หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า Cloaking SEO กันมาบ้าง และรู้ว่าเป็นเทคนิคของการทำ SEO สายดำ เพราะเป็นการ Hack ให้เว็บไซต์ที่ไม่น่าจะติดอันดับบนหน้า Google กลับทำอันดับขึ้นมาได้ อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะสนใจว่าทำได้ยังไง และอยากที่จะลองทำตามกันบ้าง…แต่ช้าก่อน Nerd อยากจะบอกว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ทำ SEO ในรูปแบบที่ไม่ยั่งยืน ซึ่งถ้าอยากรู้ว่าเพราะอะไร ตามไปดูกันดีกว่าว่า Cloaking คืออะไร อันตรายแค่ไหน และถ้าเรากดเข้าเว็บไซต์ Cloaking จะเป็นยังไงบ้างบทความนี้มีคำตอบมาให้กับคุณ Table of Contents - [Cloaking คืออะไร ?](#cloaking--) - [ทำไม Cloaking ถึงเป็นเทคนิคที่ควรระวังในการทำ SEO](#-cloaking--seo) - [ประโยชน์ของการทำ Cloaking มีอะไรบ้าง ? ](#-cloaking--) - [ประเภทของ Cloaking ที่ควรรู้ มีอะไรบ้าง ?](#-cloaking---) - [หากกดเข้าเว็บไซต์ Cloaking จะเกิดอะไรขึ้น ?](#-cloaking---hd-69f22d9724905) [เสียประสบการณ์ในการใช้งานเว็บไซต์ (Bad User Experience)](#-bad-user-experience) - [เสี่ยงต่อการโดนโจมตีจากมัลแวร์ (Malware)](#-malware) - [ถูกพาออกไปยังหน้าเว็บไซต์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ค้นหา](#hd-69f22d9724942) - [โทษของการทำ Cloaking เทคนิค SEO สายดำที่ควรหลีกเลี่ยง](#-cloaking--seo-) [โดนลดอันดับบนหน้า Google](#-google) - [โดนลบออกจากการจัดทำดัชนี (Indexing) ของ Google ](#-indexing--google) - [ใช้เวลานานในการกลับมาทำอันดับอีกครั้ง](#hd-69f22d972498b) - [ทำโฆษณาผ่าน Google Ads แล้วผลลัพธ์ไม่ดีเท่าที่ควร](#-google-ads-) - [ชื่อเสียงของเว็บไซต์เสียหาย](#hd-69f22d97249b0) - [สรุปแล้ว Cloaking เป็นเทคนิคที่ควรทำหรือไม่](#-cloaking-) ## Cloaking คืออะไร ?  Cloaking คือเทคนิคหนึ่งที่ใช้ในการทำ [SEO](https://nerdoptimize.com/what-is-seo/) สายดำ (Black Hat SEO) ซึ่งเป็นสิ่งที่[บริษัทรับทำ SEO ที่ดี](https://nerdoptimize.com/seo/seo-agency-thailand/)ไม่ควรทำ โดยเป็นการหลอกลวง Search Engine เช่น Google เพื่อดึงเว็บไซต์ที่ไม่น่าติดอันดับให้ขึ้นสู่อันดับที่สูงขึ้น โดยการแสดงเนื้อหาที่แตกต่างกันระหว่าง ผู้ใช้งานทั่วไป และ Search Engine bots วิธีการทำ Cloaking มักใช้โค้ด [JavaScript](https://nerdoptimize.com/seo/what-is-javascript-seo/) หรือการตั้งค่าบนเซิร์ฟเวอร์ (Server Configuration) เพื่อตรวจสอบว่าใครกำลังเข้าชมเว็บไซต์ ตัวอย่างเช่น: - แสดงเนื้อหาที่แตกต่างกันตาม User-Agent ของผู้เข้าชม - แสดงเนื้อหาที่แตกต่างกันตาม IP Address ของผู้เข้าชม ## ทำไม Cloaking ถึงเป็นเทคนิคที่ควรระวังในการทำ SEO เพราะ Cloaking ถือเป็นการใช้เทคนิค [SEO สายดำ](https://nerdoptimize.com/seo/black-hat-seo/)ที่ละเมิดนโยบายของ [Search Engine](https://nerdoptimize.com/seo/how-do-search-engines-work/) เช่น Google เนื่องจากเข้าข่ายหลอกลวงในด้านการแสดงผลเนื้อหาที่ไม่ตรงกันระหว่างคนใช้งานเว็บไซต์และ Google Bot อย่างเช่น การใส่ Keyword เข้าไปในหน้าเว็บไซต์ให้ Google Bot เห็น