Home - SEO - Bandwidth คือ อะไร? รู้จักแบนด์วิดท์ก่อนทำเว็บไซต์ให้ตอบสนองไวในทุกคลิก!

Bandwidth คือ อะไร? รู้จักแบนด์วิดท์ก่อนทำเว็บไซต์ให้ตอบสนองไวในทุกคลิก!

Bandwidth คือ
เคยสงสัยไหมว่า ทำไมบางเว็บไซต์ถึงโหลดเร็วทันใจ แต่บางเว็บกลับต้องรอจนท้อถึงจะเข้าใช้งานได้?

สำหรับเจ้าของธุรกิจที่ต้องการสร้าง [Web Page](https://nerdoptimize.com/seo/what-is-web-page/) ที่ทั้งสวยงามและใช้งานได้จริง ความเร็ว คือหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม และปัจจัยลึกๆ ที่ส่งผลโดยตรงก็คือ Bandwidth แล้วแบนด์วิดท์ หมายถึงอะไร 

ถ้าเปรียบเทียบง่าย ๆ Bandwidth คือ ปริมาณข้อมูลสูงสุดที่นำส่งจากเซิร์ฟเวอร์มายังผู้ใช้งาน เปรียบเทียบให้เห็นภาพคือ แบนด์วิดท์ คือ ท่อที่ใช้ลำเลียงปริมาณข้อมูลที่จะทำการรับ-ส่ง ดังนั้น การเข้าใจว่า Bandwidth คืออะไร และทำงานอย่างไร จึงเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับใครก็ตามที่กำลังมองหาวิธีทำเว็บไซต์ให้ตอบโจทย์ทั้งในแง่ของผู้ใช้งานและ SEO เพราะไม่ว่าคุณจะมีดีไซน์เว็บไซต์ที่สวยแค่ไหน ถ้าโหลดช้า ลูกค้าก็พร้อมกดปิดเว็บในไม่กี่วินาทีเท่านั้น ซึ่งนักการตลาดและคนทำเว็บไซต์จะต้องรู้อะไรบ้าง ตามไปดูกันต่อได้เลย

Table of Contents
- [Bandwidth (แบนด์วิดท์) คืออะไร ? ](#bandwidth---)
- [Bandwidth แตกต่างจาก Speed อย่างไร](#bandwidth--speed-)
- [Bandwidth มีการทำงานอย่างไร ? ](#bandwidth--)
- [Bandwidth มีความสำคัญอย่างไรกับเว็บไซต์และ SEO ?](#bandwidth--seo-)
- [เทคนิคการเลือก Bandwidth ให้เหมาะกับเว็บไซต์ ต้องพิจารณาอะไรบ้าง ?](#-bandwidth---)
[วิเคราะห์ปริมาณ Traffic ที่คาดว่าจะเข้าเว็บไซต์](#-traffic-)
- [พิจารณาเนื้อหาประเภทของเว็บไซต์](#hd-6a077321047ba)
- [เผื่อ Bandwidth สำหรับช่วงพีค (Peak Traffic)](#-bandwidth--peak-traffic)
- [เลือกโฮสติ้งที่สามารถปรับ Bandwidth ได้ตามต้องการ](#-bandwidth-)
- [ใช้ระบบ Cache และ CDN เพื่อลด Bandwidth](#-cache--cdn--bandwidth)

- [สรุป Bandwidth คืออะไร เกี่ยวกับการทำ SEO แค่ไหน?](#-bandwidth---seo-)

## Bandwidth (แบนด์วิดท์) คืออะไร ? 

แบนด์วิดท์ หรือ Bandwidth คือ ปริมาณข้อมูลสูงสุดที่สามารถถ่ายโอนจากเซิร์ฟเวอร์ไปยังผู้ใช้งานผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในระยะเวลาหนึ่งหน่วย เช่น วินาที โดยทั่วไป Bandwidth จะวัดเป็นหน่วย bps (bit per second) เช่น Mbps หรือ Gbps ขึ้นอยู่กับขนาดของข้อมูลและความเร็วที่ต้องการรองรับ

