เรารู้กันดีอยู่แล้วว่า Search Engine อย่าง Google คือหนึ่งในเครื่องมือการทำ Digital Marketing ที่ช่วยทำให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้จำนวนมาก แต่การที่จะทำให้ใช้เครื่องมือนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ไม่ใช่แค่การออกแบบเว็บไซต์ให้สวยแล้วจะถูกจัดอยู่ในอันดับที่ดี แต่ยังต้องพึ่งพาการทำ SEO รวมถึงการทำ SEO Content ที่มีคุณภาพรวมไปถึง [Semantic SEO](https://nerdoptimize.com/seo/semantic-seo/) จึงจะทำให้ติดอันดับบนหน้า Google ได้ ในบทความนี้ผมเลยจะมาบอกเล่าถึงอีกส่วนสำคัญอย่างวิธีเขียนบทความ SEO ([Copywriting](https://nerdoptimize.com/seo/copywriting/)) โดยผมจะมาบอกทั้งหลักการเขียน SEO และมีตัวอย่างของการทำบทความ SEO ที่ดีให้ดูด้วย เผื่อจะนำไปประยุกต์ใช้กับการเขียนบทความ SEO ของคุณได้ไม่มากก็น้อย ถ้าพร้อมแล้วตามไปดูวิธีเขียนบทความ SEO พร้อมๆ กันได้เลยครับ! เลือกอ่านตามหัวข้อ - [บทความ SEO คืออะไร](#h-บทความ-seo-ค-ออะไร) - [บทความ SEO กับ บทความธรรมดาแตกต่างกันอย่างไร](#-seo--) - [SEO เกี่ยวข้องอย่างไรกับนักเขียน](#seo-) - [ก่อนเขียนบทความ SEO ควรรู้อะไรบ้าง](#-seo-) - [ตัวอย่าง บทความ SEO ที่ดี](#--seo-) - [หลักการเขียนบทความ SEO](#-seo) - [สรุป](#hd-69ea43a71072f) ## บทความ SEO คืออะไร  ที่มาภาพ: [usetopic](https://www.usetopic.com/blog/seo-content-briefs-guide/) SEO Content หรือ บทความ SEO คือ กระบวนการวางแผน สร้าง และปรับปรุงเนื้อหาหรือบทความบนเว็บไซต์ให้เหมาะสม โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อการทำ SEO (Search Engine Optimization) โดยจะต้องทำเนื้อหาให้สอดคล้องกับสิ่งที่ Search Engine มองว่ามีคุณภาพทั้งด้านเนื้อหาและการทำ On-Page SEO หากทำได้ดีก็จะถูกจัดอันดับบน Search Engine ในตำแหน่งสูงๆ แน่นอนว่า ย่อมส่งผลต่อ Traffic ที่เข้ามายังเว็บไซต์ที่จะสูงขึ้นตามไปด้วย ## บทความ SEO กับ บทความธรรมดาแตกต่างกันอย่างไร การเขียนบทความธรรมดา คือ การเขียนเพื่อตอบโจทย์บางอย่าง เช่น การให้ข้อมูล การสร้างแรงบันดาลใจ การตอบสนองความสนใจ หรือเขียนเพื่อทำให้คนรู้จักแบรนด์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทำ Brand Communication ที่เรามักเห็นอยู่บ่อยๆ ทั้งในเว็บไซต์ สื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ โดยอ้างอิงหัวข้อจากสิ่งที่แบรนด์ต้องการจะสื่อสารกับผู้อ่านเป็นหลัก ส่วนการเขียน SEO จะเป็นส่วนผสมของศาสตร์อย่างการทำ SEO เข้ากับศิลป์อย่างการทำ Content Marketing เพื่อทำให้บทความมีโอกาสถูกค้นหาเจอบน Search Engine Results Page (SERP) หรือก็คือบนหน้าของ Google ได้มากขึ้น (แน่นอนว่าถ้าทำติดอันดับก็จะได้มาทั้ง Traffic ไปจนถึงสร้าง Conversion ได้เลยทีเดียว) โดยวิธีเขียนบทความ SEO ไม่ใช่แค่การเขียนเพื่อตอบโจทย์ของผู้อ่านเท่านั้น แต่ยังต้องเขียนเพื่อให้ตอบโจทย์ Bot ที่จะเข้ามาตรวจสอบหน้าบทความและนำไปจัดอันดับด้วยเทคนิค On-Page SEO ด้วย  ที่มาภาพ: [siegemedia](https://www.siegemedia.com/seo/content-strategy) ## SEO เกี่ยวข้องอย่างไรกับนักเขียน ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเขียนบล็อกที่ทำเป็นงานอดิเรก เผยแพร่ผลงานลงบนเว็บไซต์ของตัวคุณเอง หรือเป็นนักเขียนอาชีพอย่าง Content Writer ความรู้ในด้าน SEO จะช่วยส่งเสริมให้การเขียนบทความ และ [Meta Tag](https://nerdoptimize.com/seo/what-is-meta-tag/) ของคุณสามารถเข้าถึงกลุ่มคนที่เป็นเป้าหมายได้มากขึ้นจากการถูกจัดอันดับบน Search Engine เพราะแค่เขียนเก่งเขียนดีอย่างเดียว แต่กลับไม่สามารถส่งสารที่เขียนออกไปยังผู้อ่านได้ก็คงจะเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย โดยเฉพาะในฝั่งของนักเขียนมืออาชีพที่ต้องทำการเขียนเพื่อโปรโมตแบรนด์หรือขายสินค้า หากคุณเชี่ยวชาญทักษะในด้านการทำ SEO ด้วยก็เหมือนเป็นการเพิ่มสกิลที่ในหลายๆ บริษัทต้องการ เพราะทุกธุรกิจล้วนอยากที่จะได้ Traffic เข้าเว็บไซต์ของตัวเองทั้งนั้น ดังนั้น หากคุณคือนักเขียนคนหนึ่งที่อยากจะพาบทความของคุณพุ่งทะยานสู่อันดับ 1 บนหน้า Google แนะนำให้ลองอ่านวิธีการทำ SEO จากบทความ [SEO คืออะไร ? รวมทุกอย่างที่คุณต้องรู้ของการทำ SEO](https://nerdoptimize.com/seo/what-is-seo/) ## ก่อนเขียนบทความ SEO ควรรู้อะไรบ้าง - **ทำความเข้าใจ Google Algorithm** การเขียน SEO คือ การทำงานที่ต้องเอาใจ Google คุณต้องรู้ก่อนว่า Google ชอบอะไรและไม่ชอบอะไร โดยการทำความเข้าใจระบบที่ Google ใช้ในการตรวจสอบสิ่งต่างๆ เพื่อการจัดอันดับเนื้อหา นั่นคือ Google Algorithm (สามารถอ่านบทความเพื่อทำความเข้าใจ Google Algorithm ได้ที่ [Google Algorithm คืออะไร มีหน้าที่ทำอะไร](https://nerdoptimize.com/seo/google-algorithm/) แนะนำให้อ่านบทความนี้) - **ทำความเข้าใจเรื่องการทำ Keyword Research ** หัวใจของการทำ SEO คือ การทำ [Keyword](https://nerdoptimize.com/seo/what-is-keyword/) Research ที่มีประสิทธิภาพ และนักเขียนเองก็ควรที่จะทำความเข้าใจที่มาของการคิดและวางแผนการทำ Keyword Research เพื่อที่จะได้รู้ว่า ใครเป็นคนที่ค้นหาคำนี้ พวกเขากำลังมองหาอะไร ไปจนถึงเรื่องของปริมาณของการค้นหาในแต่ละเดือนว่าเยอะแค่ไหน ซึ่งเรื่องนี้จะช่วยทำให้มองเห็นภาพรวมของเนื้อหาด้วยว่าควรจะเขียนอะไร ไปในทิศทางไหน จึงจะมีประโยชน์ต่อคนอ่านมากที่สุด (อ่านวิธีการทำ Keyword Research ได้ที่ [Keyword Research คืออะไร สอนวิธีหาคีย์เวิร์ด วิเคราะห์เชิงลึก