SEM (Search Engine Marketing) คือ อีกหนึ่งวิธีการทำการตลาดบน Search Engine ที่มีประสิทธิภาพ สูงมาก เพราะปัจจุบัน Google มีอัตราการค้นหากว่า 99,000 ครั้งต่อวินาที ดังนั้นยิ่งถ้าเราสามารถทำให้เว็บไซต์ของเราติดอันดับหน้าหนึ่งบน Google โอกาสที่ธุรกิจเราจะถูกค้นพบ และดึงดูดให้คนเข้ามาที่เว็บไซต์ของเราก็ยิ่งมีมากขึ้นด้วย บทความนี้ Nerd Optimize จะพาทุกคนไปรู้จักกับ SEM กันให้มากขึ้น พร้อมทั้งดูว่า SEM แตกต่างจาก SEO อย่างไรบ้าง ไปดูกันเลย ## SEM คืออะไร SEM (Search Engine Marketing) คือ การทำการตลาดโดยใช้ช่องทาง Search Engine เช่น Google หรือ Yahoo! ถ้าหากเราสามารถทำ SEM ให้เว็บไซต์ติดอันดับหน้าหนึ่งได้ก็จะยิ่งเป็นการเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าเข้าถึงธุรกิจได้มากขึ้น รวมถึงโอกาสในการเพิ่ม Traffic ให้กับเว็บไซต์มากกว่าเดิม และปิดการขายได้ในที่สุดด้วย ## SEM มีกี่แบบ พอพูดถึง SEM (Search Engine Marketing) หลายคนอาจเข้าใจผิดว่า SEM เป็นการทำการตลาดแบบเสียเงินเพียงอย่างเดียว แต่จริง ๆ แล้ว ไม่ใช่ เพราะการทำ SEM แบ่งออกเป็น 2 แบบด้วยกัน คือ แบบฟรี SEO (Search Engine Optimization) และแบบเสียเงิน PPC (Pay per Click) ### SEO (Search Engine Optimize) [SEO คือ](https://nerdoptimize.com/seo/what-is-seo/) การทำให้เว็บไซต์ติดอันดับหน้าแรกบน Search Engine ผ่านการปรับแต่งเว็บไซต์ให้มีประสิทธิภาพ โดยไม่เสียเงินในการซื้อโฆษณา และผลลัพธ์ที่ได้รับกลับมาจะเรียกว่าเป็นแบบ Organic Search หรือแบบธรรมชาติ โดยการปรับแต่ง SEO หลัก ๆ จะมี 3 แบบด้วยกัน คือ #### On-page SEO [On-page SEO](https://nerdoptimize.com/seo/on-page-seo/) คือ การ[เขียนบทความ SEO](https://nerdoptimize.com/seo/seo-writing/) และการปรับแต่งคอนเทนต์บนหน้าเว็บเพจหรือบนเว็บไซต์ของเราให้มีความเหมาะสมและง่ายต่อทั้งผู้ใช้งานเว็บไซต์ ลูกค้า รวมถึงกฎเกณฑ์ของ Search Algorithm* โดยการปรับแต่ง On-page SEO มักจะเกี่ยวข้องกับการแทรก Keyword ในปริมาณที่พอดีไปยังส่วนต่าง ๆ ของคอนเทนต์ รวมถึงการเขียนเนื้อหาต้องมีคุณภาพ สามารถตอบคำถาม Keyword ที่ผู้ใช้ค้นหาผ่าน Search Engine ได้เป็นอย่างดี *Search Algorithm ในที่นี้จะยึดหลักของ [Google Algorithm](https://nerdoptimize.com/seo/google-algorithm/) เพราะเป็น Search Engine ที่ใหญ่และมีอิทธิพลมากที่สุด โดย Google จะมีการอัปเดต Algorithm การจัดอันดับอยู่เป็นประจำ เพื่อจัดการเว็บไซต์ที่ไม่มีคุณภาพ และให้ผลการค้นหาตรงใจผู้ใช้งานมากยิ่งขึ้น #### Off-page SEO [Off-page SEO](https://nerdoptimize.com/seo/off-page-seo/) คือ การทำ SEO ผ่านปัจจัยภายนอกเว็บไซต์ เช่น การทำ Link Building, การทำให้แบรนด์หรือธุรกิจเราถูกพูดถึงผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์ หรือช่องทางอื่น ๆ เป็นต้น ยิ่งแบรนด์เรามีการพูดถึงในโลกออนไลน์หรือมีการติด Backlink กลับมามากเท่าไร ในสายตาของ Google Algorithm ก็จะมองว่าเว็บไซต์ของเราน่าเชื่อถือมากเท่านั้น ส่งผลให้คะแนน