fbpx
Backlink คืออะไร

ในการทำ SEO หรือ Search Engine Optimization นอกจากจะทำการปรับแต่ง On-Page เว็บไซต์ หรือทำคอนเทนต์ให้ดี มีคุณภาพแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่จำเป็นและสำคัญมากๆ เลยก็คือการทำ Backlink ครับ หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า เจ้า Backlink นี้คืออะไร เกี่ยวข้องอย่างไรกับ SEO หรือบางคนอาจจะรู้ แต่ก็ยังบอกไม่ได้ว่า จะเริ่มต้นทำอย่างไรดี ถึงจะส่งพลังไปยังเว็บไซต์ให้ติดอันดับได้จริง…

ไม่ต้องไปตามหาวิธีการ หรือลองผิดลองถูกให้เสียเวลาเลยครับ เพราะในฐานะของคนที่ทำ SEO มาก่อน วันนี้ผมจะมาเปิดกลเม็ดทั้งวิธีการสร้างและการหา Backlink ให้ทุกคนได้รู้กันแบบละเอียดยิบ รับรองว่าอ่านแล้วช่วยให้เข้าใจ และหยิบไปใช้งานได้จริงแน่นอน 

Backlink คืออะไร

Backlink คือ วิธีการทำให้เว็บไซต์อื่นทำลิงก์กลับมายังเว็บไซต์ของคุณ (Backlink) พูดให้เข้าใจกันง่ายๆ เลยก็คือ เป็นการให้เครดิตบทความของคุณ ทำการอ้างอิงถึง (Referring) ซึ่งคุณอาจจะเคยเห็นประโยคเหล่านี้ในเว็บไซต์ต่างๆ มาก่อน

ตัวอย่างเช่น การขอบคุณแหล่งที่มาของบทความ

ขอบคุณข้อมูลจาก https://nerdoptimize.com/backlink/ หรือ

backlink
ที่มาภาพ: https://backlinko.com/

การที่ผมนำภาพของเว็บไซต์ Backlinko (ภาพด้านบน) มาใช้ในบทความนี้ ผมทำการ Backlink กลับไปยังเว็บไซต์ Backlinko เพื่อให้เครดิตในฐานะที่มาภาพ ก็เท่ากับว่า ผมทำการส่ง Backlink กลับไปยังเว็บไซต์ต้นทาง เพื่อทำการอ้างอิงเช่นเดียวกันครับ

ซึ่งการจะทำให้เกิดการส่ง Backlink กลับมาได้นั้น แสดงว่าคอนเทนต์บนเว็บไซต์ของคุณจะต้องดีและมีคุณภาพมากพอจนสามารถนำมาอ้างอิงถึงได้นั่นเองครับ

Backlink มีความสำคัญอย่างไร

การทำ Backlink มีประโยชน์มากๆ สำหรับคนทำ SEO ครับ เพราะ Backlink ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ในการทำ Off-Page SEO ที่สำคัญ และมีบทบาทเข้ามาช่วยใน 4 เรื่องที่เกี่ยวกับการทำ SEO ดังนี้

1.ช่วยให้ Google เข้าใจในเนื้อหาบนเว็บไซต์ได้ง่ายมากขึ้น

การที่ Google จะเข้าใจเนื้อหาภายในเว็บไซต์มากขึ้นจะมาจากการส่ง Google Bot เข้ามาเก็บข้อมูลจากลิงก์ที่เชื่อมโยงไว้ในเนื้อหาบนเว็บไซต์ของคุณ หากเว็บไซต์ได้รับการอ้างอิงจากเว็บไซต์อื่นอย่างมีคุณภาพ ก็จะช่วยทำให้ Google มองว่าเว็บไซต์ของคุณมีประสิทธิภาพได้เร็วขึ้น แต่ทั้งนี้ ก็ต้องขึ้นอยู่กับจำนวนบทความในเว็บไซต์ของคุณด้วยว่ามีมากพอให้ Google Bot เข้ามาเก็บข้อมูลเพื่อทำการเรียนรู้และทำการจัดอันดับได้หรือไม่ด้วยนะครับ

2.ช่วยให้เว็บไซต์ผ่านเกณฑ์ E-A-T Factor

E-A-T Factor หรือ Expertise, Authoritativeness และ Trustworthiness เป็นเกณฑ์ที่ Google ใช้ในการวัดคุณภาพคอนเทนต์บนเว็บไซต์ ว่าคุณมีความเชี่ยวชาญ มีอิทธิพลและมีความน่าเชื่อ ในเรื่องที่กำลังสื่อสารอยู่แค่ไหน ซึ่งการได้รับ Backlink ที่ดีและมีคุณภาพ หรือมีการพูดถึงเนื้อหาบนเว็บไซต์ของคุณก็จะช่วยทำให้เว็บไซต์ผ่านเกณฑ์ E-A-T Factor ได้ง่ายขึ้นด้วย

