เราทราบกันดีว่า การที่จะทำให้เกิด Traffic บนเว็บไซต์นั้นจะต้องทำ SEO ให้เว็บไซต์ติดอันดับบน Search Engine ด้วยเทคนิคต่างๆ เช่น การทำ Keyword Research, การปรับปรุงหน้า On-page ในแต่ละจุด เช่น การปรับ Meta Tags คือ ข้อความตัวอักษรที่อยู่บนหน้าเว็บไซต์ที่ทำหน้าที่บอกว่าคอนเทนต์นั้นเกี่ยวกับอะไรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ไปจนถึงปรับปรุงเว็บไซต์ให้เร็ว และการทำ Mobile friendly test เป็นต้น ซึ่งการที่เราจะรู้ได้ว่าเว็บไซต์เราทำงานได้ดีมากพอที่จะไต่ขึ้นหน้าแรกบน Search Engine อย่าง Google หรือไม่ก็ต้องมีการวัดผลและทำให้ตรงตามคุณภาพของข้อกำหนดที่มีอยู่มากมายหลายร้อยข้อ ซึ่ง Google เองก็ไม่ได้ใจร้ายให้คุณลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง แต่มีการออกเครื่องมือตัวหนึ่งขึ้นมาช่วยนำทางให้นักการตลาดหรือ [SEO Specialist](https://nerdoptimize.com/seo/seo-specialist/) สามารถทำ SEO ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นสามารถตรวจสอบคุณภาพเว็บไซต์ได้อย่างครบถ้วน ในบทความนี้ เราจึงจะพาคุณไปรู้จัก Google Lighthouse ประภาคารนำทางในการทำ SEO ตั้งแต่ขั้นพื้นฐานไปจนถึงวิธีการใช้งานเพื่อให้เว็บไซต์ของคุณสามารถเพิ่มคะแนน SEO และเสริมประสิทธิภาพได้สูงขึ้นไปอีกขั้น ซึ่งจะทำได้อย่างไรบ้างนั้นไปดูพร้อมๆ กันเลย Table of Contents - [Google Lighthouse คืออะไร ? ](#google-lighthouse--) - [Google Lighthouse สำคัญอย่างไรกับการทำ SEO ](#google-lighthouse--seo) - [5 ปัจจัยที่ Google Lighthouse นำมาใช้ตรวจสอบคุณภาพเว็บไซต์มีอะไรบ้าง ? ](#5--google-lighthouse--) [Performance](#performance) - [Accessibility](#accessibility) - [Best Practices](#best-practices) - [SEO](#seo) - [Progressive Web App (PWA)](#progressive-web-app-pwa) - [สอนวิธีติดตั้ง Google Lighthouse แบบละเอียด ](#-google-lighthouse-) [เปิดเบราว์เซอร์ Chrome เพื่อเข้าส่วนต่อขยาย (Extensions)](#-chrome--extensions) - [เข้าไปที่ Chrome เว็บสโตร์ คลิก ส่วนขยาย หรือ Extensions](#-chrome-----extensions) - [คลิกเลือก Developer Tools ที่แถบเมนูด้านซ้ายมือ](#-developer-tools-) - [วิธีการใช้งาน Google Lighthouse](#-google-lighthouse) - [ใช้งาน Google Lighthouse ผ่าน เครื่องมือพัฒนาซอฟต์แวร์หรือ Inspect](#-google-lighthouse---inspect) - [Google Lighthouse ทำงานเหมือนกับ Page Speed Insights หรือไม่ ? ](#google-lighthouse--page-speed-insights--) - [สรุป Google Lighthouse อยากให้เว็บไซต์ได้คะแนนสูง ต้องทำอย่างไร ? ](#-google-lighthouse---) ## Google Lighthouse คืออะไร ? Google Lighthouse คือ เครื่องมือสำหรับการตรวจสอบคุณภาพเว็บไซต์ให้ผู้พัฒนาเว็บไซต์, SEO Specialist หรือนักการตลาดใช้เพื่อตรวจสอบคุณภาพและนำไปพัฒนาเพื่อเพิ่มความสำเร็จในการทำ [**SEO**](https://nerdoptimize.com/seo/what-is-seo/) ให้มากขึ้น ซึ่งในการตรวจสอบนั้นจะมีวิเคราะห์ในหลายด้านทั้งเรื่องของการแสดงผล (Perfomance), การเข้าถึง (Accessibility), การปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices), SEO, และ Progressive Web App (PWA) โดยแต่ละด้านจะมีคำแนะนำในการพัฒนาปรับปรุงเว็บไซต์พร้อมกับการประเมินเป็นคะแนนเต็ม 100 คะแนน แบ่งเป็นเกณฑ์ ดังนี้ - คะแนน 0-49 (สีแดง) : ควรปรับปรุงตามคำแนะนำโดยเร็วที่สุด - คะแนน 50-89 (สีเหลือง) : แนะนำให้ปรับปรุงตามคำแนะนำ - คะแนน 90-100 (สีเขียว) : คุณภาพดีแล้ว ไม่จำเป็นต้องปรับปรุง ## Google Lighthouse สำคัญอย่างไรกับการทำ SEO  [](https://developer.chrome.com/docs/lighthouse/overview) สำหรับใครที่เป็นมือใหม่ในด้านการทำ SEO หรือเป็นนักพัฒนาเว็บไซต์ที่กำลังอยู่ในช่วงเรียนรู้ และต้องการตัวช่วยมาคอยบอกแนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ ต้องบอกเลยว่า Google Lighthouse นั้นตอบโจทย์อย่างมาก เพราะไม่เพียงจะช่วยทำให้เว็บไซต์ของคุณทำงานได้ดี และเข้าใช้งานได้ง่ายมากขึ้น แต่ยังบอกแนวทางการแก้ไขพัฒนา SEO ภายในเว็บไซต์ ซึ่งจะมาเพิ่มโอกาสให้เว็บไซต์ของคุณปรากฏในหน้าแรกของการค้นหาได้ เรียกว่า เป็นการเพิ่มโอกาสที่จะทำให้เว็บไซต์เป็นที่รู้จักและสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้มากขึ้นได้นั่นเอง ## 5 ปัจจัยที่ Google Lighthouse นำมาใช้ตรวจสอบคุณภาพเว็บไซต์มีอะไรบ้าง ? อย่างที่ได้บอกไปในข้างต้นว่า การประเมินของ Google Lighthouse นั้นจะมีด้วยกัน 5 ปัจจัย และเป็น 5 ปัจจัยที่จะมีบทบาทในการพัฒนาเว็บไซต์ให้ทำงานได้ดีมากขึ้น มีประสิทธิภาพทั้งในด้านผู้ใช้และในด้านการทำ SEO ด้วย มาดูกันว่าแต่ละด้านนั้นเป็นอย่างไร ### Performance  [](https://www.semrush.com/blog/google-lighthouse/) ต้องบอกว่าความเร็วของการใช้งานเว็บไซต์เป็นหนึ่งในคุณสมบัติสำคัญที่ขาดไม่ได้ ดังนั้น Google Lighthouse จึงนำมาประเมินเป็นลำดับแรกๆ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ใช้งานจะได้รับประสบการณ์ที่ดี (User Experience) สะดวกและรวดเร็วด้วยการโหลดข้อมูลอย่างทันใจ โดยในการตรวจสอบนั้นจะมีการตรวจสอบว่าเว็บไซต์สามารถดาวน์โหลดข้อมูล รูปภาพหรือการแสดงผลส่วนอื่นๆ ของหน้าเว็บได้เร็วมากแต่ไหน โดยมีเกณฑ์วัดผลประสิทธิภาพต่างๆ ดังนี้ - **First Contentful Paint (FCP) **เป็นค่าการดาวน์โหลดเนื้อหาหน้าแรกว่าใช้เวลานานเท่าใด ซึ่งระยะเวลาที่ Lighthouse คิดว่าเหมาะสมที่สุดนั้นจะอยู่ที่ไม่เกิน 1,000 ms หรือ 1 วินาที - **Largest Contentful Paint (LCP)** เป็นค่าการดาวน์โหลดเนื้อหาหลักทั้งหมดว่าใช้เวลานานเท่าใด ซึ่งระยะเวลาที่เหมาะสมนั้น Lighthouse คิดว่าไม่ควรเกิน 2,500 ms หรือ 2.5 วินาที - **Total Blocking Time (TBT)** เป็นค่าที่จะวัดช่องว่างระหว่างเวลาการดาวน์โหลดเนื้อหาในหน้าแรก (FCP) กับการโต้ตอบกับผู้ใช้ ซึ่งระยะเวลาที่ Lighthouse คิดว่าเหมาะสมคือไม่เกิน 300 ms หรือ 0.3 วินาที - **Cumulative Layout Shift (CLS)** เป็นค่าที่บอกความเสถียรขององค์ประกอบในเว็บไซต์ที่จะบอกเราว่าการทำงานของสิ่งที่แสดงผลในหน้าเว็บไซต์นั้นมีความลื่นไหลแค่ไหน มีส่วนใดที่ผิดพลาดอยู่หรือไม่ - **Speed Index** แปลตรงตัวก็คือดัชนีความเร็ว หรือความเร็วโดยรวมของเว็บไซต์นั่นเอง ### Accessibility Accessibility คือ ปัจจัยที่ใช้ชี้วัดองค์ประกอบต่างๆ บนเว็บไซต์ที่ใส่ลงไปเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้งานว่าสามารถใช้งานได้ดีและเหมาะสมตามที่ควรจะเป็นหรือไม่ อย่างเช่น การใส่ Call-to-Action, การใส่ Internal Link ว่าสามารถคลิกเข้าไปดูได้หรือไม่ หรือการใส่ [Alt Text](https://nerdoptimize.com/seo/alt-text/) สามารถมองเห็นตามต้องการไม่ว่าจะใช้อุปกรณ์ใดในการเข้าถึงก็ตาม เช่น มีการใส่ลิงก์ให้แสดงตัวอย่างหน้าเว็บให้แก่ผู้ใช้งานผ่านมือถือ แต่ไม่สามารถแสดงผลอย่างเดียวกันบนคอมพิวเตอร์ คะแนนในส่วนนี้ก็จะน้อยลงไปด้วย ### Best Practices ในส่วนของ Best Practices จะเป็นส่วนของปัจจัยการพัฒนาเว็บไซต์ว่าเว็บไซต์ของคุณมีการพัฒนาตามหลักและสร้างระบบของเว็บไซต์ที่ปลอดภัยกับผู้ใช้งานหรือไม่ เช่น มีการเชื่อมต่อผ่าน HTTPS หรือการใช้โค้ดต่าง ๆ ตามหลักการหรือไม่ เป็นต้น ### SEO แน่นอนว่าต้องมีการตรวจสอบเรื่องของการทำ SEO เข้ามาด้วยว่าเว็บไซต์นั้นมีการใช้กลยุทธ์ SEO ในการทำเว็บไซต์หรือไม่ โดยเฉพาะการตรวจสอบในเชิง [**On-Page SEO**](https://nerdoptimize.com/seo/on-page-seo/) ว่ามีการใส่ Title, Description หรือโครงสร้างเนื้อหาตามที่ Google ได้บอกไว้หรือไม่ หรือมีการทำตาม [**E-E-A-T Factor**](https://nerdoptimize.com/seo/eat-ranking-factor/) หรือเปล่า ทั้งนี้ Google Lighthouse จะไม่ได้ตรวจสอบเรื่องของ SEO ให้ละเอียดมากนัก หากต้องการผลการตรวจสอบอย่างละเอียดควรใช้ SEO Tools ตัวอื่นๆ ที่สามารถวิเคราะห์อย่างละเอียดและมีประสิทธิภาพมากกว่า ### Progressive Web App (PWA) Progressive Web App หรือ PWA นั้นคือการตรวจสอบว่าเว็บไซต์มีการแสดงผลให้สามารถใช้งานได้ดีในทุกอุปกรณ์ที่สามารถเข้าถึงได้ หรือทำให้เว็บไซต์คล้ายกับแอปพลิเคชันนั่นเอง ซึ่ง Lighthouse Google จะดูว่าเว็บไซต์มีความสวยงาม แสดงผลได้เร็ว หรือมีรูปแบบการใช้งานเป็นอย่างไร โดยการประเมินจะบอกเพียงผ่านหรือไม่เท่านั้น