SEO เราดียิ่งขึ้น และช่วยให้เว็บไซต์ของเราติดอันดับหน้าแรกได้นั่นเอง #### Technical SEO Technical SEO คือ การปรับแต่งเว็บไซต์ทางเทคนิค เพื่อให้ Google Algorithm ให้คะแนนเว็บไซต์ของเราสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การออกแบบ UX/UI ให้มีความเป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน (User Friendly), การปรับให้หน้าเว็บไซต์โหลดเร็วขึ้น, การปรับ User Interface ให้รองรับการแสดงผลทั้งบนคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือสมาร์ทโฟน, การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลบนเว็บไซต์ และข้อมูลของผู้ใช้งาน หรือการออกแบบ Site Structure ให้ใช้งานได้ง่าย เป็นต้น ### PPC (Pay Per Click) PPC (Pay Per Click) คือ การจ่ายเงินเพื่อซื้อพื้นที่โฆษณาบน Search Engine ในพื้นที่ที่ถูกกำหนดไว้ (Paid Search) เช่น หากเราลองค้นหาอะไรสักอย่างบน Google แล้วเมื่อผลการค้นหาแสดงขึ้นมา เว็บไซต์อันแรกสุดหรือล่างสุดของหน้าแรกที่มีสัญลักษณ์ Sponsor อยู่หน้าชื่อเว็บไซต์นั้น ๆ นั่นคือเว็บไซต์ที่มีการซื้อ Paid Search สำหรับการซื้อ Paid Search บน Google หรือที่เราเรียกว่า Google Ads นั้นง่ายมาก คือ เราต้อง Bidding หรือทำการประมูลราคา Keyword นั้น ๆ ก่อน ยิ่งจ่ายแพง ก็ยิ่งได้อันดับที่ดี (ลองคิดภาพเหมือนเราจองที่ขายของในตลาด ที่ที่มีราคาแพงที่สุดก็คือที่ที่คนพลุกผล่านที่สุด) ส่วนการจ่ายเงินของ PPC คือ ทุก ๆ ครั้งที่มีคนกดเข้าเว็บไซต์ของเราจากการโฆษณา Google ก็จะคิดเงินตามจำนวนคลิก ถ้าเราลงโฆษณาไปแล้ว แต่ไม่มีคนกดคลิกเข้าเว็บไซต์ Google ก็จะไม่มีการเก็บเงินค่าโฆษณาแต่อย่างใดเลย ตัวอย่างเช่น เรา Bidding มาได้ 3 บาท แล้ววันนั้นมีคนกดเข้าเว็บไซต์ของเรา 100 ครั้ง เท่ากับว่าเราต้องจ่ายเงินให้ Google ทั้งหมด 3 x 100 = 300 บาท ## SEO vs SEM ต่างกันอย่างไร การทำ SEO กับ SEM นั้นมีจุดประสงค์เดียวกัน คือ การทำให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับหน้าแรกบน Google แต่ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป ซึ่งความแตกต่างของ SEO SEM มีทั้งหมดดังนี้ ### ข้อดีของ SEO ### ข้อเสียของ SEO ### ข้อดีของ SEM ### ข้อเสียของ SEM ดังนั้นในการเลือกว่าจะทำ SEO หรือ SEM อาจต้องดูด้วยว่าธุรกิจเราดำเนินมาถึงเฟสไหนแล้ว หรือเป้าหมายในการทำการตลาดในช่วงเวลานั้นคืออะไร หากคุณเพิ่งเริ่มธุรกิจ เป็นเว็บไซต์ใหม่ หรือกำลังเปิดตัวสินค้าใหม่ที่ยังไม่มีใครรู้จัก การจ้าง[บริษัทรับทำ SEO](https://nerdoptimize.com/seo/seo-agency-thailand/) ควบคู่กันไปกับ SEM เลยอาจได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า เพราะอย่างที่บอกไปว่าการทำ SEO จะใช้เวลาเยอะกว่า บางครั้ง 6-12 เดือนหรืออาจมากกว่านั้น กว่าที่เว็บไซต์จะไต่อันดับขึ้นมาได้ หากไม่อยากรอนาน หรืออยากสร้าง Awareness แบบเร็ว ๆ การทำ SEM จะช่วยตอบโจทย์เป้าหมายของคุณมากกว่า (แต่ในระหว่างนั้นก็ควรทำ SEO ควบคู่ไปด้วย) ## การทำการตลาด SEM สำคัญอย่างไร ปัจจุบัน