แต่ไม่มีอยู่ในหน้าเว็บไซต์จริง, การใช้สคริปต์หรือโค้ด เช่น JavaScript เพื่อแสดงเนื้อหาที่แตกต่างกันระหว่าง Search Engine bots และผู้ใช้ ฯลฯ ซึ่งการทำแบบนี้อาจส่งผลให้เว็บไซต์ถูกลดอันดับ (De-ranking) หรือถูกลบออกจากดัชนี (De-indexing) แบบถาวร แน่นอนว่าส่งผลเสียต่อการใช้งานและภาพลักษณ์ของเว็บไซต์ในระยะยาว ## ประโยชน์ของการทำ Cloaking มีอะไรบ้าง ? ถึงแม้การทำ Cloaking จะเป็นเทคนิคที่ไม่แนะนำและเป็นวิธีทำ SEO ที่ละเมิดนโยบายของ Google แต่บางคนยังคงใช้วิธีนี้นั่นเป็นเพราะ… - ช่วยเพิ่มอันดับได้เร็ว แต่นั่นก็เพราะ Google ถูกหลอกให้เข้าใจว่าหน้าเว็บไซต์นั้นมีคุณภาพ สุดท้ายอันดับที่เพิ่มขึ้นมาก็จะตกลงไปอย่างรวดเร็วด้วยเหมือนกัน - ทำให้เว็บไซต์มี Traffic เข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะกับการทำอันดับใน [Keyword](https://nerdoptimize.com/seo/what-is-keyword/) ที่มีปริมาณการค้นหาสูง แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่ดี เพราะสุดท้ายคนที่เข้ามาในเว็บไซต์แล้วแต่พบว่าหาสิ่งที่ต้องการไม่เจอ ก็จะออกจากเว็บไซต์ไปอยู่ดี - หลีกเลี่ยงการถูกลงโทษจากการที่เป็นเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสม เช่น เป็นเว็บไซต์ผิดกฎหมายอย่างเว็บพนัน การทำ Cloaking ก็เพื่อซ่อนเนื้อหาดังกล่าวจากการตรวจสอบของ Search Engine โดยหวังว่าจะไม่ถูกแบนหรือถูกลดอันดับ ## ประเภทของ Cloaking ที่ควรรู้ มีอะไรบ้าง ?  ประเภทของ Cloaking ที่ SEO สายดำชอบทำนั้นมีอยู่หลายแบบ ยกตัวอย่างวิธีที่นิยมทำกันก็อย่างเช่น - **IP-based Cloaking** IP-based Cloaking จะเป็นการเปลี่ยนเนื้อหาตาม IP Address ของผู้เข้าชม ถ้าตรวจแล้วพบว่าเป็น IP Address เป็นของ Search Engine bots เช่น Googlebot ก็จะทำการส่งหน้าเว็บไซต์ที่ทำการปรับแต่งข้อมูลเอาไว้เพื่อทำอันดับไปให้ แต่ในหน้าเว็บไซต์ผู้ใช้งานทั่วไปจะเห็นเนื้อหาที่ต่างออกไป เช่น เห็นข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องกับ Keyword ที่ค้นหามา เป็นต้น แต่ในปัจจุบันนี้ Google มีระบบตรวจจับ IP-based Cloaking และหากพบว่ามีการละเมิดนโยบายแล้วตรวจเจอ อาจส่งผลให้เว็บไซต์ถูกลดอันดับหรือลบออกจากดัชนีการค้นหา (Indexing) ไปเลย - **User-Agent Cloaking** User-Agent Cloaking จะเป็นการเปลี่ยนเนื้อหาตามตัวระบุ User-Agent เช่น Googlebot, Bingbot หรือเบราว์เซอร์ที่ผู้ใช้กำลังใช้งาน ถ้าระบุได้ว่าเป็น User-Agent ของ Search Engine bot ก็จะส่งเนื้อหาอีกแบบที่ต่างจากบนหน้าเว็บไซต์ไปเพื่อทำให้ติดอันดับใน Keyword ที่ต้องการไปให้ แต่บนหน้าเว็บไซต์ก็อาจจะเห็นคอนเทนต์ที่มีเนื้อหาน้อย หรือมีลิงก์จำนวนมากที่พาไปยังเว็บไซต์อื่น ซึ่งการตรวจการทำ User-Agent Cloaking ในทุกวันนี้ทำได้ง่าย และถ้าถูกตรวจสอบด้วยทีมงานของ Search Engine ก็อาจนำไปสู่การถูกแบน - **JavaScript Cloaking** JavaScript Cloaking จะเป็นการใช้ JavaScript เพื่อแสดงเนื้อหาที่ต่างกันให้กับบอทและผู้ใช้ด้วยการแสดงหรือซ่อนเนื้อหาที่อยู่ในหน้าเว็บ เช่น เขียนโค้ดหลังบ้านไว้ให้ Google Bot เห็นโค้ดที่มี Keyword ที่ต้องการติดอันดับ แต่บนหน้าเว็บที่เห็นบน On-page กลับเป็นหน้าเนื้อหาโฆษณาเต็มไปหมด