลงแต่คลิกที่ยังเข้ามามักมี intent สูงกว่าเดิม การทำ SXO (Search Experience Optimization) ควบคู่กัน ทั้งการทำให้เว็บไซต์โหลดไว อ่านง่าย และพาไปสู่ Conversion จะช่วยเปลี่ยน Traffic คุณภาพจาก AI Visivility ให้เป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง

ถ้าคุณอยากเริ่มทำให้แบรนด์ถูกพูดถึงใน AI Search แบบเป็นระบบ ทีม NerdOptimize มีบริการทั้ง SEO Service และ AI Search, AI SEO Service ตั้งแต่การวิเคราะห์โอกาสคีย์เวิร์ด-Query Fan-Out, ปรับโครงสร้างคอนเทนต์ให้ AI ดึงไปใช้ได้ง่าย ไปจนถึงการติดตามผล AI Visibility เพื่อให้คุณเห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้มากขึ้นในระยะยาว

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ AI Search

5 เครื่องมือ AI Search ที่น่าสนใจ ใช้ดี แถมฟรี!

  1. Google AI Overview: AI Search ของ Google ที่จะสรุปคำตอบให้บนหน้า Google Search ตำแหน่งด้านบนสุด เหมาะกับการหาคำตอบแบบเร็ว ๆ และดูภาพรวมก่อนคลิกเข้าไปอ่านแหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม
  2. ChatGPT (OpenAI): เป็น Generative AI ที่เหมาะกับการถามคำถามซับซ้อน เพื่อให้ AI ช่วยคิด วิเคราะห์ และแตกประเด็น พร้อมใช้ทำสรุป วางแผน และขอ step-by-step ด้วยการ Prompt ถาม
  3. Perplexity AI: เป็น Generative AI ที่เหมาะกับการค้นข้อมูลแล้วสรุปให้พร้อมแหล่งอ้างอิง ส่วนใหญ่จึงใช้ในการ Research ที่อยากได้คำตอบไวและอยากตรวจสอบที่มาข้อมูลต่อได้ทันที
  4. Claude (Anthropic): เป็น Generative AI ที่ถนัดงานอ่านและสรุปเนื้อหายาว ๆ หรือเอกสารจำนวนมาก พร้อมเรียบเรียงข้อความได้ดี เหมาะกับคนที่ต้องการความละเอียดและความลื่นของภาษาในการตอบเป็นหลัก
  5. Gemini (Google): มีจุดเด่นที่เชื่อมต่อกับระบบของ Google ได้ดีทำให้เรียกใช้ข้อมูลจากข้อมูลบน Google และบัญชีของ Google ได้ง่าย ช่วยทำให้ Workflow การทำงานที่เกี่ยวข้องกับบริการของ Google มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เป็นบริษัทเล็ก ๆ ทำ AI Search จะเห็นผลไหม?

คำตอบคือเห็นผลได้ เพราะถึงแม้ธุรกิจใหญ่จะได้เปรียบในด้านความน่าเชื่อถือ (Authority) แต่ AI Search ถูกออกแบบมาเพื่อหาคำตอบที่ดีที่สุด 

ดังนั้นบริษัทเล็กยังมีโอกาสชนะได้ ถ้ารู้แล้วว่าเว็บไซต์เชี่ยวชาญเรื่องอะไร และจะสามารถตอบคำถามได้ครบ ลึก และละเอียดมากพอ ซึ่งนับเป็นการทำ Niche Market และสร้างคอนเทนต์ที่มาจากประสบการณ์จริง (Experience) แบบเจาะลึก พร้อมตอบคำถามเฉพาะทางที่เว็บใหญ่ไม่ค่อยทำหรือทำแบบกว้าง ๆ ได้ดีกว่า และยังทำให้มีโอกาสสูงที่ AI จะหยิบไปอ้างอิงหรือกล่าวถึงเป็นคำตอบของ AI Mention ได้มากขึ้นด้วย

เราจะวัดผลจาก AI Search ได้ยังไง?