เมื่อพูดถึงการ[ออกแบบเว็บไซต์](https://nerdoptimize.com/website/tricks-for-website-design/) หรือพัฒนา Web Page ขึ้นมา หลายคนอาจไม่ทันนึกว่า Bandwidth คืออีกหนึ่งองค์ประกอบที่มีผลกระทบโดยตรงต่อประสบการณ์ของผู้ใช้งาน เพราะ Bandwidth ทำหน้าที่เสมือนท่อส่งข้อมูลให้กับเว็บไซต์ ทั้งในส่วนของรูปภาพ วิดีโอ และองค์ประกอบต่างๆ ถ้าท่อนี้รับปริมาณการใช้งานและส่งข้อมูลต่างๆ ได้ดี (หรือก็คือมี Bandwidth สูง) ก็จะทำให้การใช้งานเว็บเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่มีสะดุด แต่ถ้า Bandwidth จำกัด ก็อาจทำให้ผู้ใช้งานต้องรอนาน ส่งผลต่อความพึงพอใจ และอาจทำให้พวกเขาเลือกปิดหน้าเว็บไปในที่สุด

นอกจากนี้ Bandwidth ยังมีบทบาททางอ้อมต่อการทำ [SEO](https://nerdoptimize.com/what-is-seo/) เพราะความเร็วในการโหลดหน้าเว็บ เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ Google ใช้ประเมินอันดับการค้นหาเช่นกัน

![แบนด์วิดท์ คือ](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2025/05/bandwidth-comparison-water-flow-1024x683.webp)

## Bandwidth แตกต่างจาก Speed อย่างไร

แล้ว Bandwidth กับ Speed ต่างกันอย่างไร? มาทำความเข้าใจความหมายของ 2 คำนี้กัน

อย่างที่บอกไปแล้วว่า Bandwidth คือ ปริมาณข้อมูลสูงสุดที่สามารถส่งผ่านจากเซิร์ฟเวอร์มายังผู้ใช้งานได้ภายในระยะเวลาหนึ่งหน่วย เช่น 100 Mbps หมายถึง ในหนึ่งวินาทีสามารถส่งข้อมูลได้สูงสุด 100 เมกะบิต

ส่วน Speed หรือความเร็วอินเทอร์เน็ต คือ ความเร็วจริงที่ผู้ใช้งานรู้สึกได้ขณะใช้งาน เช่น ความเร็วในการโหลดเว็บไซต์ การดูวิดีโอ การดาวน์โหลดไฟล์ ฯลฯ ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัยทำให้ความเร็วนั้นทำงานได้ดีหรือช้า เช่น ระยะทางจากเซิร์ฟเวอร์ ประสิทธิภาพของอุปกรณ์ที่ใช้งาน ฯลฯ 

อธิบายให้เข้าใจง่ายมากขึ้น คือ Bandwidth จะเหมือนกับจำนวนเลนของถนน ซึ่งถ้าเรามีถนนหลายเลน (Bandwidth มาก) ก็จะสามารถรองรับรถได้จำนวนมากในเวลาเดียวกัน ส่วน Speed จะเหมือนกับความเร็วที่รถวิ่งได้บนถนน ถึงแม้ว่าถนนจะมีหลายเลน แต่ถ้าเกิดรถติดหรือมีการจำกัดความเร็ว รถก็ยังวิ่งช้าอยู่ดี

![internet bandwidth](https://nerdoptimize.com/wp-content/uploads/2025/05/internet-speed-vs-bandwidth.png)

ซึ่งการเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Bandwidth กับ Speed จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง สำหรับการวางแผนทำเว็บไซต์และดูแลการใช้งานเว็บไซต์ เพราะหากเลือก Bandwidth ไม่เหมาะสม หรือประเมิน Speed ผิดพลาด อาจทำให้เว็บไซต์โหลดช้า มีปัญหาการเข้าถึง ส่งผลเสียต่อประสบการณ์ผู้ใช้งาน (UX) และยังลดโอกาสในการทำอันดับ SEO ซึ่งอาจกระทบถึงยอดขายและความน่าเชื่อถือของธุรกิจได้ในระยะยาว