แต่ Search Engine bots ในปัจจุบันนี้สามารถประมวลผล JavaScript ได้ดีขึ้น ทำให้การทำ Cloaking รูปแบบนี้เสี่ยงที่จะถูกตรวจพบและโดนแบนได้ง่ายเช่นเดียวกัน ## หากกดเข้าเว็บไซต์ Cloaking จะเกิดอะไรขึ้น ? แล้วถ้าผู้ใช้งานเผลอกดเข้าไปในเว็บไซต์ที่ทำ Cloaking ขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจจะเกิดอะไรขึ้น จะส่งผลเสียในเรื่องอะไรบ้าง Nerd ทำการสรุปสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ไว้ทั้งหมด 3 ข้อ ดังนี้ ### เสียประสบการณ์ในการใช้งานเว็บไซต์ (Bad User Experience) เพราะการที่เราทำการ Search คำค้นหาจาก Google นั่นเพราะเรามีความตั้งใจที่จะเข้ามาค้นหาอะไรบางอย่าง (Intention) แล้วถ้าคลิกเข้าเว็บไซต์ที่ทำ Cloaking แน่นอนว่า เราจะไม่เจอสิ่งที่กำลังค้นหาอยู่ทำให้รู้สึกหงุดหงิด และมีประสบการณ์ใช้งานเว็บไซต์ที่ไม่ดีตามมา ซึ่ง Google ไม่ต้องการให้ผู้ใช้งานรู้สึกแบบนี้ จึงทำการแบนเว็บไซต์ที่ทำ Cloaking ออกไปให้ได้เร็วและมากที่สุด ### เสี่ยงต่อการโดนโจมตีจากมัลแวร์ (Malware) ในบางเว็บไซต์ที่ Cloaking อาจจะแสดงข้อมูลบนหน้าเว็บที่ดูปลอดภัย แต่จริงๆ แล้วมีการตั้งค่าเพื่อฝังมัลแวร์ (Malicious Software) ไว้ ทำให้เวลาเราเข้าใช้งานเว็บไซต์นั้นๆ อาจจะโดนนำมัลแวร์โหลดเข้ามาในเครื่องโดยอัตโนมัติจากการคลิกปุ่ม การโหลดสคริปต์ที่ฝังเอาไว้ในโค้ด ฯลฯ ซึ่งอันตรายเพราะอาจทำให้ข้อมูลส่วนตัวรั่วไหลออกไปได้ ### ถูกพาออกไปยังหน้าเว็บไซต์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ค้นหา เว็บไซต์ที่ทำ Cloaking จะหลอก Google Bot ด้วยเนื้อหาที่แตกต่างจากหน้าเว็บไซต์จริงทำให้ติดอันดับ เมื่อมีผู้ใช้งานคลิกเข้าเว็บไซต์มาก็อาจจะถูกพาไปยังหน้าเว็บไซต์อื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่น เว็บที่มีแต่โฆษณา เว็บไซต์ที่ผิดกฎหมาย เป็นต้น จึงทำให้เกิดความสับสนในด้านการใช้งาน ## โทษของการทำ Cloaking เทคนิค SEO สายดำที่ควรหลีกเลี่ยง การทำ Cloaking ถือเป็นการทำ [Technical SEO](https://nerdoptimize.com/technical-seo/) ที่ละเมิดนโยบายด้านคุณภาพ (Quality Guidelines) ของ Google ซึ่งถ้า Google ตรวจเจอว่าเว็บไซต์ไหนมีการใช้วิธี Cloaking ก็จะถูกลงโทษได้ ดังนี้ ### โดนลดอันดับบนหน้า Google หากโดนตรวจเจอว่าทำ Cloaking ก็จะโดนปรับลดอันดับของเว็บไซต์ในหน้าผลการค้นหา หรือ SERPs ทำให้เว็บไซต์เสียตำแหน่งที่ดีที่เคยอยู่ในอันดับต้นๆ ทำให้ Traffic ที่เคยได้รับจาก Organic Search ลดลงไป เช่น หากเว็บไซต์ของคุณเคยเป็นอันดับ 1 และมีผู้เข้าชม 10,000 คนต่อวัน การหล่นไปอยู่หน้าที่ 3 อาจลดผู้เข้าชมเหลือเพียง 100 คนต่อวัน และการกู้คืนอันดับกลับมาก็อาจจะต้องใช้เวลาที่นาน เพราะเว็บไซต์โดนแบนจาก Google ไปแล้วนั่นเอง ### โดนลบออกจากการจัดทำดัชนี (Indexing) ของ Google การ Indexing คือกระบวนการที่ Google หรือ Search Engine อื่นๆ ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลของหน้าเว็บไซต์เอาไว้ เพื่อนำมาจัดเรียงและนำมาแสดงผลบนหน้าค้นหาต่อ หากเว็บไซต์ไหนที่ทำ Cloaking ที่เป็นการแสดงเนื้อหาในเชิงหลอกให้ Search Engine Bot เข้าใจผิดไป แล้วถูกตรวจสอบเจอก็อาจจะทำให้โดนลบออกจากการจัดทำดัชนี