สำหรับผู้เริ่มต้นทำ SEO](https://nerdoptimize.com/seo/keyword-research-strategy/)) - **ทำความเข้าใจเรื่องการทำ SEO On-Page** On Page SEO คือ การปรับแต่งเนื้อหาบนหน้าเว็บไซต์ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเว็บไซต์และเนื้อหาต่างๆ ให้ดีสำหรับผู้ใช้งานและ Bot ของ Search Engine ซึ่งเรื่องนี้จะเกี่ยวโยงกับการเขียนบทความ SEO อีกด้วย (อ่านวิธีการทำ On-Page SEO อย่างละเอียดได้ที่ [On-Page SEO คืออะไร มีวิธีทำยังไงให้ติดอันดับ อัปเดตล่าสุด](https://nerdoptimize.com/seo/on-page-seo/)) - **ทำความเข้าใจเรื่องประเภทของบทความ** เพราะไม่ใช่ว่าบทความทุกประเภทจะเหมาะสำหรับการทำ SEO ดังนั้น มาดูกันดีกว่าว่า บทความแบบไหนถึงจะเหมาะสำหรับการทำ SEO โดยแบ่งให้เห็นอย่างชัดเจนจากบทความ 2 ประเภทนี้ - **Tropical Content** เป็นการทำบทความกระแส เน้นความมาไวไปไว เช่น ข่าว กระแสเทรนด์ที่นิยม บทความรายงานเกี่ยวกับงานเทศกาลต่างๆ เป็นต้น ซึ่งเป็นคอนเทนต์ที่ผลิตง่าย เขียนได้เร็ว ไม่จำเป็นต้องใช้เทคนิคด้านการทำ SEO เพราะเน้นเขียนให้ทันกระแส ทำให้คอนเทนต์นั้นๆ จะมีคุณค่ามากๆ ในช่วงเวลาหนึ่ง เนื่องจากมักได้รับ Engagement จากคนอ่านค่อนข้างดี แต่ในระยะยาวคอนเทนต์นี้ก็จะหายไปตามกาลเวลา ไม่ได้ยั่งยืน - **Evergreen Content** เป็นการทำบทความที่เน้นความยั่งยืน เนื้อหาจะคงอยู่แบบนั้นตลอดไป ไม่ได้ล้าสมัยหรือหายไปตามกาลเวลา เช่น บทความที่ให้คำนิยามต่างๆ ( …คืออะไร, …หมายถึงอะไร), บทความบอกวิธีการทำ อย่างเช่น บทความนี้ที่บอกถึงวิธีเขียนบทความ SEO เป็นต้น ซึ่งการทำบทความประเภทนี้จะเอื้อต่อการทำ SEO เป็นอย่างมาก เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ต้องปรับปรุงมาก สามารถทำเนื้อหาให้ตรงกับสิ่งที่คนค้นหาได้ แต่ก็จะมีความยากด้านเนื้อหาเพราะต้องลงลึกถึงรายละเอียด และต้องครอบคลุมหัวข้อที่เขียนในระดับหนึ่ง จึงจะกลายเป็น Evergreen Content ที่สมบูรณ์ ## ตัวอย่าง บทความ SEO ที่ดี ตัวอย่าง บทความ SEO ที่ดีที่ผมนำมาฝากในวันนี้จะเป็นตัวอย่างจากเว็บไซต์ 3 ประเภท ได้แก่ - Service company - Ecommerce store - Blogger ### ตัวอย่างบทความ SEO ที่ดี จาก Service company เป็นตัวอย่างบทความของเว็บไซต์ [FreemanHarris](https://freemanharris.co.uk/) ซึ่งเป็นบริษัททนายความที่ไม่ใช่บริษัทใหญ่แต่สามารถทำอันดับในคำค้นหาที่เกี่ยวข้องกับบริษัทได้ในหลายคีย์เวิร์ด เช่น london personal injury lawyer. เป็นต้น  โดยเว็บไซต์นี้โดดเด่นทั้งในด้านโครงสร้างของเว็บไซต์ที่ใช้ Layout ในหน้าบทความเพื่อการสื่อสารถึงแบรนด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และใช้งานง่าย รวมถึงส่วนประกอบต่างๆ ของบทความยังตอบโจทย์ผู้ใช้งานเป็นหลักด้วยการทำเนื้อหาที่เน้นการตอบคำถามจากคำคีย์เวิร์ดที่คนมักค้นหาเกี่ยวกับบริษัททนาย มีการทำส่วนของ คำถามที่พบบ่อย ตารางราคา และฟอร์มสำหรับติดต่อไว้ในทุกหน้า ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีส่วนทำให้ติดอันดับบนหน้า Google ได้ และยังช่วยให้คนอยู่ในหน้าเว็บไซต์ได้นานขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ยังเป็นเว็บไซต์ที่คำนึงถึงกฎ[ E-A-T Factor ](https://nerdoptimize.com/seo/eat-ranking-factor/)ที่ทาง Google กำหนดไว้ ใน Landing Page ทุกหน้า จึงมีเนื้อหาที่ไม่ซ้ำกัน ซึ่งเขียนโดยทนายความที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ มีการแสดงผลของคำวิจารณ์ต่างๆ ของบริษัททำให้มีทั้ง Expertise (ความเชี่ยวชาญ), Authoritativeness (ความมีอิทธิพล) และ Trustworthiness (ความน่าเชื่อถือ) ตามที่ Google ต้องการ ### ตัวอย่างบทความ SEO ที่ดี จาก Ecommerce store [Solostove.com](https://solostove.com/) เป็นเว็บไซต์ด้าน E-Commerce ขายสินค้าเกี่ยวกับอุปกรณ์ปิ้งย่างที่ออกแบบเว็บไซต์มาให้สวยงามแถมยังคอนเทนต์ที่เป็นมิตรกับ SEO อีกด้วย ซึ่งการทำ SEO สำหรับเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ ตัวบทความจะเน้นไปที่การทำหน้า Service ให้ติดอันดับโดยการใส่คำ Keyword ลงไปในหน้านำเสนอสินค้าเป็นหลัก โดยในหน้าเหล่านั้นก็จะต้องให้ข้อมูลที่ละเอียดและครบถ้วนมากพอที่จะทำให้ถูกนำมาจัดอันดับด้วย เช่น ส่วนของเนื้อหาแนะนำสินค้า คำถามที่พบบ่อย มีรีวิวผลิตภัณฑ์ เป็นต้น  ### ตัวอย่างบทความ SEO ที่ดี จาก Blogger  [Emmacruises.com](https://emmacruises.com/) เป็นบล็อกส่วนตัวที่เล่าเรื่องการล่องเรือโดย Emma Le Teace ซึ่งทำเนื้อหาได้ออกมาตรงกับหลักการเขียน SEO รวมถึงทำได้ดีในเกณฑ์ E-A-T Factor ทั้งในด้านเนื้อหาที่ทำการค้นคว้า เจาะลึกมาอย่างดี และมีความเป็นต้นฉบับสูง ทำให้ได้รับความน่าเชื่อถือจากเว็บไซต์อื่นๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกัน ส่งผลให้ได้ [Backlink](https://nerdoptimize.com/seo/what-are-backlinks/) จำนวนมากกลับมายังเว็บไซต์ เพราะเนื้อหาที่เขียนมีคุณภาพ จึงทำให้ติดอันดับในคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์นี้มากมาย ## หลักการเขียนบทความ SEO **1.ต้องมีการใส่ Keyword ที่เหมาะสมในทุกบทความ** Keyword หมายถึง คำหรือวลีที่คนใช้ในการค้นหาบางอย่างที่ต้องการจาก Search Engine การใส่ Keyword ลงไปในบทความจึงเป็นสิ่งที่ช่วยทำให้ Google รู้ว่าบทความนี้กำลังสื่อถึงอะไร ต้องการทำอันดับใน Keyword ไหน หากทำได้ตรงตามเกณฑ์ที่ Google มองว่ามีคุณภาพก็จะทำให้ขึ้นอันดับได้ง่าย โดยการเลือก Keyword มาใช้จะมี 3 ปัจจัยด้วยกันที่ต้องนำมาพิจารณาร่วมกัน ดังนี้ - **Search Volume ของ Keyword** หมายถึง ปริมาณการค้นหาคำนั้นๆ ในแต่ละเดือน โดยเลือก Keyword ที่มีปริมาณเหมาะสม สามารถทำการแข่งขันได้ โดยอาจจะเลือกใช้เป็น [Long Tail Keyword](https://nerdoptimize.com/seo/long-tail-keywords/) และ [LSI Keyword](https://nerdoptimize.com/seo/lsi-keywords/) ที่มีปริมาณการค้นหาและระดับการแข่งขันค่อนข้างต่ำกว่า Keyword หลักที่มีขนาดสั้น - **เป็นคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ เกี่ยวกับสินค้า หรือเว็บไซต์** เช่น คุณทำธุรกิจขายรองเท้า คำคีย์เวิร์ดที่ใช้ก็ควรจะเกี่ยวกับรองเท้า อย่าง รองเท้าวิ่งผู้ชาย รองเท้าวิ่งผู้ชายยี่ห้อ… รองเท้าผู้ชายรุ่น… หรือ ปัญหาของลูกค้า ผลลัพธ์จากการใช้สินค้า ฯลฯ **มีคนใช้งานจริง** เพราะคำบางคำที่นักเขียนเลือกเขียนแบบถูกต้องอาจจะไม่ได้มีคนใช้งาน เพราะคนส่วนใหญ่อาจจะพิมพ์คำนั้นผิด และทำให้คำที่พิมพ์ผิดที่ปริมาณคนค้นหามากกว่า  ที่มาภาพ: [backlinko.com](https://backlinko.com/hub/seo/seo-writing) เมื่อเลือก Keyword ที่จะนำมาใช้ได้แล้ว ก็ต้องใส่ Keyword ลงในตำแหน่งต่างๆ ที่สำคัญๆ ได้แก่ - Title และ Description - URL - ใน 100 คำแรกของบทความ - ใส่ในหัวข้อ H1, H2, H3, H4, …. โดยจะต้องวางคำคีย์เวิร์ดให้กระจายทั่วทั้งบทความในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งปริมาณที่เหมาะสมนั้นจะดูได้จาก [Keyword Density](https://nerdoptimize.com/seo/keyword-density/) หรือการกระจายคำคีย์เวิร์ดที่คิดออกมาเป็น % ต่อจำนวนคำที่เขียนทั้งหมดของบทความนั่นเอง **2.ต้องมีการใส่ Keyword ที่เหมาะสมในทุกบทความ**  ที่มาภาพ: [blog.pagezii.com](https://blog.pagezii.com/seo-content-writing-tips/) [Title Tag คือ](https://nerdoptimize.com/seo/title-tag/)อะไร (ชื่อบทความ) และ Description (คำบรรยายบทความ) เป็นสิ่งแรกที่ผู้คนจะสังเกตเห็นได้เมื่อมีการแสดงผลลัพธ์ของการค้นหา จึงต้องเขียนให้น่าดึงดูดใจ น่าคลิกเข้ามายังหน้าเว็บไซต์ (ลองดูวิธีการเขียน Description เป็นตัวอย่างได้เลยที่ [Meta Description คืออะไร ช่วยเรื่องอะไรสำหรับการทำ SEO](https://nerdoptimize.com/seo/meta-description/)) และต้องไม่ลืมที่จะใส่ Keyword ที่เกี่ยวข้องลงไป รวมถึงควรที่จะเขียนในความยาวที่พอดี โดย Title จะต้องมีความยาวไม่เกิน 50-60 ตัวอักษร ส่วน Description ควรมีความยาวไม่เกิน 150 – 154 ตัวอักษร เพราะข้อความอาจแสดงไม่ครบกรณีที่เขียนยาวมากกว่านั้น  หากต้องการตรวจสอบว่าความยาวของ Title (ชื่อบทความ) และ Description (คำบรรยายบทความ) มีความยาวที่เหมาะสมหรือไม่สามารถใช้เว็บไซต์ [highervisibility](https://www.highervisibility.com/seo/tools/serp-snippet-optimizer/) ในการตรวจสอบได้เลย (นอกจากนี้ ใช้ใส่ URL ที่คุณคิดมาแล้วเพื่อตรวจสอบความยาวและหน้าตาที่จะแสดงผลได้ด้วยนะครับ) **3.