หากคุณใช้บริการ [รับทำเว็บไซต์ WordPress](https://nerdoptimize.com/wordpress/) เพื่อจะเริ่มต้นทำ [SEO (Search Engine Optimization) ](https://nerdoptimize.com/seo/what-is-seo/)ให้ติดอันดับนั้นมีปัจจัยมากมายหลายอย่างที่ต้องทำให้ [Google Algorithm](https://nerdoptimize.com/seo/google-algorithm/) มองเห็นว่าเว็บไซต์ของคุณมีคุณภาพและมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลาทั้งในด้าน Technical SEO และการทำคอนเทนต์ และหนึ่งในสิ่งที่เป็นตัวช่วยให้กับคุณได้คือ การทำ Schema Markup เครื่องมือที่จะช่วยเพิ่มการมองเห็นและกระตุ้นการคลิกเข้าเว็บไซต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ และนำเสนอข้อมูลของเว็บไซต์ให้ผู้ใช้งานได้เห็นมากยิ่งขึ้น
บอกเลยว่าการทำ Schema markup เป็นหนึ่งในเทคนิคลับของ[บริษัทรับทำ SEO ](https://nerdoptimize.com/seo/seo-agency-thailand/)เลยก็ว่าได้ แต่ Schema Markup คืออะไร ทำได้ยังไง ยากแค่ไหน เขียนโค้ดไม่เป็นจะทำได้หรือเปล่า บทความนี้ Nerd มีคำตอบมาฝากกันครับ!
Table of Contents
- [Schema Markup คืออะไร ? ](#schema-markup--)
- [หน้าที่การทำงานของ Schema Markup](#-schema-markup)
- [Schema Markup มีความสำคัญต่อการทำ SEO อย่างไร ? ](#schema-markup--seo--)
[ช่วยให้ Google Bot เข้าใจเนื้อหาและวัตถุประสงค์ของเว็บไซต์ได้ดีมากยิ่งขึ้น](#-google-bot-)
- [ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำ Local SEO](#-local-seo)
- [กระตุ้นให้เกิดอัตราการคลิกเข้าเว็บไซต์ (Click-Through Rate) ](#-clickthrough-rate)
- [ช่วยเพิ่ม Traffic ให้กับเว็บไซต์ ](#-traffic-)
- [เป็นส่วนช่วยในการทำการตลาดให้กับธุรกิจ](#hd-6a0a42c99dd91)
- [เพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหาคำตอบของผู้ใช้งาน](#hd-6a0a42c99dda6)
- [Schema Markup มีกี่ประเภท อะไรบ้าง ? ](#schema-markup---)
- [Header Tag 2 : ขั้นตอนการติดตั้ง Schema Markup มีอะไรบ้าง ? ](#header-tag-2---schema-markup--)
[เลือกประเภทของ Schema Markup ที่ต้องการ](#-schema-markup-)
- [เริ่มสร้างโค้ด Schema Markup](#-schema-markup-hd-6a0a42c99dde8)
- [เพิ่มโค้ด Schema Markup ลงในเว็บไซต์](#-schema-markup--hd-6a0a42c99ddf9)
- [ตรวจสอบการติดตั้ง Schema Markup ](#-schema-markup-hd-6a0a42c99de09)
- [อัปเดตและตรวจสอบเป็นระยะ เพื่อเช็ก Performance ](#--performance)
- [ตัวอย่างการใช้งาน Schema Markup ในเว็บไซต์ธุรกิจต่างๆ](#-schema-markup--hd-6a0a42c99de2d)
[เว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ (E-Commerce)](#-ecommerce)
- [เว็บไซต์ประเภท FAQ](#-faq)
- [เว็บไซต์ประเภทบริการ](#hd-6a0a42c99de5d)
- [วิธีตรวจสอบและปรับปรุง Schema Markup ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ทำอย่างไร ? ](#-schema-markup---)
- [ในมุมนักทำ SEO การใช้งาน Schema Markup มีความสำคัญอย่างไรบ้าง ? ](#-seo--schema-markup--)
- [สรุป Schema Markup ควรทำหรือไม่](#-schema-markup--hd-6a0a42c99de95)
## Schema Markup คืออะไร ?
Schema Markup หรือ Schema คือ การใส่ชุดโค้ดลงไปในเว็บไซต์ เพื่อทำการอธิบายหน้าต่างๆ ในเว็บไซต์ว่ามีข้อมูลอะไรบ้าง เพื่อช่วยให้ Search Engine เข้าใจข้อมูลที่อยู่บนหน้าเว็บไซต์ตอนที่ Bot เข้ามาเก็บข้อมูล นอกจากนี้ ยังเป็นการเพิ่มข้อมูลของเว็บไซต์ให้ผู้ใช้งานเห็นได้ตั้งแต่ที่หน้า [SERPs](https://nerdoptimize.com/seo/what-is-serp/) อีกด้วย