Google คือ Search Engine อันดับ 1 และมีอิทธิพลมากที่สุดในโลก อ้างอิงจากการที่มีคนกดค้นหากว่า 8.5 พันล้านต่อวัน ซึ่งหากคุณทำการตลาด SEM ก็จะยิ่งช่วยเพิ่มการเข้าถึงให้เว็บไซต์ธุรกิจของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้สร้างยอดขายทางออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ได้มากขึ้น เพราะเว็บไซต์เปรียบเสมือนเป็นหน้าร้านที่เปิด 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด สามารถทำหน้าที่แทนมนุษย์ได้เกือบสมบูรณ์ 100% จึงทำให้ไม่พลาดโอกาสในการปิดการขายกับลูกค้าได้ในที่สุด ซึ่งถ้าลองดูจากสถิติของ Sistrix ที่มีการหาค่าเฉลี่ย Click-through Rate (CTR) ที่แยกตามแต่ละ Position ของเว็บไซต์บนหน้า SERP จากตัวเลขดังกล่าวจะสังเกตได้เลยว่า ตำแหน่งของเว็บไซต์ที่ได้ค่า Click-through Rate (CTR) มากที่สุดคือเว็บไซต์ที่อยู่ในอันดับตำแหน่งที่ 1 และไล่กันลงมาตามลำดับการแสดงผล ซึ่งการที่มีคนกดคลิกเข้าไปยังเว็บไซต์ของคุณมากเท่าไร นั่นเท่ากับโอกาสที่ธุรกิจของคุณจะสามารถสร้าง Conversion ได้ง่ายมากขึ้นเท่านั้น นอกจากนั้นการทำ SEM ยังสามารถช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจของคุณได้เป็นอย่างดี เพราะการที่เว็บไซต์ของธุรกิจคุณนั้น สามารถไปปรากฏอยู่อันดับต้น ๆ ของหน้าแสดงผลการค้นหา (SERP) จะช่วยให้แบรนด์ของคุณเกิดการจดจำจากกลุ่มเป้าหมาย และทำให้กลุ่มเป้าหมายเกิดความเชื่อถือ เชื่อมั่นในแบรนด์ของคุณมากยิ่งขึ้น ## ข้อควรรู้ก่อนเริ่มต้นทำ SEM ก่อนเริ่มต้นทำ SEM พื้นฐานสำคัญที่คุณควรรู้ เช่น การทำ Keyword Research และ การดูจำนวน Keyword Volume ถ้าหากรู้เรื่องพื้นฐานเหล่านี้ คุณจะสามารถทำได้ทั้ง SEM และ SEO แบบสบาย ๆ เลย ### 1. ตั้งเป้าหมายก่อนทำ SEM ให้ชัดเจน ให้คุณตั้งเป้าหมายก่อนทำ SEM เช่น การเพิ่ม Traffic บนเว็บไซต์, หา Lead ให้ธุรกิจเพิ่มขึ้น, เพิ่มยอดขาย หรือเป้าหมายอื่น ๆ เพราะการมีเป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยให้เราวางกลยุทธ์ในการทำ SEM ต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ### 2. ทำ Keyword Research เพื่อหา Keyword ที่ธุรกิจต้องการ การทำ Keyword Research จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำทั้ง SEO และ Paid Search ให้ดียิ่งขึ้น เพราะเราจะรู้เลยว่า Keyword คำนั้นจะสามารถต่อสู้กับคู่แข่งได้หรือไม่ ทั้งจำนวน Search Volume, ความยาก-ง่ายในการทำอันดับ, ดูคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันกับเราว่ามีใครบ้าง โดยการทำ Keyword Research สามารถใช้เครื่องมือ SEO Tools เข้ามาช่วยได้ เช่น Google Keyword Planner, [Ubersuggest](https://nerdoptimize.com/seo/ubersuggest/), SEMRush และอื่น ๆ ### 3. เริ่มปรับปรุงคุณภาพเว็บไซต์ แม้จะมีกลยุทธ์การทำ SEM ที่ดีแล้ว แต่พอกลุ่มเป้าหมายของคุณกดเข้ามายังเว็บไซต์ของคุณแล้วพบว่า เว็บไซต์ของคุณใช้งานยาก, มี UX/UI ที่ไม่ดี, โหลดช้า, ไม่มีความปลอดภัย หรือไม่สามารถรองรับสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตได้ สุดท้ายคุณอาจไม่สามารถเปลี่ยน Traffic ให้กลายเป็น Conversion ได้ ซึ่งทำให้การที่ทุ่มเททำ SEM มาทั้งหมดเป็นการสูญเปล่าได้ เพราะฉะนั้นการตรวจสอบคุณภาพเว็บไซต์ให้ดีก่อนนำมาทำ SEM จะช่วยทำให้บรรลุเป้าหมายได้ โดยวิธีในการเช็กคุณภาพของเว็บไซต์นั้น วิธีที่ง่ายที่สุด (และใช้งานได้ฟรี) ### 4. คอนเทนต์ต้องมีคุณภาพและมีประโยชน์ เมื่อคนเข้ามาบนเว็บไซต์จากการทำ SEM แล้ว การที่คนจะอยู่บนเว็บไซต์ของคุณได้นานหรือไม่อีกหนึ่งข้อคือ การ[เขียนบทความ SEO](https://nerdoptimize.com/seo/seo-writing/) ทำคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ มีประโยชน์ และสามารถตอบคำถามที่กลุ่มเป้าหมายกำลังตามหาได้ เช่น ถ้าคนเข้ามาด้วย Keyword คำว่า รองเท้าแตะยี่ห้อไหนดี ในคอนเทนต์ของคุณอาจตอบคำถามพวกเขาด้วยการรีวิวข้อดี-ข้อเสียของรองเท้าแตะแต่ละยี่ห้อ เพื่อเป็นส่วนช่วยในการตัดสินใจให้กับคนอ่าน สุดท้ายแล้วถ้าพวกเขามองว่าคอนเทนต์ของคุณมีประโยชน์และเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ค้นหา Users ก็จะใช้เวลาอยู่ในเว็บไซต์ของคุณนานขึ้น และอาจส่งผลให้เกิดการสร้าง Conversion ได้โดยง่าย โดยการเขียนบทความ SEO ที่มีคุณภาพนั้นและสามารถช่วยให้อันดับของเว็บไซต์ดีขึ้นได้นั้น แนะนำว่าต้องเป็นบทความที่สามารถช่วยให้คุณค่าหรือประโยชน์อะไรบางอย่าง ## วิธีการวัดผลลัพธ์การทำ SEM สำหรับวิธีการวัดผลลัพธ์การทำ SEM ในปัจจุบัน คือ การใช้ Looker Studio ในการทำ Dashboard ด้วยการดึงข้อมูล KPIs ที่สนใจต่าง ๆ จาก Google Ads, Google Analytics 4 หรือ Google Search Console ออกมาทำ Data Visualization เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น เห็นภาพตรงกัน และรวมอยู่ในที่เดียว ## KPIs สำหรับการทำ SEM มีอะไรบ้าง ? KPIs หรือตัวชี้วัดความสำเร็จ สำหรับการทำ SEM มีมากมาย แต่ขอยกตัวอย่าง Metric ที่สำคัญต่อการติดตามผลลัพธ์การทำการตลาดโดยใช้เว็บไซต์ เช่น ## สรุป SEM หรือ Search Engine Marketing เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่สำคัญที่จะช่วยให้การทำการตลาดออนไลน์ หรือแม้[รับทำ SEO](https://nerdoptimize.com/seo/) ในปี 2024 ที่จะช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้นผ่าน Search Engine อย่าง Google อย่างไรก็ตามหากคุณต้องการสร้างการเติบโต เพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจผ่าน Google เราขอแนะนำให้คุณลองทำทั้ง SEM และ SEO ควบคู่กันไป เพราะการทำการตลาดทั้งสองรูปแบบนี้จะช่วยคุณดึงกลุ่มเป้าหมายได้ในระยะเวลาและวิธีที่ต่างกัน หากทำทั้งสองวิธีก็จะช่วยให้ธุรกิจของคุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย สร้างการเติบโตให้ธุรกิจในระยาวได้อย่างดี - [FacebookFacebook](https://www.facebook.com/share.php?u=https%3A%2F%2Fnerdoptimize.com%2Fmarketing%2Fsearch-engine-marketing%2F) - [LINELine](https://lineit.line.me/share/ui?url=https%3A%2F%2Fnerdoptimize.com%2Fmarketing%2Fsearch-engine-marketing%2F)