3.มีผลต่อการจัดอันดับ (Ranking) ในด้าน SEO 

อย่างที่ผมบอกไปนะครับว่า การได้รับ Backlink เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการจัดอันดับ SEO ยิ่งถ้าเว็บไซต์ของคุณได้รับ Backlink ที่มีคุณภาพ (ย้ำนะครับว่า มีคุณภาพ ซึ่งจะทำอย่างไร เดี๋ยวผมจะบอกในหัวข้อต่อๆ ไป) กลับมามากเท่าไร ก็เหมือนกับการที่เว็บไซต์ของคุณได้รับการโหวตจากเว็บไซต์อื่นๆ ว่าน่าเชื่อถือ ทำเนื้อหาได้ดีจนต้องนำไปอ้างอิงต่อ และจะถูก Google จัดอันดับ (Ranking) ที่ดีขึ้นนั่นเองครับ

4.ช่วยเพิ่ม Traffic ให้กับเว็บไซต์

การทำ Backlink ช่วยเพิ่ม Traffic ให้กับเว็บไซต์ได้ 2 ทางครับ คือ 

ส่วนของ Referral Traffic ที่เกิดจากผู้ใช้งานจากเว็บไซต์อื่นทำการคลิกลิงก์อ้างอิงมายังเว็บไซต์ของเรา ยิ่งถ้าเป็นเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องและให้คำตอบที่ตรงกับการให้เครดิตมากเท่าไร ก็จะยิ่งทำให้ Backlink นั้นนำพาคนกลับมายังเว็บไซต์ต้นทางได้มากขึ้น

นอกจากนี้การทำ Backlink ยังส่งผลต่อ Organic Traffic ด้วยเช่นกัน อ้างอิงจากการสำรวจของ ahrefs ผู้เชี่ยวชาญด้านการวัดประสิทธิภาพของเว็บไซต์ ที่ทำการสำรวจเกี่ยวกับที่มาของ Traffic แล้วพบว่า หากเว็บไซต์มี Backlink ที่มีคุณภาพ (จากเว็บไซต์ที่ไม่ซ้ำ) ก็จะมี Organic Traffic เข้ามายังเว็บไซต์เพิ่มขึ้นด้วย 

Referral Traffic
ที่มาภาพ: https://ahrefs.com/

ประเภทของ Backlink

แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

  1. Natural-Editorial : เป็น Backlink ที่ได้มาด้วยวิธีธรรมชาติ คือ การได้รับอ้างอิงจากเว็บไซต์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถือได้ว่า เป็น Backlink ที่ดีมาก แต่ก็ได้มาด้วยความยากลำบากเช่นกันครับ เนื่องจากต้องใช้เวลาในการพัฒนาคอนเทนต์บนเว็บไซต์ให้น่าเชื่อถือมากพอที่เว็บไซต์เจ้าอื่นเห็นแล้วจะอยากนำไปใช้อ้างอิงเหมือนกับสารานุกรมในห้องสมุด แต่ถ้าทำได้เว็บไซต์ของคุณก็จะได้รับคะแนนจาก Google และทำอันดับได้ง่ายขึ้นมากเลยครับ
  2. Manual Link Building : เป็นวิธีการทำการตลาดรูปแบบหนึ่งที่เรียกว่า Outreach Content จากการนำคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจไปกระจายตามเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้ได้ซึ่ง Backlink จากเว็บไซต์ขนาดใหญ่ เช่น เว็บไซต์ข่าวต่างๆ เป็นต้น
  3. Non-Editorial : เป็นการทำ Backlink ที่ง่ายที่สุด เพราะเป็นวิธีการที่เรียกกันว่า Spam Backlinks หรือการนำ Backlink ไปแปะไว้ในเว็บไซต์ต่างๆ เป็นจำนวนมาก ถึงแม้จะทำได้ง่าย ผมก็ไม่แนะนำให้ทำวิธีนี้สักเท่าไรนะครับ เพราะเป็นการทำ Backlink ที่ไม่ยั่งยืน และยังส่งผลต่อ SEO น้อยมากๆ แถมยังเสี่ยงโดนตรวจสอบจาก Google อีกด้วย

รูปแบบการทำ Backlink

คุณสามารถวางรูปแบบการทำ Backlink บนเว็บไซต์ และในโค้ดหลังบ้านได้ ด้วยรูปแบบต่างๆ ดังต่อไปนี้