โดยข้อมูลเหล่านี้จะแสดงผลการค้นหาให้เห็นในรูปแบบที่โดดเด่นมากขึ้น เช่น การทำให้หน้าเว็บติดส่วน Rich Snippets, Rich Cards หรือ Knowledge Graph ซึ่งช่วยเพิ่มการมองเห็นและความน่าสนใจให้กับเว็บไซต์ได้มากขึ้น ซึ่งจะแสดงผลออกมาได้หลายรูปแบบ เช่น ดาวรีวิวสินค้า, ตารางข้อมูล, ข้อมูลธุรกิจ, สูตรอาหาร ฯลฯ
การใช้งาน Schema Markup ส่งผลโดยตรงต่อการจัดอันดับเว็บไซต์บนในหลาย ๆ Search Engine เพราะถูกพัฒนาขึ้นโดย Schema.org ที่เป็นการร่วมมือกันของ Google, Bing, Yahoo! และ Yandex เพื่อสร้างมาตรฐานการจัดระเบียบข้อมูลที่ทำให้เว็บไซต์ แน่นอนว่า ถ้าเราเข้าใจและทำ Markup ข้อมูลบน Schema ได้ถูกต้อง ก็จะช่วยทำให้ข้อมูลบนหน้าเว็บถูกหาเจอบน SERPs ได้มากขึ้นด้วย
## หน้าที่การทำงานของ Schema Markup
การทำงานของ Schema Markup คือ การเพิ่มโค้ดในเว็บไซต์เพื่อให้ Search Engine Bots เช่น Googlebot เข้าใจเนื้อหาในเว็บไซต์ได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นกลยุทธ์ในด้าน [Technical SEO](https://nerdoptimize.com/seo/technical-seo/) ที่คนปั้นเว็บไซต์เพื่อให้ติดอันดับการค้นหาสามารถทำได้ แต่ต้องเข้าใจในรายละเอียดการทำงานของ Schema ก่อน ดังนี้
- **ระบุโค้ด Schema Markup ให้กับ Bot ที่เข้ามา Crawl **

เวลาที่ Bot ของ Search Engine อย่าง Google Bot เข้ามา Crawl หน้าเว็บไซต์ ก็จะเข้ามาอ่านโค้ด HTML ที่อยู่บนหน้าเว็บไซต์ทั้งหมด รวมถึง Schema Markup ที่เพิ่มเข้าไปในเว็บไซต์ โดย Bot จะมองหาโค้ดแบบ JSON-LD, Microdata หรือ RDFa ซึ่งมักถูกวางไว้ใน <head> หรือ <body> ของหน้าเว็บไซต์
ตัวอย่างโค้ด Schema Markup:
<script type=”application/ld+json”>
{
“@context”: “https://schema.org”,
“@type”: “Product”,
“name”: “กล้องถ่ายรูป DSLR”,
“image”: “https://example.com/dslr-camera.jpg”,
“description”: “กล้องถ่ายรูปคุณภาพสูงสำหรับมืออาชีพ”,
“brand”: {
“@type”: “Brand”,
“name”: “Canon”
},
“aggregateRating”: {
“@type”: “AggregateRating”,
“ratingValue”: “4.8”,
“reviewCount”: “124”
}
}
</script>
หลังจาก Bot อ่านข้อมูลแล้วก็จะรวบรวมข้อมูล Schema Markup ไว้ในฐานข้อมูล (Index) เพื่อใช้ในขั้นตอนถัดไป
- **Bot ทำความเข้าใจข้อมูล**
Bot จะทำการประมวลผลข้อมูลว่าเนื้อหาจากโค้ดที่ทำ Schema Markup คืออะไร มีองค์ประกอบเป็นอย่างไร หลังจากนั้น Bot จะตรวจดูต่อว่าโครงสร้างข้อมูลใน Schema Markup เป็นไปตามมาตรฐานที่ Schema.org กำหนดหรือไม่ ถ้าข้อมูลถูกต้อง Bot ก็จะทำการจัดหมวดหมู่ข้อมูลอย่างถูกต้อง เช่น การแยกรีวิว, ราคา, ลิงก์ไปยังหน้าสินค้า ฯลฯ ออกจากกันได้
- **Search Engine นำข้อมูลไปแสดงผล**
เมื่อจัดข้อมูลเสร็จแล้ว ดูแล้วว่าเว็บไซต์มีคุณภาพและทำ SEO ได้ดี Google ก็จะเลือกข้อมูลที่เกี่ยวข้องจาก Schema Markup และนำไปปรับใช้ในฟีเจอร์การแสดงผลต่างๆ เช่น Google Maps, Local Pack หรือ Featured Snippet

## Schema Markup มีความสำคัญต่อการทำ SEO อย่างไร ?
คุณอาจจะสงสัยว่า การใส่ Schema Markup หรือโค้ดแค่ไม่กี่บรรทัดที่ [SEO Specialist](https://nerdoptimize.com/seo/seo-specialist/) สร้างขึ้นเพื่อนำไปใส่ไว้ในส่วน Header ของเว็บไซต์นั้นช่วยในการทำ SEO ได้อย่างไร?

[](https://www.schemaapp.com/schema-markup/schema-markup-a-pivotal-seo-strategy-for-2020/)
ต้องบอกก่อนว่า การเพิ่มอันดับของหน้าเว็บไซต์ไม่ได้มีแค่การสร้างคอนเทนต์ให้ถูกหลัก [E-E-A-T ](https://nerdoptimize.com/seo/eat-ranking-factor/)หรือการพัฒนา [Content On-Page](https://nerdoptimize.com/seo/on-page-seo/) เพียงเท่านั้น เพราะ Schema Markup คือ อีกหนึ่งเครื่องมือที่มีความสำคัญต่อ SEO จากการเป็นตัวช่วยเสริมให้ Bot ของ Search Engine เข้าใจข้อมูลที่อยู่บนหน้าเว็บไซต์ได้มากขึ้น และนี่คือประโยชน์ของ Schema Markup ที่มีต่อการทำ [Technical SEO](https://nerdoptimize.com/seo/technical-seo/) เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพและอันดับของเว็บไซต์ทั้งในการ Index ของ Bot และการแสดงผลลัพธ์บนหน้า SERPs
### ช่วยให้ Google Bot เข้าใจเนื้อหาและวัตถุประสงค์ของเว็บไซต์ได้ดีมากยิ่งขึ้น
การทำ Schema Markup จะเป็นการทำเพื่อบอก Bot ว่าหน้าเว็บไซต์นั้นมีประเภทและเนื้อหาของข้อมูลประกอบด้วยอะไรบ้าง เช่น บอกว่าเนื้อหาส่วนนี้เป็นชื่อบทความ, รูปภาพสินค้า, คะแนนรีวิว หรืออย่างเช่นในเคสของเว็บไซต์ร้านอาหาร โค้ด Schema จะบอกว่าอะไรคือชื่อร้าน, เวลาเปิดปิด, และเมนูที่ให้บริการ เป็นต้น ซึ่งดีต่อการทำ SEO เพราะการใช้เทคนิคนี้ช่วยทำให้เว็บไซต์ปรากฏบน SERPs ของ Google ในรูปแบบพิเศษ เช่น Knowledge Panels หรือ Rich Snippets ที่สามารถขึ้นข้อมูลได้หลายแบบ อาทิ
- FAQ Rich Snippet ที่จะแสดงคำถามและคำตอบจากหน้าเว็บ
- Event Rich Snippetที่แสดงวันที่, เวลา และสถานที่จัดกิจกรรม
### ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำ Local SEO
การทำ Schema Markup จะทำให้ธุรกิจท้องถิ่น เช่น ร้านอาหาร ร้านค้า ฯลฯ สามารถแสดงข้อมูลสำคัญๆ ขึ้นบนหน้า Google Map หรือ Local Pack ได้ อย่างเวลาเปิด-ปิด, ที่อยู่, หมายเลขโทรศัพท์, และ รีวิว ทำให้ลูกค้าที่ทำการค้นหาเข้าถึงข้อมูลของธุรกิจรายย่อยได้ง่ายขึ้น

### กระตุ้นให้เกิดอัตราการคลิกเข้าเว็บไซต์ (Click-Through Rate)
สอดคล้องกับหัวข้อข้างต้น Schema Markup สามารถแสดงผลในรูป Rich Snippets บนหน้า SERPs ได้ ดังนั้นเว็บไซต์ที่ติดอันดับที่ดี และมี Schema Markup ก็จะยิ่งช่วยให้ผู้ใช้งานคลิกเข้ามายังเว็บไซต์มากขึ้นได้ เป็นการเพิ่ม[อัตราคลิก (CTR)](https://nerdoptimize.com/marketing/how-to-increase-ctr/) ที่มีประสิทธิภาพสูงมากโดยเฉพาะกับเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ และนิยมทำกันมากในกลุ่ม E-Commerce SEO
### ช่วยเพิ่ม Traffic ให้กับเว็บไซต์