เขียน URL ที่เข้าใจง่ายและมีคีย์เวิร์ด**  หากคุณเขียนบทความภาษาไทย ใช้คีย์เวิร์ดเป็นภาษาไทย คุณอาจจะต้องเลือกว่า ต้องการให้ URL มี Keyword และใช้ภาษาไทย หรือยอมไม่ใส่ Keyword และใช้เป็นภาษาอังกฤษ แต่ข้อเสียของการใส่ Keyword ลงไปใน URL เป็นภาษาไทยคือ เวลากดแชร์ตัว URL จะมีลักษณะยาว ทำให้ดูเหมือนลิงก์สแปมที่ทำให้คนรู้สึกไม่อยากกดได้ **ตัวอย่างเช่น **https://www.abc.com/th/blog/%e0%b8%82%e0%b **4.กระจายคำคีย์เวิร์ดทั้งบทความ**  ที่มาภาพ: [blog.pagezii.com](https://blog.pagezii.com/seo-content-writing-tips/) คุณสามารถกด Ctrl + f. เมื่อต้องการค้นหาข้อความในแพลตฟอร์มนั้น เพื่อตรวจสอบดูว่าคุณใส่ Keyword อะไรลงไปในจุดไหนบ้าง ดูว่ากระจายทั่วทั้งบทความหรือไม่ มีอยู่ครบทุกตำแหน่งที่ต้องการหรือเปล่า  ที่มาภาพ: [yoast](https://yoast.com/features/seo-analysis/) รวมถึงตรวจสอบ Keyword Density, ความยาวของ Title และ Description ไปจนถึงเกณฑ์อื่นๆ ที่เป็นการทำ On-Page SEO จากเครื่องมือยอดนิยมอย่างการใช้เพื่อทำ SEO ใน WordPress อย่าง Yoast SEO (ลองดูวิธีการใช้งาน และฟีเจอร์ต่างๆ ที่สามารถใช้เพื่อตรวจสอบบทความ SEO ได้เลยครับที่ [Yoast SEO คืออะไร ทำความรู้จักตัวช่วยในการทำ SEO แบบละเอียด](https://nerdoptimize.com/seo/yoast-seo/)) **5.ให้ความสำคัญกับการเขียน Heading Tag หรือ หัวข้อต่างๆ** [Heading Tag](https://nerdoptimize.com/seo/what-is-heading-atag/) คือ HTML Tag จะเป็นการกำหนดหัวข้อต่างๆ ของหน้าเพจว่าอะไรคือหัวข้อหลัก อะไรคือหัวข้อรองในหน้าเพจนั้น จะมีตั้งแต่ H1 ไปจนถึง H6 และเรียงลำดับความสำคัญเริ่มต้นจาก H1 ลงไป  ที่มาภาพ: [semji.com](https://semji.com/blog/why-use-h1-h2-h3-tags-for-your-seo/) ดังนั้นเวลาใช้งาน Heading Tag ควรที่จะเรียงหัวข้อตามลำดับความสำคัญ รู้ว่าอะไรคือหัวข้อใหญ่และหัวข้อย่อย ไม่ควรใช้ข้ามไปมา เช่น เมื่อ H1 คือหัวข้อหลัก หัวข้อรองควรใช้เป็น Tag H2 ไม่ควรใช้ข้ามเป็น H3 หรือ H4 เพราะจะทำให้การวางโครงสร้างหน้าเพจเสีย ทำให้เสียโอกาสในการทำอันดับด้วย นอกจากนี้ อย่าลืมที่จะใส่คีย์เวิร์ดลงไปในแต่ละหัวข้ออย่างเป็นธรรมชาติ (ไม่จำเป็นต้องแทรก Keyword เข้าไปในทุกหัวข้อที่ใส่ Heading Tag) ไม่อย่างนั้นอาจถูกมองว่าหน้านั้นทำการสแปมคีย์เวิร์ดได้ **6.ใส่ชื่อภาพ และ Alt Text ของภาพ**  ที่มาภาพ: [ahrefs](https://ahrefs.com/blog/alt-text/) การใส่ภาพประกอบเป็นอีกส่วนที่ช่วยในเรื่องของการทำ SEO ดังนั้น จึงควรตั้งชื่อให้มีคีย์เวิร์ด และเมื่ออัปโหลดเข้าไปแล้ว ให้ทำการใส่ Alt Text ของภาพ ซึ่งเป็นเหมือนคำอธิบายภาพที่สามารถทำการแทรก Keyword เข้าไปในรูปภาพเพื่อให้ติด Search บน Google Image ได้เลย  ยกตัวอย่างเช่นการแก้ [Alt Text คือ](https://nerdoptimize.com/seo/alt-text/)อะไรใน WordPress ซึ่งแก้ได้ง่ายๆ หลังจากทำการอัปโหลดรูปขึ้นไปได้ทันที **7.