หรือ Indexing เว็บไซต์จะไม่ปรากฏในผลการค้นหาใด ๆ ของ Google ไม่ว่าคำค้นหาจะเฉพาะเจาะจงแค่ไหน นั่นคือ ทำอันดับบน Search Engine ต่อไม่ได้ ส่งผลให้เว็บไซต์นั้นไม่มีคนเข้าชมจากช่องทาง Organic Search ### ใช้เวลานานในการกลับมาทำอันดับอีกครั้ง เว็บไซต์ที่โดนลงโทษจาก Google ไปแล้วจะถูกมองว่าเป็นเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ และจะถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดหากจะต้องทำการจัดอันดับใหม่ทั้งในด้านการทำ [On-page SEO](https://nerdoptimize.com/on-page-seo/), [Off-Page SEO](https://nerdoptimize.com/off-page-seo/) หรือ Technical SEO และถ้าหากพบว่าเว็บไซต์ยังมีพฤติกรรมต้องสงสัย อาจใช้เวลานานกว่าจะได้รับการพิจารณาใหม่อีกรอบ ### ทำโฆษณาผ่าน Google Ads แล้วผลลัพธ์ไม่ดีเท่าที่ควร เพราะทาง Google มีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่าง Organic Search และ Google Ads หากพบว่าเว็บไซต์ของคุณมีการทำ Cloaking บัญชี Google Ads อาจถูกระงับ ซึ่งหมายความว่าคุณจะไม่สามารถใช้งานบัญชีในการสร้างแคมเปญใหม่ได้ หรือโฆษณาอาจถูกปฏิเสธ เนื่องจากไม่เป็นไปตาม Google Ads Policy แต่ถ้าทำโฆษณาผ่าน Google ก็อาจจะมองว่าเป็นเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือต่ำและเคยละเมิดนโยบายจะได้รับคะแนน Quality Score ต่ำ ทำให้ค่าใช้จ่ายต่อคลิก (CPC – Cost Per Click) แพงขึ้นด้วย ### ชื่อเสียงของเว็บไซต์เสียหาย สำหรับใครที่ทำเว็บไซต์เพื่อสร้างแบรนด์หรือทำการตลาด หากทำเว็บไซต์ด้วยวิธี Cloaking ย่อมส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ เพราะเว็บไซต์ที่แต่เดิมลูกค้าสามารถค้นหาเจอได้ แต่กลับโดนลดอันดับหรือแสดงผลผิดไปจากปกติอย่างที่ควรเป็น ลูกค้าปัจจุบันและผู้ใช้ใหม่อาจมองว่าเว็บไซต์ไม่น่าเชื่อถือ หรือถ้าเกิดการเผยแพร่ว่าเว็บไซต์โดนแบนจาก Google ก็อาจทำให้ลูกค้าเลิกใช้บริการตามมาได้ด้วย ## สรุปแล้ว Cloaking เป็นเทคนิคที่ควรทำหรือไม่ อ่านมาถึงตรงนี้ คงช่วยตอบคำถามแล้วว่า การทำ Cloaking อันตรายไหม และเป็นเทคนิคที่ควรทำหรือไม่ เพราะถึงแม้ว่าช่วงหนึ่งจะช่วยทำให้เว็บไซต์สามารถไต่อันดับขึ้นมาได้ แต่สุดท้ายแล้วก็เสี่ยงต่อการโดนแบนจาก Search Engine นอกจากนี้ยังส่งผลต่อ User Expience ในการใช้งานอีกด้วย ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดในการทำ SEO คือ เน้นการทำ SEO อย่างถูกต้อง (White Hat SEO) ด้วยการสร้างเนื้อหาคุณภาพที่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ มีการทำ SEO Keyword Planning ที่เหมาะสม ไปจนถึงทำการเพิ่มประสิทธิภาพของเว็บไซต์ ([Page Speed](https://nerdoptimize.com/pagespeed/), Mobile-Friendly) ให้ดี ก็จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณเติบโตได้ในระยะยาว โดยไม่ต้องเสี่ยงกับการโดนลงโทษจาก Search Engine อีกด้วย - [FacebookFacebook](https://www.facebook.com/share.php?u=https%3A%2F%2Fnerdoptimize.com%2Fseo%2Fwhat-is-cloaking%2F) - [LINELine](https://lineit.line.me/share/ui?url=https%3A%2F%2Fnerdoptimize.com%2Fseo%2Fwhat-is-cloaking%2F)