## Bandwidth มีการทำงานอย่างไร ? 

เวลามีคนเปิดเว็บไซต์จะเหมือนกับการขอข้อมูลจากเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งจะถูกส่งกลับมาเป็นไฟล์ รูปภาพ หรือวิดีโอ ซึ่ง Bandwidth จะทำหน้าที่เป็นถนนขนข้อมูลจากเซิร์ฟเวอร์ไปหาผู้ใช้งาน ถ้าถนนกว้าง (Bandwidth เยอะ) ข้อมูลก็วิ่งได้พร้อมกันหลายชุด เว็บจึงโหลดเร็ว แต่ถ้าถนนแคบ (Bandwidth น้อย) ข้อมูลต้องรอคิว เว็บจึงโหลดช้า ซึ่งขั้นตอนการทำงานนั้นจะแบ่งออกเป็นอะไรแบบละเอียดบ้างนั้น ตามไปดูพร้อมกันเลยดีกว่า

- **มีคำขอจากผู้ใช้เว็บไซต์ (User Request) **เมื่อมีคนคลิกเปิดเว็บไซต์ เบราว์เซอร์จะส่งคำขอไปยังเซิร์ฟเวอร์ เพื่อเรียกข้อมูลจาก Web Page นั้นๆ

- **เกิดการส่งข้อมูลจากเซิร์ฟเวอร์ **เช่น [HTML](https://nerdoptimize.com/website/what-is-html/), รูปภาพ, CSS, JavaScript ฯลฯ ไปยังอุปกรณ์ของผู้ใช้งาน ซึ่ง Bandwidth จะเป็นตัวควบคุมว่าในแต่ละวินาทีว่าจะส่งได้มากน้อยแค่ไหน

- **ยิ่ง Bandwidth สูง ข้อมูลยิ่งถึงเร็ว **ทำให้หน้าเว็บโหลดไว แต่หาก Bandwidth ต่ำ หรือมีผู้ใช้งานจำนวนมากในเวลาเดียวกัน การโหลดเว็บไซต์อาจช้าลง หรือเกิดการดีเลย์ได้

เห็นถึงการทำงานไปแล้ว หลายคนอาจจะสงสัยว่า Bandwidth ดูตรงไหน? 

คำตอบคือ คุณสามารถดู Bandwidth ที่เว็บไซต์ใช้ได้ผ่านแผงควบคุมของผู้ให้บริการโฮสติ้ง เช่น cPanel, DirectAdmin ฯลฯ หรือใช้เครื่องมือวัดประสิทธิภาพเว็บไซต์ เช่น GTmetrix, PageSpeed Insights ฯลฯเพื่อดูปริมาณข้อมูลที่โหลดในแต่ละหน้า และประเมิน Bandwidth ที่ใช้ไปได้ด้วย

## Bandwidth มีความสำคัญอย่างไรกับเว็บไซต์และ SEO ?

 Internet bandwidth ไม่ได้มีผลแค่เรื่องความเร็วในการโหลด[เว็บไซต์](https://nerdoptimize.com/website/ultimate-guide-for-website/)เท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อประสบการณ์ผู้ใช้งาน และโอกาสในการทำอันดับบน SERPs จากการทำ SEO อีกด้วย โดย Bandwidth จะส่งผลกระทบในเรื่องอะไรบ้างนั้น ลองดูในแต่ละหัวข้อดังต่อไปนี้ได้เลย

- **ส่งผลต่อความเร็วในการโหลด **[**URL**](https://nerdoptimize.com/website/what-is-url/)** ของหน้าเว็บนั้นๆ** หาก Bandwidth ต่ำ การโหลด URL ของแต่ละหน้าเว็บไซต์จะใช้เวลานาน ส่งผลเสียต่อประสบการณ์ผู้ใช้งาน และยังลดคะแนนด้าน Core Web Vitals ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการทำ SEO