Domain Link

Domain Link คือ วิธีการสร้าง Backlink ด้วย Domain Name ของเว็บไซต์ หรือ URL ของเว็บไซต์ เช่น ขอบคุณข้อมูลจาก https://nerdoptimize.com โดยรูปแบบลิงก์ประเภทนี้มักจะเกิดขึ้นจากการนำข้อมูลไปอ้างอิง ซึ่งเกิดขึ้นโดยธรรมชาติและทำให้เว็บไซต์ของคุณดูเป็นผู้เชี่ยวชาญและดูน่าเชื่อถือในฐานะของเว็บไซต์ที่ได้รับเครดิตด้วย

Anchor Text Link

Anchor Text Link เป็นรูปแบบการทำ Backlink ด้วย Keyword คือ การใส่ Backlink ใน Keyword หรือข้อความที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ และเป็น Keyword ที่ต้องการทำอันดับ โดยมีวิธีการทำที่แยกย่อยลงมาอีก ดังนี้

  • Branded Anchors Link เป็นการทำ Backlink ด้วยชื่อแบรนด์โดยตรง เช่น nerdoptimize
  • Exact Match Anchors Link เป็นการทำ Backlink ด้วย Keyword ตรงตัว เช่น Link Building คืออะไร
  • LSI Anchors Link เป็นการทำ Backlink ด้วย Keyword แวดล้อมที่ช่วยส่งเสริมคีย์เวิร์ดหลัก เช่น หากคุณทำคอนเทนต์เกี่ยวกับ ‘keyword research’ LSI Anchors Link เพิ่มเติมที่ทำ Backlink ได้ เช่น keyword research คืออะไร, โปรแกรมหา keyword, keyword ที่นิยม เป็นต้น

Image Link

Image Link เป็นวิธีการทำ Backlink จากรูปภาพ โดยการนำ URL ของเว็บไซต์ไปติดตาม Banner ต่างๆ ในเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจคุณ แต่มีข้อควรระวังอยู่คือ ควรทำในปริมาณแค่ 5 – 15 % ของลิงก์ทั้งหมด และควรติด Backlink เป็นประเภท NoFollow ไม่เช่นนั้นอาจกระทบกับอันดับของ SEO ได้

Dofollow

Dofollow คือ ลิงก์ที่เว็บไซต์อื่นๆ ทำ Backlink กลับมายังเว็บของคุณ พร้อมส่งต่อประโยชน์ในด้าน SEO กลับมาให้คุณด้วย โดนจะมีผลต่อการทำอันดับทันที เนื่องจากเว็บเพจหน้านั้นจะถูก Index เข้าในฐานข้อมูลของ Google จากการที่ Google bots ทำการติดตาม Backlink นั้นกลับไปมาหน้าเว็บไซต์ของคุณ เพื่อหาความเชื่อมโยงของเนื้อหานั่นเอง

Nofollow

Nofollow คือ ลิงก์ที่เว็บไซต์อื่นๆ ทำ Backlink กลับมายังเว็บของคุณ แต่ไม่ได้ส่งประโยชน์ด้านการทำ SEO กลับมาให้ (หรือถ้าส่งให้ก็น้อยมากๆ) และที่สำคัญคือ Google bots อาจจะไม่ตามกลับมายังเว็บไซต์ของคุณเพื่อทำการ Index ข้อมูลด้วย

แต่ถึงแม้ Nofollow จะไม่ได้ช่วยในเรื่องของคะแนนที่จะทำให้มีโอกาสติดอันดับได้มากขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีประโยชน์เลยนะครับ เพราะลิงก์ประเภทนี้ยังคงนำพา Traffic คุณภาพกลับมาให้คุณได้ในทางอ้อมด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ Nofollow ยังมีประโยชน์กับเว็บไซต์ที่มีการนำ Backlink ไปติดที่ Banner บนหน้าเพจจำนวนมาก Google จะได้ไม่มองเป็น Over Backlink และลดคะแนนของเว็บไซต์ลง

วิธีตรวจสอบว่า ลิงก์เป็น DoFollow หรือ NoFollow

จะรู้ได้อย่างไรว่าเว็บไซต์ไหนทำ Backlink แบบ Dofollow หรือ Nofollow?