[](https://blog.milestoneinternet.com/seo/how-to-track-and-measure-schema-markup-impact/)
สืบเนื่องมาจากหัวข้อที่แล้ว Schema Markup คือหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่สามารถช่วยเพิ่มค่าอัตราการคลิกเข้าเว็บไซต์ (CTR) ได้ เพราะฉะนั้นย่อมส่งผลต่อภาพรวมของ Traffic ทั้งเว็บไซต์ ยิ่งมีการทำ Schema Markup และวางโครงสร้าง SEO ที่ถูกต้อง จะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์ และ [SEO Audit](https://nerdoptimize.com/seo/seo-audit/) จนมีจำนวน Traffic ที่ไหลเข้าเว็บไซต์มากขึ้น ทั้งหมดนี้จะเป็นการส่งสัญญาณให้ SEO รู้ว่าเว็บไซต์ของคุณเป็นเว็บไซต์ที่มีคุณภาพ
### เป็นส่วนช่วยในการทำการตลาดให้กับธุรกิจ
การทำ Schema Markup ให้กับเว็บไซต์ มีส่วนช่วยในการเพิ่มศักยภาพทางการตลาดให้มีมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในฝั่งของการรับรู้ต่อแบรนด์ที่ผู้ใช้งานผู้จะได้สามารถเข้าถึงข้อมูลทางธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ บทความ ภาพประกอบสินค้า และข้อมูลสำคัญต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ตั้งแต่ยังไม่ได้คลิก ในส่วนนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและช่วยสร้าง Brand Awareness ให้กับธุรกิจของคุณได้เป็นอย่างดี และการที่เว็บไซต์แสดงผลบนฟีเจอร์พิเศษ เช่น การมีคะแนนรีวิว, ข้อมูลผู้เขียนบทความ, และรายละเอียดผลิตภัณฑ์ ฯลฯ ก็ยังช่วยให้ธุรกิจดูน่าเชื่อถือ ผู้ใช้งานจึงมีความมั่นใจในการตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการได้มากขึ้น
### เพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหาคำตอบของผู้ใช้งาน
ปัจจุบันผู้ใช้งานนิยมใช้ภาษาพูด (Voice Search) ในการเสิร์ชมากขึ้น และที่พบเป็นส่วนใหญ่มักมาในรูปแบบของการเสิร์ชแบบประโยคคำถาม ทำให้การทำ Schema Markup ในรูปแบบ FAQ จะยิ่งช่วยเสริมประสิทธิภาพในสร้างเนื้อหาบางส่วนที่ตอบโจทย์ [Search Intent ](https://nerdoptimize.com/seo/search-intent/)ของผู้ใช้งานมากขึ้น รวมถึงยังรองรับการแสดงผลที่เหมาะสมบน Mobile Search เช่น การแสดงข้อมูลรีวิวสินค้าในแบบ Rich Cards ที่ออกแบบมาให้ดูใช้งานง่ายและสวยงามบนหน้าจอมือถือด้วย
## Schema Markup มีกี่ประเภท อะไรบ้าง ?
การเลือกใช้งาน Schema Markup มีอยู่ด้วยกันหลายประเถท และจะถูกออกแบบมาให้เข้ากับรูปแบบของเว็บไซต์จะช่วยให้ประสิทธิภาพการทำงานทำได้ดีขึ้น โดย Schema Markup ที่พบได้บ่อยมี ดังนี้
**Organization : **เป็นส่วนที่แสดงข้อมูลขององค์กร เช่น ชื่อบริษัท, โลโก้, ที่อยู่, ข้อมูลติดต่อ จะเหมาะกับเว็บไซต์บริษัทที่ต้องการเพิ่มความน่าเชื่อถือและสร้าง Brand Awareness

**Local Business**: ใช้ระบุข้อมูล เช่น ชื่อร้าน, เวลาเปิดปิด, ที่ตั้ง, เบอร์โทรศัพท์ และรีวิว จะเหมาะสำหรับธุรกิจในท้องถิ่น เช่น ร้านอาหาร, ร้านค้า