- **รองรับผู้ใช้งานจำนวนมากพร้อมกัน** เว็บไซต์ที่มี Internet bandwidth ที่เพียงพอ จะสามารถรองรับผู้เข้าใช้งานจำนวนมากได้ในเวลาเดียวกัน โดยไม่ทำให้เว็บช้าหรือโหลดล่ม ช่วยให้เว็บไซต์ทำงานได้เสถียรในช่วงเวลาที่มี Traffic สูง

- **สร้างประสบการณ์ใช้งาน (UX) ที่ดีขึ้น** เว็บที่โหลดไว ทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกดี ใช้งานได้นานขึ้น ลด Bounce Rate และเพิ่มโอกาสในการเกิด Conversion มากกว่าเว็บที่โหลดช้า

- **มีผลต่อการจัดอันดับ SEO** เพราะ Google ให้ความสำคัญกับความเร็วในการโหลดเว็บไซต์ (Page Speed) ซึ่งส่วนหนึ่งได้รับอิทธิพลจาก Bandwidth หากเว็บไซต์มี Bandwidth เพียงพอและระบบโดยรวมทำงานดีจะช่วยให้หน้าเว็บโหลดไว มีคะแนน Core Web Vitals ที่ดี และยังเอื้อต่อการที่ [Google Bot](https://nerdoptimize.com/seo/what-is-google-bot/)  จะสามารถเข้า Index หน้าเว็บได้อย่างมีประสิทธิภาพ

## เทคนิคการเลือก Bandwidth ให้เหมาะกับเว็บไซต์ ต้องพิจารณาอะไรบ้าง ?

การเลือก Bandwidth สำหรับเว็บไซต์ไม่ใช่แค่เลือกให้มากที่สุดเท่าที่มี แต่ควรคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ เพื่อไม่ให้เสียค่าใช้จ่ายโดยใช่เหตุ และนี่คือ 5 เทคนิคการเลือก Bandwidth ให้เหมาะกับเว็บไซต์ที่คุณควรพิจารณาก่อน ซึ่งจะมีอะไรบ้างนั้น เราได้สรุปไว้ให้แล้วด้านล่างนี้

### วิเคราะห์ปริมาณ Traffic ที่คาดว่าจะเข้าเว็บไซต์

อย่างแรกที่ควรประเมินเลยคือ ปริมาณผู้เข้าชมเว็บไซต์ในแต่ละวันหรือเดือน รวมถึงพฤติกรรมของผู้ใช้งาน เช่น จำนวนหน้าที่เปิดต่อครั้ง ขนาดโดยเฉลี่ยของหน้าเว็บแต่ละหน้า ฯลฯ เพราะทุกครั้งที่มีคนเข้าชมเว็บไซต์ ข้อมูลทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น HTML, รูปภาพ, วิดีโอ หรือสคริปต์ต่างๆ จะถูกส่งออกจากเซิร์ฟเวอร์ และกิน Bandwidth ไปด้วย 

ดังนั้น จึงควรคำนวณสิ่งเหล่านี้ก่อนเพื่อพิจารณาปริมาณข้อมูลแล้วเลือก Bandwidth ให้เหมาะสม โดยมีสูตรการคำนวณเป็น Bandwidth (Mbps) ≈ (จำนวนผู้เข้าชม x จำนวนหน้าที่ดู x ขนาดเฉลี่ยของหน้าเว็บ (MB)) ÷ เวลาใช้งานสูงสุด (วินาที)

ตัวอย่างเช่น ถ้ามีผู้เข้าชม 5,000 คนต่อวัน โดยแต่ละคนเปิดเฉลี่ย 3 หน้า และขนาดเฉลี่ยของแต่ละหน้าเว็บคือ 2MB ช่วงเวลาใช้งานสูงสุดคือ 1 ชั่วโมง (3600 วินาที)