  1. ง่ายๆ เลยครับ ให้คุณคลิกขวา กด Inspect ในหน้าเว็บไซต์ที่ต้องการเช็คว่า DoFollow หรือ NoFollow
  2. หลังจากนั้นคุณจะเห็นโค้ด ให้หาคำสั่งที่เกี่ยวข้องกับ Dofollow และ Nofollow ดังนี้Inspect element

คำสั่งที่เกี่ยวข้องกับ Dofollow

rel=”dofollow” เป็นคำสั่งสร้างลิงก์แบบ Dofollow ใช้ร่วมกับแท็กคำสั่ง เช่น < a href=”https://nerdoptimize.com ” title=” Backlink คืออะไร ” rel=”dofollow” >Backlink คืออะไร< /a>

คำสั่งที่เกี่ยวข้องกับ Nofollow

rel=”nofollow” เป็นคำสั่งสร้างลิงก์แบบ Nofollow ใช้ร่วมกับแท็กคำสั่ง เช่น < a href=”https://nerdoptimize.com ” title=” Backlink คืออะไร ” rel=”nofollow” >Backlink คืออะไร< /a>

Backlink ที่ดีหน้าตาเป็นอย่างไร

อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนคงอยากจะรู้แล้วใช่ไหมครับว่า แล้ว Backlink ที่ดีควรมีลักษณะอย่างไร?

คำตอบง่ายมากเลยครับ Backlink ที่ดีควรเป็น Backlink ที่มาจากเว็บที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ เช่น คุณทำเว็บไซต์เกี่ยวกับฟาร์มสุนัข Backlink ที่ควรได้ก็น่าจะต้องมาจากเว็บไซต์ขายอาหารสัตว์ ขายสินค้าเกี่ยวกับสุนัข หรือเป็นเว็บไซต์ที่มีค่าคะแนนสูงๆ รวมถึงเว็บที่ชี้มาจะต้องมีอันดับบน Google ด้วย 

ซึ่งการจะตรวจสอบว่า เว็บไซต์ที่ส่ง Backlink กลับมาให้คุณนั้นมีคุณภาพมากพอหรือไม่ ก็ต้องใช้ SEO Tools ต่างๆ ในการตรวจสอบค่าที่เกี่ยวข้องที่ Google จะให้คะแนนเว็บไซต์นั้นสูงหากทำให้ค่าในเกณฑ์เหล่านี้มีคุณภาพ ในหัวข้อนี้ผมเลยจะมาบอกวิธีการเลือก Backlink ที่ดีจาก 5 เกณฑ์คร่าวๆ ครับ คือ

  1. ให้ดูจากค่า Domain Rating (DR) หรือ URL Rating (UR) หากมีค่า DR, UR สูง (โดยจะมีคะแนนเต็มที่ 100) แสดงว่า เว็บไซต์นั้นมีความน่าเชื่อถือสูง การที่คุณได้รับ Backlink ที่มาจากเว็บไซต์เหล่านี้ เท่ากับคุณได้ Backlink ที่มีคุณภาพDomain Rating (DR)
    แต่มีข้อควรระวังอยู่นิดนะครับ เพราะในเว็บไซต์ที่มีค่า DR, UR สูงๆ อาจจะมีการทำ Black Hat SEO หรือ Spam Backlink ที่ทำให้ได้คะแนนสูงก็เป็นได้ ซึ่งคุณสามารถเช็กได้จาก SEO Tools ที่ผมให้ไว้ด้านล่าง โดยดูว่า เป็น Backlink แนวสแปม หรือใช้โปรแกรมโพสต์เว็บบอร์ดหรือไม่ หากใช่ ควรหลีกเลี่ยงนะครับ เพราะส่งผลต่อคะแนนที่ Google ให้ด้วย
  2. ให้ดูจากค่า Page Authority (PA) ค่านี้เป็นค่าที่แสดงความมีชื่อเสียงของเว็บไซต์ ถ้ายิ่งมีคะแนนสูง และว่ายิ่งดี
  3. ให้ดูว่า Backlink กับ Referring Domain (หมายถึง จำนวนเว็บไซต์ที่ Backlink กลับมาที่เว็บไซต์มีทั้งหมดกี่เว็บ) เหมาะสมกันหรือไม่ ถ้า Referring Domain มีน้อย แต่มี Backlink จำนวนมาก จะแสดงถึงความไม่เป็นธรรมชาติ และอาจถูกลดความสำคัญของเว็บไซต์ลงได้
  4. ตรวจเช็ก Anchor text ที่วิ่งเข้ามาสู่เว็บไซต์ที่เราจะทำ Backlink ว่า เว็บไซต์เหล่านั้นมีสิ่งแปลกปลอม หรือมีการจงใจทำ SEO ขนาดไหน หากจงใจทำมากด้วยวิธีทำ SEO สายเทา ผมแนะนำให้หลีกเลี่ยงจะดีกว่าครับ
  5. ดูคุณภาพของเว็บไซต์นั้นๆ หากเว็บไซต์นั้นมีโครงสร้างที่ดี มีความน่าเชื่อถือ ก็จะทำให้ Backlink ชี้มายังเว็บไซต์คุณมีความน่าเชื่อถือสูงไปด้วย โดยเช็กคุณภาพในเรื่องเหล่านี้
    • การวางโครงสร้าง Web Structure
    • การวาง Sitemap
    • การออกแบบ UX&UI ให้ใช้งานง่าย
    • การทำ Mobile Friendly
    • การอัปเดตข้อมูลที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ
    • การทำเนื้อหาที่มีคุณภาพและเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ของคุณ
    • การทำ SEO อย่างถูกต้อง มี Domain Authority อยู่ในระดับที่ดี ไม่ทำการปั๊ม Backlink มากจนเกินไป