**Product**: ใช้แสดงข้อมูลของสินค้า เช่น ชื่อสินค้า, ราคา, คะแนนรีวิว, สถานะในสต็อก จะเหมาะกับธุรกิจประเภท E-Commerce

**Event**: ใช้สำหรับกิจกรรม เช่น คอนเสิร์ต, การประชุม, อีเวนต์ โดยจะใช้ระบุข้อมูล เช่น วันที่, เวลา, สถานที่จัดงาน

**Article**: ใช้สำหรับบทความข่าวหรือเนื้อหาในเว็บไซต์ ช่วยให้บทความแสดงในฟีเจอร์พิเศษ เช่น Top Stories

**FAQ**: เหมาะกับหน้าเว็บไซต์ที่มีคำถาม-คำตอบ ช่วยให้เว็บไซต์แสดงผลแบบ FAQ Rich Snippet

**How-to**: ใช้แสดงข้อมูลที่เป็นขั้นตอน เช่น การซ่อมอุปกรณ์, การทำอาหาร เหมาะกับเนื้อหาที่อธิบายเป็นขั้นตอน

**Review**: ใช้สำหรับการรีวิวสินค้า บริการ หรือสถานที่ ช่วยแสดงคะแนนรีวิวและคำวิจารณ์ที่เกี่ยวข้อง

**Video**: ใช้สำหรับเนื้อหาวิดีโอ เช่น วิดีโอใน YouTube หรือแพลตฟอร์มอื่นๆ ช่วยแสดงวิดีโอในผลการค้นหาแบบ Video Carousel

**Breadcrumbs**: ใช้แสดงเส้นทางของหน้าที่มีบนเว็บไซต์ ช่วยผู้ใช้งานเข้าถึงหน้าเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น และเข้าใจโครงสร้างของเว็บไซต์ได้เร็วขึ้น

**Personal**: ใช้แสดงข้อมูลเกี่ยวกับบุคคล เช่น ข้อมูลของบุคคลอย่างความสามารถ, ผลงาน, หรือประวัติการทำงาน ใช้ในหน้าโปรไฟล์บุคคลของเว็บไซต์องค์กรเพื่อแสดงทีมงานหรือผู้บริหาร หรือใช้ระบุชื่อของนักเขียนหรืออินฟลูเอนเซอร์ให้โดดเด่นได้