เน้นการเขียนเนื้อหาคุณภาพตามที่ Google ต้องการ** การเขียนบทความ SEO จะต้องมีความสดใหม่ คือ ไม่ทำการคัดลอกเนื้อหาของคนอื่น เขียนโดยความเข้าใจและความเชี่ยวชาญของผู้เขียนเอง ในความยาวที่เหมาะสม (ประมาณ 500 คำขึ้นไป) รวมถึงจะต้องลงเนื้อหาบทความอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นการบอก Google ว่าคุณยังอัปเดตอยู่ มีการแชร์ลงบนช่องทางโซเชียลมีเดีย เพื่อเพิ่ม Engagement ให้กับบทความ อีกทั้ง ถ้าบทความของคุณได้รับการแชร์เยอะๆ ก็จะมีผลต่อ SEO สูงมากด้วยเช่นกัน และหากต้องการบริการ[รับทำ SEO](https://nerdoptimize.com/seo/) สามารถอ่านต่อได้ที่นี่ ## สรุป และนี่คือเรื่องที่คุณควรรู้เกี่ยวกับการเขียนบทความ SEO จะเห็นว่า วิธีเขียนบทความ SEO นั้นไม่ได้ยากอย่างที่คิด เพียงแต่ต้องศึกษาหลักการ[ทำ SEO](https://nerdoptimize.com/seo/how-to-do-seo/) เพิ่มเติม เพื่อที่จะส่งบทความที่คุณเขียนขึ้นหน้าหนึ่งของ Google แต่ก็ไม่ใช่ว่าใช้แค่เทคนิคการทำ SEO อย่างเดียวจะเพียงพอ ยังต้องอาศัยคุณภาพของการทำเนื้อหาที่ต้องสามารถตอบสนองต่อเจตนาของผู้ใช้งานหรือ Search Intent ได้ รวมถึงยังมีเทคนิคอื่นๆ อย่างการทำ [Off-Page SEO](https://nerdoptimize.com/seo/off-page-seo/) รวมถึงการปรับปรุงเว็บไซต์ให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่ Google กำหนดด้วย (อ่านเกณฑ์ของ Google ได้ที่ [Google Ranking Factor 2022 อัปเดตกฎ 200+ ข้อจาก Google](https://nerdoptimize.com/seo/google-ranking-factors/)) ซึ่งนั่นอาจจะไม่ใช่หน้าที่ของนักเขียนทั้งหมด แต่ถ้าหากคุณรู้ไว้ก็จะกลายเป็นแต้มต่อให้กับสายอาชีพในวงการ Digital ต่อไปได้ในอนาคต **อ้างอิง** [https://www.similarweb.com/corp/blog/marketing/seo/how-to-optimize-your-content-for-seo/](https://www.similarweb.com/corp/blog/marketing/seo/how-to-optimize-your-content-for-seo/) [https://backlinko.com/hub/seo/seo-writing](https://backlinko.com/hub/seo/seo-writing) [https://www.siegemedia.com/seo/content-strategy](https://www.siegemedia.com/seo/content-strategy) [https://rockcontent.com/blog/seo-writing/](https://rockcontent.com/blog/seo-writing/) - [FacebookFacebook](https://www.facebook.com/share.php?u=https%3A%2F%2Fnerdoptimize.com%2Fseo%2Fseo-writing%2F) - [LINELine](https://lineit.line.me/share/ui?url=https%3A%2F%2Fnerdoptimize.com%2Fseo%2Fseo-writing%2F)