Bandwidth คือ (5,000 x 3 x 2) ÷ 3600 = 8.33 Mbps

หมายความว่า ในช่วงเวลาที่มีคนเข้าใช้งานมากที่สุด เว็บควรมี Bandwidth อย่างน้อย 8.33 Mbps เพื่อรองรับการโหลดข้อมูลได้อย่างราบรื่นนั่นเอง

### พิจารณาเนื้อหาประเภทของเว็บไซต์

ประเภทของเนื้อหาที่แสดงบนเว็บไซต์มีผลต่อการเลือก Bandwidth ด้วยเช่นกัน เพราะถ้าเว็บไซต์เน้นแสดงเนื้อหาที่มีความละเอียดสูง เช่น วิดีโอ รูปที่ต้องแสดงผลแบบละเอียด การทำสตรีมมิ่ง ฯลฯ ข้อมูลเหล่านี้ต้องใช้ Bandwidth มากในการส่งให้ผู้ใช้งาน จึงควรเตรียม Bandwidth ให้เพียงพอ โดยเฉพาะช่วงที่มีผู้เข้าใช้งานพร้อมกันหลายคน

หรือถ้าหากเว็บไซต์มีไฟล์ให้ดาวน์โหลด เช่น PDF, ZIP, เป็นสื่ออื่นๆ หรือเป็นเว็บไซต์ประเภท E-Commerce ที่มีรูปสินค้า ระบบตะกร้า และข้อมูลหลังบ้านจำนวนมาก ก็ควรเตรียม Bandwidth ไว้เผื่อการส่งข้อมูลในแต่ละกิจกรรมของผู้ใช้งานด้วย

ในทางกลับกันเว็บไซต์ประเภท บล็อก, ข่าว หรือคอนเทนต์ที่เน้นข้อความเป็นหลัก โดยไม่มีไฟล์ขนาดใหญ่ มักใช้ Bandwidth น้อยกว่า เพราะข้อมูลที่ต้องโหลดมีขนาดเล็กและไม่ซับซ้อนมากนัก

### เผื่อ Bandwidth สำหรับช่วงพีค (Peak Traffic)

แม้เว็บไซต์จะมีการประเมิน Bandwidth จากจำนวนผู้ใช้งานปกติแล้ว แต่สิ่งที่หลายคนมักมองข้ามคือ การเผื่อ Bandwidth สำหรับช่วงเวลาที่มีการใช้งานสูงผิดปกติ หรือที่เรียกว่า Peak Traffic ที่มักจะเกิดในช่วงที่เป็นหน้าเทศกาลหรือการทำแคมเปญการตลาดต่างๆ เช่น ช่วงที่ออกโปรโมชันพิเศษ ฯลฯ ในช่วงเวลาเหล่านี้ ปริมาณ Traffic ที่เข้ามาใช้งานเว็บไซต์อาจจะสูงมากกว่าปกติหลายเท่า ถ้าไม่มีการเผื่อ Bandwidth ไว้ล่วงหน้า อาจทำให้เว็บไซต์โหลดช้าลงหรือถึงขั้นล่ม

เพื่อป้องกันปัญหานี้ โดยทั่วไปควรเผื่อ Bandwidth เพิ่มจากค่าเฉลี่ยประมาณ 30–50% เพื่อให้เว็บไซต์สามารถรองรับผู้ใช้งานจำนวนมากในเวลาเดียวกันได้ในช่วงเวลา Peak Traffic

### เลือกโฮสติ้งที่สามารถปรับ Bandwidth ได้ตามต้องการ

การเลือกบริการโฮสติ้งที่ดีไม่ใช่แค่ดูเรื่องราคาหรือความเร็วเพียงอย่างเดียว แต่ควรคำนึงถึงความสามารถในการขยาย Bandwidth ได้แบบยืดหยุ่นด้วย เพราะเมื่อเว็บไซต์เริ่มมีผู้เข้าชมเพิ่มขึ้น หรือเกิดช่วงที่มี Traffic สูงผิดปกติ หากโฮสติ้งไม่สามารถปรับ Bandwidth ให้ทันเวลา เว็บไซต์อาจล่มหรือโหลดช้าได้ทันที