**Job Posting**: ใช้แสดงข้อมูลตำแหน่งงาน เช่น ชื่อบริษัท, ตำแหน่งงาน, เงินเดือน, สถานที่ตั้ง เหมาะกับเว็บไซต์หางาน

Schema Markup สามารถเลือกได้ว่าจะติดตั้งเฉพาะหน้าหรือติดตั้งทั้งเว็บไซต์ โดยทั้งสองรูปแบบให้ผลลัพธ์ที่ต่างกันดังนี้
- **Schema Markup แบบหน้าเดียว** เหมาะสำหรับเว็บไซต์ที่มีหลากหลายสินค้าหรือบริการ
- **Schema Markup ทั้งเว็บไซต์** เหมาะสำหรับเว็บไซต์ที่มีบริการเดียว และต้องการนำเสนอข้อมูลขององค์กร หรือสินค้า
*สามารถดูประเภทของ Schema Markup ทั้งหมดได้ที่เว็บไซต์ Google Search Central โดยตรง : https://developers.google.com/search/docs/appearance/structured-data/vehicle-listing
## Header Tag 2 : ขั้นตอนการติดตั้ง Schema Markup มีอะไรบ้าง ?
สำหรับการติดตั้ง Schema Markup ให้กับเว็บไซต์จะไม่ใช่แค่การใส่โค้ดลงไปเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของเนื้อหาและความถูกต้องในการใส่ Markup ในแต่ละประเภทด้วย เพื่อช่วยให้ Search Engine เข้าใจเว็บไซต์ของคุณได้ดียิ่งขึ้น และยังช่วยเพิ่มโอกาสให้เนื้อหาส่วนนั้นๆ แสดงผลบนฟีเจอร์พิเศษ เช่น ich Snippets หรือ Knowledge Panel โดยขั้นตอนการติดตั้ง Schema Markup มีดังนี้
### เลือกประเภทของ Schema Markup ที่ต้องการ
ขั้นตอนแรกของการติดตั้ง Schema Markup คือการเลือกประเภทของ Schema Markup ที่เหมาะสมกับเนื้อหาของเว็บไซต์ของคุณ จากเว็บ Schema.org เพื่อนำชุดโค้ดของ Schema แต่ละตัวมาใช้ จาก[ Schema.org](https://schema.org/) โดยตัวอย่างประเภทที่นิยมได้แก่
- **Product Schema:** สำหรับเว็บไซต์ขายสินค้า
- **Local Business Schema:** สำหรับธุรกิจในท้องถิ่น
- **FAQ Schema:** สำหรับหน้าเว็บที่มีคำถามและคำตอบ
- **Event Schema:** สำหรับกิจกรรม เช่น การประชุมหรือคอนเสิร์ต
โดยประเภทของ Schema นั้นเป็นกุญแจสำคัญเลยก็ว่าได้ เพราะจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ Google Bot เข้าใจเนื้อหาได้ตรงจุด และจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของ SEO Technical และสร้างผลลัพธ์ที่ดึงดูดสายตามากขึ้นจากการแสดงผลข้อมูลในรูปแบบพิเศษบน Search Engine
### เริ่มสร้างโค้ด Schema Markup
หลังจากที่เลือกประเภทของ Schema Markup ที่ต้องการได้แล้ว สามารถใช้เครื่องมือสร้างโค้ด Schema Markup Generator เช่น
- Google’s Structured Data Markup Helper: ช่วยสร้างโค้ดที่เหมาะสมกับเนื้อหาในหน้าเว็บไซต์
- Schema Markup Generator by Merkle: อีกหนึ่งตัวช่วยที่สร้างโค้ดได้ง่ายและรวดเร็ว
- JSON-LD Code Generator: ใช้สร้างโค้ดในรูปแบบ JSON-LD ซึ่งเป็นฟอร์แมตที่ Google ให้คำแนะนำ
**ตัวอย่างการสร้างโค้ด FAQ Schema:**
<script type=”application/ld+json”>
{
“@context”: “https://schema.org”,
“@type”: “FAQPage”,
“mainEntity”: [{
“@type”: “Question”,
“name”: “Schema Markup คืออะไร?”,
“acceptedAnswer”: {
“@type”: “Answer”,
“text”: “Schema Markup คือชุดโค้ดที่ช่วยให้เสิร์ชเอนจินเข้าใจเนื้อหาในเว็บไซต์ได้ดีขึ้น”
}
}]
}
</script>
### เพิ่มโค้ด Schema Markup ลงในเว็บไซต์
เมื่อมีการ Generated โค้ดมาเรียบร้อยแล้ว นำโค้ดที่ได้ใส่ลงไปในหน้าเว็บไซต์ ดังนี้
- ใส่โค้ดในส่วน <head> หรือ <body> ของ HTML
- สำหรับผู้ที่ใช้ CMS เช่น WordPress ให้ทำการใช้ปลั๊กอิน Yoast SEO หรือ Schema Pro เพื่อช่วยเพิ่ม Schema Markup ได้สะดวกและรวดเร็ว
- หากต้องการติดตั้งแบบกำหนดเอง สามารถใช้ฟังก์ชันเพิ่มโค้ดในธีมได้
สำหรับข้อควรระวังคือ การเพิ่ม Schema Markup ในเว็บไซต์ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าโค้ดไม่ทับซ้อนกับเนื้อหาอื่นๆ และติดตั้งในตำแหน่งที่เหมาะสมกับประเภทของ Schema ในแต่ละแบบด้วย
### ตรวจสอบการติดตั้ง Schema Markup
เมื่อทำการตรวจติดตั้งโค้ดของ Schema Markup เรียบร้อยแล้ว ให้ตรวจเช็กด้วย [Rich Results Test](https://search.google.com/test/rich-results) เครื่องมือฟรีจาก Google หรือจะใช้ Schema Markup Validator เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของโค้ดก็ได้เช่นเดียวกัน
### อัปเดตและตรวจสอบเป็นระยะ เพื่อเช็ก Performance
ควรตรวจสอบและอัปเดต Schema Markup เป็นระยะเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีข้อผิดพลาดและทำงานได้ตามที่ต้องการ เพราะจะได้ช่วยเรื่องของ SEO Performance ได้ดีที่สุด รวมถึงเช็กผลลัพธ์จากเครื่องมือ เช่น Google Analytics เพื่อวัดผลการแสดงผลบนหน้า SERPs และดูว่าช่วยเพิ่ม Conversion หรือไม่ด้วย
## ตัวอย่างการใช้งาน Schema Markup ในเว็บไซต์ธุรกิจต่างๆ
มาดูกันเพิ่มเติมว่า การใช้งาน Schema Markup ในเว็บไซต์ธุรกิจต่างๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในการแสดงผลบนฟีเจอร์แบบพิเศษ เช่น
### เว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ (E-Commerce)
เว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ (E-Commerce) จะสามารถใช้ Product Schema เพื่อแสดงข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า เช่น ชื่อ, ข้อมูลสินค้า, ราคา, คะแนนรีวิว, สถานะสินค้า (In Stock/Out of Stock), โปรโมชั่น ฯลฯ ได้

**ตัวอย่างของโครงสร้างของ Product Schema**
**@context**: ระบุบริบทว่าเป็นข้อมูลแบบ Schema.org เป็นการช่วยให้ Search Engine เข้าใจว่าข้อมูลนี้เป็นโครงสร้างมาตรฐานจาก Schema.org
**@type**: ระบุประเภทว่าเป็น Product ช่วยชี้ให้เห็นว่านี่คือข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า
**name**: ระบุชื่อสินค้า
**image**: URL ของภาพสินค้า
**description**: รายละเอียดสินค้า ระบุคำอธิบาย เช่น “High-quality leather boots with a durable sole.”
**brand**: ข้อมูลเกี่ยวกับแบรนด์ของสินค้า ประกอบด้วย @type เป็น Brand และชื่อแบรนด์ (name)
**offers**: ข้อมูลเกี่ยวกับการเสนอขายสินค้า ประกอบด้วย:
- @type: ระบุว่าเป็น Offer (ข้อเสนอการขาย)
- priceCurrency: สกุลเงินของราคา
- price: ราคาสินค้า
- availability: สถานะของสินค้า (หมายถึงมีสินค้าในสต็อก)
### เว็บไซต์ประเภท FAQ
เว็บไซต์ประเภท FAQ จะสามารถใช้ FAQ Schema ที่ช่วยแสดงคำถามและคำตอบในเว็บไซต์โดยจะปรากฏเป็น FAQ Rich Snippets บนหน้า SERPs