ดังนั้น จึงไม่ควรละเลยในการทำ google mobile friendly test เพื่อที่จะทดสอบว่าเว็บไซต์นั้นเป็น Mobile first ด้วยหรือไม่ เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถใช้เว็บไซต์ได้จากทุกอุปกรณ์ (Device) อย่างที่ควรจะเป็น ## สอนวิธีติดตั้ง Google Lighthouse แบบละเอียด การติดตั้ง Google Lighthouse นั้นไม่ใช่เรื่องยากและไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่าย ต้องทำอย่างไรบ้าง ไปดูกัน ### เปิดเบราว์เซอร์ Chrome เพื่อเข้าส่วนต่อขยาย (Extensions) Lighthouse google online เป็นส่วนต่อขยายจาก Google Chrome ดังนั้น จึงต้องเปิดเบราว์เซอร์ขึ้นมาก่อน จากนั้นมองไปที่มุมขวามือจะเห็น จุดสามจุด หรือ กำหนดค่าและควบคุม Google Chrome เมื่อคลิกแล้วให้มองหาคำว่า “ส่วนขยาย” ให้คลิกแล้วไปที่ ไปที่ “Chrome เว็บสโตร์ (Chrome Web Store)” ### เข้าไปที่ Chrome เว็บสโตร์ คลิก ส่วนขยาย หรือ Extensions  ใน Chrome Web Store จะมีเครื่องมือต่างๆ ให้เลือกใช้งานมากมาย ให้มองไปที่ด้านบนทางซ้ายมือ จะเห็นคำว่า “Extensions (ส่วนขยาย)” เมื่อคลิกเข้าไปจะเจอกับส่วนขยายที่น่าสนใจเพิ่มเติม ### คลิกเลือก Developer Tools ที่แถบเมนูด้านซ้ายมือ  เมื่อเข้าสู่ ส่วนขยาย หรือ Extensions ได้แล้วให้มองดูแถบด้านซ้ายมือ จะเห็นว่ามีการจัดกลุ่มส่วนขยายเอาไว้ มองไปที่หัวข้อเมนู “Productivity” คลิกเลือก “Developer Tools” ซึ่งเป็นส่วนขยายของเหล่านักพัฒนาเว็บไซต์นั่นเอง ในหน้านี้จะได้เจอกับ [Google Lighthouse](https://chromewebstore.google.com/detail/lighthouse/blipmdconlkpinefehnmjammfjpmpbjk?utm_source=ext_app_menu) กันแล้ว หากใครหาไม่เจอสามารถคลิกได้เลย แล้วคลิกปุ่มสีน้ำเงินที่เขียนว่า “เพิ่มใน Chrome” ### วิธีการใช้งาน Google Lighthouse  [](https://developers.google.com/search/blog/2018/02/seo-audit-category-in-lighthouse?hl=th) เมื่อติดตั้ง Google Lighthouse เรียบร้อยแล้ว จะเห็นว่าด้านหลังแถบ URL จะมีสัญลักษณ์ประภาคารของ Google Lighthouse อยู่ หากต้องการตรวจสอบเว็บไซต์สามารถเข้าเว็บไซต์แล้วคลิกที่ไอคอน เลือกเมนูตัวเลือก จากนั้นเลือกปัจจัยที่ต้องการตรวจสอบแล้วคลิกตกลง แล้วคลิกสร้างรายงานหรือ Generate Report ก็จะได้รายงานผลการตรวจสอบตามที่ต้องการ ### ใช้งาน Google Lighthouse ผ่าน เครื่องมือพัฒนาซอฟต์แวร์หรือ Inspect  [](https://www.semrush.com/blog/google-lighthouse/) Google Lighthouse สามารถใช้ได้ในอีกช่องทางหนึ่งนั่นคือการใช้งานผ่านเครื่องมือพัฒนาซอฟต์แวร์ซึ่งเข้าจากทาง จุดสามจุดหรือกำหนดค่าและควบคุม Google Chrome ให้เลือกที่เครื่องมือเพิ่มเติมจะเจอกับตัวเลือกเครื่องมือพัฒนาซอฟต์แวร์หรือ Inspect ซึ่งในแถบด้านบนของหน้าต่างนี้จะมี