การวัดผล AI Search จะต้องเน้นดูว่า AI พูดถึงเราไหม มี Traffic เข้าเว็บไซต์จาก AI บ้างหรือเปล่า โดยวิธีวัดผลที่ทำได้ทันทีมี 3 ระดับ คือ 1) ดู Traffic และพฤติกรรมบนเว็บ 2) ดูคีย์เวิร์ดและการมองเห็นบน Google และ 3) เช็กการถูกอ้างอิงบน AI Platform เพิ่มเติม

ซึ่งปัญหาที่ตามมาคือ เครื่องมือทั่วไปจะยังไม่ได้แยกข้อมูลมาให้ชัดเจนว่า Traffic ที่ได้นั้นมาจาก AI Search ดังนั้น จึงต้องทำการ Tracking ข้อมูลเพิ่มจากเครื่องมือ AI Traffic Tracker ของ NerdOptimize เพื่อช่วยดูสัญญาณและแนวโน้มของ Traffic จาก AI Search ได้ง่ายขึ้น พร้อมใช้ประกอบการตัดสินใจว่าเนื้อหาว่าหน้าไหนควรทำเพิ่ม เข้าไปใช้งานเครื่องมือได้เลยที่ AI Traffic Tracker Template – แจกฟรี! ทำการตลาดผ่าน AI ก่อนใคร

ทำ AI SEO จะดีกับธุรกิจยังไง?

AI SEO ช่วยให้คนค้นหาและเจอชื่อแบรนด์ บริการ หรือสินค้าของธุรกิจผ่าน AI Search ได้มากขึ้น ดังนั้น การทำ AI SEO จึงเป็นการทำอันดับแข่งขันบนการเป็นคำตอบที่ AI จะเลือกไปแสดงผลแทนการโฟกัสไปที่ Keyword ที่คนจะค้นหา ทำให้ธุรกิจได้ลูกค้าที่ Intent สูงขึ้นจากการค้นหาที่เจาะจงมากขึ้น จึงช่วยลดต้นทุนการหาลูกค้าในระยะยาวได้นั่นเอง

ค้นหา บทความอื่นๆ

Search

About NerdOptimize

AI Search & SEO Agency Awards

เราคือ AI Search & SEO Agency ที่ได้รับการการันตีกลยุทธ์จากรางวัลระดับโลกอย่าง Global Search Award และ APAC Search Award

60+ Employees

Global award Guaruntee

Global Search Awards 2025 : Winner Best Use of Search – Real Estate & Property: Large

APAC Search Awards 2026 : Finalist Best Use of Search – Real Estate & Property

ผู้เขียน

Picture of ไอซ์ - ศิริพงษ์ กลิ่นขจร
ไอซ์ - ศิริพงษ์ กลิ่นขจร

ผู้บริหารและนักการตลาดสาย SEO ที่เชี่ยวชาญเรื่อง Marketing Strategy สนใจเกี่ยวกับ Search Engine & AI Algorithms เป็นพิเศษ และเชื่อเสมอว่าทุกอย่างสามารถพิสูจน์ได้ด้วย Data

LinkedIn
Picture of ไอซ์ - ศิริพงษ์ กลิ่นขจร
ไอซ์ - ศิริพงษ์ กลิ่นขจร

ผู้บริหารและนักการตลาดสาย SEO ที่เชี่ยวชาญเรื่อง Marketing Strategy สนใจเกี่ยวกับ Search Engine & AI Algorithms เป็นพิเศษ และเชื่อเสมอว่าทุกอย่างสามารถพิสูจน์ได้ด้วย Data

LinkedIn

แชร์บทความนี้:

บทความที่คุณ อาจสนใจ

Link Juice คืออะไร? เคล็ดลับสำคัญที่ช่วยเพิ่มพลังให้ SEO ของคุณ

Link Juice คืออะไร มีความสำคัญอย่างไรกับ SEO จะเริ่มต้นทำอย่างไรได้บ้าง มาดูกันดีกว่าว่าลักษณะของ Link Juice เป็นอย่างไรและจะทำอย่างไรให้ดี บทความนี้มีคำตอบให้คุณ

อ่านบทความ ➝
สถิติที่น่าสนใจในการทำ SEO

รวม 78 SEO Statistics ที่น่าสนใจสำหรับปี 2023 ที่คนทำ SEO ต้องรู้!

รวมสถิติ SEO ที่น่าสนใจทั้งหมด 78 เรื่อง เพื่อให้คุณเตรียมพร้อมสำหรับปี 2023 มีทั้งเรื่อง Ranking Backlink Keyword ฯลฯ มาอัปเดตไปพร้อมๆ กันเลย

อ่านบทความ ➝
เรื่องวุ่นๆ ของการเกิด Duplicate Content บนเว็บไซต์

ข้อควรรู้ Duplicate Content คืออะไร เกิดขึ้นจากอะไร ส่งผลเสียยังไงต่อ SEO

รู้ก่อนอันดับตก! Duplicate Content คืออะไร ทำไมส่งผลเสียกับการทำ SEO จะแก้ Duplicate Content ยังไงดี ดูวิธีตรวจสอบและวิธีแก้ไขได้ในบทความนี้เลย

อ่านบทความ ➝
Scroll to Top