**ตัวอย่างของโครงสร้างของ FAQ Schema**
**@context****: **ระบุว่าเป็นโครงสร้างข้อมูลจาก Schema.org
**@type:** FAQPage เป็นการระบุว่าหน้านี้คือหน้าคำถามที่พบบ่อย
**mainEntity:** รายการคำถามที่รวมคำตอบในลักษณะโครงสร้างข้อมูล
- **@type:** Question (ระบุคำถาม)
- **name:** ชื่อของคำถาม
- **acceptedAnswer:** คำตอบที่ยอมรับสำหรับคำถาม
**@type:** Answer (ระบุคำตอบ)
- **text:** เนื้อหาของคำตอบ
### เว็บไซต์ประเภทบริการ
เว็บไซต์ประเภทบริการ สามารถใช้ Local Business Schema เพื่อแสดงข้อมูลธุรกิจ เช่น ชื่อ, เบอร์โทรศัพท์, เวลาเปิด-ปิด, ตำแหน่งที่ตั้ง ฯลฯ ได้

**ตัวอย่างของโครงสร้างของ Local Business Schema**
**@context:** ระบุว่าเป็นโครงสร้างข้อมูลจาก Schema.org
**@type:** ประเภทของธุรกิจ เช่น Restaurant, Store, Dentist, หรือ LocalBusiness
**name:** ชื่อธุรกิจ
**address: **รายละเอียดที่อยู่ธุรกิจ
- **streetAddress:** ชื่อถนนและเลขที่
- **addressLocality:** เมือง
- **addressRegion: **รัฐ/จังหวัด
- **postalCode:** รหัสไปรษณีย์
- **addressCountry:** ประเทศ
**telephone: **เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ
**openingHours:** เวลาทำการ
**priceRange:** ช่วงราคาที่ลูกค้าคาดหวังได้
**geo: **พิกัดตำแหน่ง
- **latitude: **ละติจูด
- **longitude:** ลองจิจูด
**url: **เว็บไซต์ของธุรกิจ
**sameAs:** ลิงก์ไปยังโซเชียลมีเดียหรือช่องทางอื่นๆ
## วิธีตรวจสอบและปรับปรุง Schema Markup ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ทำอย่างไร ?
หากต้องการตรวจสอบและปรับปรุงการทำ Schema Markup สามารถใช้เครื่องมือในการตรวจสอบได้ เช่น Google Rich Results Test หรือ Schema Markup Validator โดยในที่นี้จะขอยกตัวอย่างเป็นการใช้งาน Google Rich Results ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สามารถใช้งานได้ฟรี ดังนี้
- เข้าไปที่ [https://search.google.com/test/rich-results](https://search.google.com/test/rich-results)

- วาง URL ของหน้าเว็บไซต์ที่มี Schema Markup หรือใส่โค้ด JSON-LD ตรงๆ
- คลิก Test URL หรือ Test Code