Lighthouse ให้เลือกด้วย สามารถตรวจสอบได้จากทางนี้เช่นกัน ## Google Lighthouse ทำงานเหมือนกับ Page Speed Insights หรือไม่ ? บริษัท[รับทำ SEO ](https://nerdoptimize.com/seo/)ส่วนใหญ่เชื่อว่า การทำเว็บไซต์นั้นจะต้องใช้ตัวช่วยเข้ามาวัดประสิทธิภาพของเว็บไซต์ให้สามารถบอกจุดที่ควรปรับปรุงแก้ไขให้ได้มากที่สุดอยู่แล้ว ซึ่งตัวช่วยอย่าง Google Lighthouse และ Pagespeed Insights นั้นสามารถทำได้คล้ายคลึงกัน แต่ก็ยังมีความแตกต่างในรายละเอียดเพราะลักษณะการตรวจสอบของทั้งสองตัวช่วยต่างกัน โดย PageSpeed Insights จะเน้นการตรวจสอบประสิทธิภาพจากข้อมูลจริงของผู้ใช้ ส่วน Google Lighthouse จะเป็นการตรวจสอบโดยวิเคราะห์เชิงเทคนิคในด้าน Performance, Accessibility, Best Practices, SEO และ PWA ให้อย่างครบถ้วน ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า การใช้ Google Lighthouse สามารถใช้ในขณะที่ข้อมูลยอดผู้ใช้งานมีน้อยเพื่อประเมินหาข้อบกพร่องหรือใช้เพื่อตรวจสอบการทำงานในเชิงเทคนิค หลังจากนั้นก็สามารถตรวจสอบอีกครั้งโดยใช้ PageSpeed Insights เข้ามาช่วยวัดผลจากผู้ใช้งานว่าผู้ใช้ได้รับประสบการณ์เป็นอย่างไรอีกครั้งก็ได้เช่นกัน ## สรุป Google Lighthouse อยากให้เว็บไซต์ได้คะแนนสูง ต้องทำอย่างไร ? Google Lighthouse เป็นเครื่องมือที่ช่วยบอกแนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยเฉพาะในด้านเทคนิค เช่น เรื่องของ Performance หรือความเร็วในการโหลดเว็บไซต์เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ชอบการรอเว็บไซต์ที่ใช้เวลาในการโหลดนาน ซึ่งหากปล่อยให้หน้าเว็บโหลดช้าก็มีโอกาสที่จะทำให้ผู้ใช้งานเลือกกดปิดเว็บไซต์ออกไป ทำให้ Google ค่อนข้างให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการทำ SEO ที่จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถใช้งานเว็บได้ง่ายมากขึ้น และยังทำให้ Google เก็บข้อมูลของเว็บไซต์ได้อย่างรวดเร็ว ใครที่ต้องการให้เว็บไซต์มีอันดับ SEO ที่ดี ลองปรับเปลี่ยนใน 2 ปัจจัยนี้ก่อน อย่างการทำ [**Off Page SEO **](https://nerdoptimize.com/seo/off-page-seo/)หรืออาจมีการ[**เขียนบทความ SEO**](https://nerdoptimize.com/seo/seo-writing/)** **จากนั้นก็ทำการแก้ไขในปัจจัยด้านอื่นๆ เพราะแน่นอนว่าหากเราพัฒนาตามคำแนะนำจาก Lighthouse จะช่วยเพิ่มโอกาสให้เว็บไซต์ของคุณทำงานได้ดีในทุกแพลตฟอร์มและส่งผลดีต่อการทำ SEO มากขึ้นไปด้วยเช่นกัน - [FacebookFacebook](https://www.facebook.com/share.php?u=https%3A%2F%2Fnerdoptimize.com%2Fseo%2Fwhat-is-google-lighthouse%2F) - [LINELine](https://lineit.line.me/share/ui?url=https%3A%2F%2Fnerdoptimize.com%2Fseo%2Fwhat-is-google-lighthouse%2F)