ดังนั้น จึงควรเลือกโฮสติ้งแบบ Cloud Hosting หรือ VPS (Virtual Private Server) เพราะสามารถ Scale ระบบให้อัตโนมัติตามการใช้งานจริง ไม่จำเป็นต้องย้ายเซิร์ฟเวอร์ใหม่ หรือสั่งซื้อแพ็กเกจใหม่ทุกครั้งที่มีการใช้งานเพิ่มขึ้น 

### ใช้ระบบ Cache และ CDN เพื่อลด Bandwidth

อีกหนึ่งวิธีที่ช่วยลดการใช้ Bandwidth ได้อย่างมีประสิทธิภาพคือ การใช้ระบบแคช และ Content Delivery Network (CDN) เพื่อเก็บข้อมูลไว้ให้ใกล้กับผู้ใช้งานมากที่สุด 

โดย CDN จะเป็นเครือข่ายของเซิร์ฟเวอร์ที่กระจายอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก ทำหน้าที่เป็นที่เก็บสำเนาไฟล์จากเว็บไซต์ เช่น รูปภาพ, JavaScript, CSS, วิดีโอ ฯลฯ และจะส่งข้อมูลจากเซิร์ฟเวอร์ที่อยู่ใกล้ผู้ใช้งานที่สุด แทนที่จะโหลดข้อมูลซ้ำๆ จากต้นทางทุกครั้ง

ส่วนระบบ Cache จะเป็นการตั้งค่าให้เบราว์เซอร์ของผู้ใช้งานเก็บไฟล์บางอย่างไว้ในเครื่องชั่วคราว เช่น โลโก้เว็บไซต์ ไอคอน หรือโครงสร้างพื้นฐานของหน้าเว็บทำให้เวลาเข้ามาใช้งานในหน้าเว็บเดิม ระบบก็จะโหลดจากเครื่องของผู้ใช้งานโดยตรง แทนที่จะต้องดึงจากเซิร์ฟเวอร์ใหม่ทั้งหมด

## สรุป Bandwidth คืออะไร เกี่ยวกับการทำ SEO แค่ไหน?

อ่านมาถึงตรงนี้คุณคงรู้แล้วว่า Bandwidth คืออะไร และเป็นปัจจัยที่สำคัญสำหรับการทำเว็บไซต์แค่ไหน เพราะเป็นสิ่งที่ส่งผลโดยตรงกับความเร็วของเว็บ ประสบการณ์ผู้ใช้งาน (UX) ไปจนถึงการทำอันดับ SEO ซึ่งถ้าหากจะเลือก Bandwidth ให้เหมาะสมกับเว็บไซต์ก็ควรพิจารณาตั้งแต่ปริมาณผู้เข้าชมเว็บไซต์ ประเภทของเนื้อหาในแต่ละหน้า การเผื่อ Bandwidth สำหรับช่วง Peak Traffic ความยืดหยุ่นในการปรับขยาย และการใช้เครื่องมือเสริม เช่น CDN และระบบ Cache

หากคุณวางแผนเรื่อง Bandwidth ได้ดีตั้งแต่ต้น จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณโหลดเร็ว ไม่ล่มง่าย รองรับผู้ใช้งานได้พร้อมกันจำนวนมาก และมีโอกาสทำอันดับ SEO ได้เหนือกว่าคู่แข่ง 