- ระบบจะแสดงผลว่าหน้านั้นรองรับ Rich Results แบบไหน เช่น FAQ, Product, Review ฯลฯ
สำหรับวิธีการปรับปรุง Schema Markup สามารถทำได้ด้วยการเติมข้อมูลที่จำเป็นเพิ่ม เช่น ratingCount, brand, openingHours จะช่วยเพิ่มรายละเอียดให้กับ Rich Results และเพิ่มความน่าสนใจได้ ส่วนหากเกิดข้อผิดพลาดก็สามารถแก้ไขเพิ่มได้ในส่วนข้อมูลที่หายไป หรือการใส่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง เช่น URL ผิดรูปแบบ
หลังจากนั้นให้ใช้ Google Search Console เพื่อดูว่ามีหน้าไหนที่แสดงผล Rich Results บ้าง หากหน้าไหนไม่แสดงผลแบบพิเศษควรตรวจสอบ Schema Markup ของหน้านั้นเพื่อแก้ไขปัญหาใหม่อีกครั้ง
## ในมุมนักทำ SEO การใช้งาน Schema Markup มีความสำคัญอย่างไรบ้าง ?
สำหรับนักทำ SEO การใช้งาน Schema Markup ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ช่วยยกระดับการทำ SEO ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะนี่คือหนึ่งในเทคนิคที่ทำให้ Search Engine ทำความเข้าใจโครงสร้างเว็บไซต์และดึงข้อมูลไปแสดงผลให้ผู้ใช้งานได้เห็นอย่างเหมาะสม ดังนั้น มาดูกันดีกว่าว่า ในมุมของนักทำ SEO การใช้งาน Schema Markup มีประโยชน์อย่างไรบ้าง
- **ช่วยเพิ่มการแสดงผลใน Rich Results: **อย่างที่บอกไปแล้วว่า Schema Markup ช่วยทำให้เว็บไซต์ได้ไปปรากฏบน Rich Snippets เช่น การแสดงคะแนนรีวิวสินค้า, ราคา, FAQ บนหน้า SERPs ได้ ซึ่งช่วยในการดึงดูดความสนใจของผู้ใช้ได้ดีกว่า เพิ่มโอกาสที่ผู้ใช้งานจะคลิกเข้าสู่เว็บไซต์
- **ช่วยทำให้คนที่ค้นหาข้อมูลคลิกเข้าเว็บไซต์มากยิ่งขึ้นจากการที่ได้ขึ้นข้อมูลพิเศษ: **เช่น เวลาเปิด-ปิด, คะแนนรีวิว, ราคา ที่เป็นส่วนตัดสินใจให้คนคลิกเข้าเว็บไซต์มากขึ้น ส่งผลให้ CTR เพิ่ม และมีโอกาสที่ทำให้การจัดอันดับเว็บไซต์ดีขึ้น เพราะ Google ให้ความสำคัญกับเว็บไซต์ที่ได้รับคลิกบ่อย
- **ช่วยในการทำ Local SEO ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น:** จากการแสดงข้อมูลธุรกิจ เช่น ที่อยู่, เบอร์ติดต่อ, เวลาเปิด-ปิด ฯลฯ โดยแสดงขึ้นบน Google Maps หรือ Local Pack ซึ่งจะช่วยเพิ่มการเข้าถึงของลูกค้าในพื้นที่และเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของแบรนด์ท้องถิ่นได้ด้วย
- **ช่วยเพิ่มยอดขายและผลตอบแทนจากการลงทุนใน SEO: **เช่น การแสดงผลของราคาพร้อมโปรโมชั่นหรือการแสดงผลคำตอบจาก FAQ ที่ช่วยทำให้เกิดการตัดสินใจซื้อ (Conversion) ได้มากขึ้น
- **ช่วยให้ Google เข้าใจเนื้อหาธุรกิจได้ดีขึ้น:** ด้วยการระบุข้อมูลให้ Bot รู้ว่าข้อมูลบนหน้าเว็บไซต์ประกอบด้วยอะไร ทำให้ธุรกิจมีโอกาสได้รับจัดอันดับของ Keyword ที่เกี่ยวข้องมากขึ้นด้วย
## สรุป Schema Markup ควรทำหรือไม่
การใช้ Schema Markup อย่างถูกต้องเป็นเคล็ดลับที่บริษัท[รับทำ SEO](https://nerdoptimize.com/seo/) นั้นให้ความสำคัญกันไม่น้อย เพราะนอกจากจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการแสดงผลของเว็บไซต์บนหน้าการค้นหาของ Google แล้ว การเลือกใช้ Schema Markup ที่เหมาะสมกับเว็บไซต์จะยิ่งทำให้เว็บไซต์ของคุณโดดเด่นและมีโอกาสได้รับการจัดอันดับที่ดียิ่งขึ้นเหมาะสำหรับทำ [E-commerce SEO](https://nerdoptimize.com/seo/ecommerce-seo/) ที่มีหน้าเว็บไซต์จำนวนมาก
ดังนั้น การทำ Schema Markup คือ อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ช่วยดันอันดับการทำ SEO ที่พลาดไม่ได้ แต่ก็ต้องใช้ความเข้าใจและความระมัดระวังในการเพิ่มโค้ดที่เหมาะสมเข้าไป เพื่อให้ Search Engine เข้าใจเนื้อหาและดึงการแสดงผลที่ถูกต้องขึ้นไปบนฟีเจอร์บนหน้า SERPs แน่นอนว่า ช่วยเพิ่ม Traffic และสร้าง Brand Awareness ให้กับธุรกิจของคุณได้ดีมากขึ้น จึงควรใช้เทคนิคนี้ช่วยในการสร้างโอกาสในการติดอันดับมากยิ่งขึ้นกว่าที่เคย
- [FacebookFacebook](https://www.facebook.com/share.php?u=https%3A%2F%2Fnerdoptimize.com%2Fseo%2Fwhat-is-schema-markup%2F)
- [LINELine](https://lineit.line.me/share/ui?url=https%3A%2F%2Fnerdoptimize.com%2Fseo%2Fwhat-is-schema-markup%2F)