ซึ่งถ้าคุณมองหา[บริษัทรับทำ SEO](https://nerdoptimize.com/seo/seo-agency-thailand/) ที่เข้าใจในด้านเทคนิคการทำเว็บไซต์ตั้งแต่ระดับการเลือก Hosting ไปจนถึงคอนเทนต์ NerdOptimize คือ ผู้ช่วยที่พร้อมให้คำปรึกษาแบบครบวงจร ทั้งด้านการวางแผนโครงสร้างเว็บ, ความเร็ว, UX และ กลยุทธ์ SEO ที่เห็นผลจริงเลือก[รับทำ SEO](https://nerdoptimize.com/seo/) กับทีมที่เข้าใจเทคโนโลยีและเบื้องหลังการทำเว็บไซต์อย่าง NerdOptimize ได้เลย [คลิกที่นี่](https://nerdoptimize.com/contact-us/)

- [FacebookFacebook](https://www.facebook.com/share.php?u=https%3A%2F%2Fnerdoptimize.com%2Fseo%2Fwhat-is-bandwidth%2F)
- [LINELine](https://lineit.line.me/share/ui?url=https%3A%2F%2Fnerdoptimize.com%2Fseo%2Fwhat-is-bandwidth%2F)

ค้นหา บทความอื่นๆ

Search

About NerdOptimize

AI Search & SEO Agency Awards

เราคือ AI Search & SEO Agency ที่ได้รับการการันตีกลยุทธ์จากรางวัลระดับโลกอย่าง Global Search Award และ APAC Search Award

60+ Employees

Global award Guaruntee

Global Search Awards 2025 : Winner Best Use of Search – Real Estate & Property: Large

APAC Search Awards 2026 : Finalist Best Use of Search – Real Estate & Property

ผู้เขียน

Picture of ไอซ์ - ศิริพงษ์ กลิ่นขจร
ไอซ์ - ศิริพงษ์ กลิ่นขจร

ผู้บริหารและนักการตลาดสาย SEO ที่เชี่ยวชาญเรื่อง Marketing Strategy สนใจเกี่ยวกับ Search Engine & AI Algorithms เป็นพิเศษ และเชื่อเสมอว่าทุกอย่างสามารถพิสูจน์ได้ด้วย Data

LinkedIn
Picture of ไอซ์ - ศิริพงษ์ กลิ่นขจร
ไอซ์ - ศิริพงษ์ กลิ่นขจร

ผู้บริหารและนักการตลาดสาย SEO ที่เชี่ยวชาญเรื่อง Marketing Strategy สนใจเกี่ยวกับ Search Engine & AI Algorithms เป็นพิเศษ และเชื่อเสมอว่าทุกอย่างสามารถพิสูจน์ได้ด้วย Data

LinkedIn

แชร์บทความนี้:

บทความที่คุณ อาจสนใจ

Backlink คืออะไร

Backlink คืออะไร บอกวิธีสร้างและหา Backlink สายขาว แบบคุณภาพ

Backlink คืออะไร จำเป็นอย่างไรกับการทำ SEO บทความนี้จะมาบอกเคล็ดลับการสร้างและการหา Backlink ที่คนทำ SEO มักใช้กันแบบหมดเปลือก ทำตามได้จริงแน่นอน

อ่านบทความ ➝

Google Analytics ทำงานอย่างไร? เข้าใจวิธีเก็บข้อมูลและแสดงผลข้อมูลได้อย่างง่ายดาย

บทความนี้จะอธิบายคร่าวๆ ว่า Google Analytics มันรับส่งข้อมูลกันในรูปแบบไหน ปรากฎออกมาเป็น Data ให้เราได้เห็นบนหน้า Interface บน GA ครับ

อ่านบทความ ➝
เทคนิค Cloaking คืออะไร

ไม่อยากเสี่ยงโดนแบน มารู้จักเทคนิค Cloaking คืออะไร ทำไมคนทำ SEO สายดำชอบทำ และมีข้อเสียอย่างไร

Cloaking คือ เทคนิคการทำ SEO สายดำ (Black Hat SEO) ถ้าไม่อยากเสี่ยงโดนแบน ซึ่งนัก SEO หลายคนอยากลองทำ แต่รู้หรือไม่ว่ามีผลเสียต่อเว็บไซต์อย่างไรบ้าง

อ่านบทความ ➝
Scroll to Top