Google สนใจ Backlink แบบไหน?

John Mueller จาก Google เคยออกมาพูดเรื่อง Backlink เหมือนกันครับว่า สำหรับ Google แล้ว Backlink ที่ Google ชอบนั้นเป็นอย่างไร?

คำตอบคือ เป็น Backlink ที่ต้องมีความเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ปลายทางเท่านั้นครับ Google ไม่ได้มองถึงเรื่องของความเยอะ หรือจำนวนที่มากเลย ดังนั้น ต่อให้คุณพยายามปั๊มจำนวน Backlink ให้ได้มาก แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ก็ไม่ได้ต่อการทำงานของ Google Algorithm เลยแม้แต่น้อย สู้พยายามทำคอนเทนต์ให้ดี แล้วได้ Backlink ที่มีคุณภาพแค่ลิงก์เดียว ยังช่วยให้คุณมีโอกาสในการทำอันดับได้มากกว่าเป็นไหนๆ 

จะหาและสร้าง Backlink ที่ดีได้จากที่ไหน?

ในเมื่อ Google สนใจแค่ Backlink ดีๆ มีคุณภาพ แน่นอนว่า ผมก็มีวิธีการหาและสร้าง Backlink เหล่านี้มาฝากเช่นกันครับ

เทคนิคการหา Backlink จากคู่แข่ง

หากคุณไม่รู้จะเริ่มต้นหา Backlink จากที่ไหน ผมแนะนำให้เริ่มจากการสืบหาจากคู่แข่งของเว็บไซต์คุณครับ ซึ่งคุณสามารถตรวจสอบได้เองจาก SEO Tools ที่กำลังได้รับความนิยมอย่าง…

Ahrefs

Ahrefs เป็นโปรแกรมที่คนทำ SEO นิยมนำมาใช้ในการด้านการแกะ Backlink และการวิเคราะห์อันดับของคู่แข่ง โดยคุณสามารถนำข้อมูลมาเทียบกันแบบกราฟต่อกราฟได้เลย แต่ราคาจะค่อนข้างแพงนะครับ จึงอาจจะเหมาะกับคนทำ SEO มืออาชีพ และองค์กรใหญ่มากกว่า

Ahrefs Referring domains

วิธีใช้ก็คือให้เข้าไปที่เว็บไซต์ Ahrefs > นำ URL เว็บไซต์คู่แข่งมาวางในช่องด้านบนสุด > คุณสามารถเลือก Link Type ว่าจะดูเป็นผลลัพธ์ของลิงก์แบบ Dofollow หรือ Nofollow ได้ > หลังจากนั้นจะเห็นผลลัพธ์ของ Backlink ที่เว็บคู่แข่งได้รับปรากฏขึ้นมาบนหน้าจอครับ

Ubersuggest

Ubersuggest เป็นเครื่องมือที่เหมาะสำหรับการแกะ Backlink และใช้เพื่อการทำ Research keywords เป็นหลัก ใครที่ต้องการอยากได้เครื่องมือที่ช่วยวิเคราะห์ Keyword ร่วมด้วย แนะนำเลยครับ เพราะใช้ค้นหา Longtail Keyword ได้เยอะมาก ส่วนตัวแล้วถ้าเป็นมือใหม่ ผมแนะนำเลยตัวนี้ เพราะใช้งานง่ายและราคาไม่แพงมากครับ

Ubersuggest backlink

วิธีใช้ก็คือให้เข้าไปที่เว็บไซต์ Ubersuggest > นำ URL เว็บไซต์คู่แข่งมาวางในช่องค้นหาแล้วทำการ Search > เลือก SEO Explorer > เลือก Backlink > เลื่อนลงมาด้านล่างจะเจอกับผลลัพธ์ Backlink ของเว็บไซต์นั้นๆ อย่างละเอียดครับ

Majestic

เป็นเครื่องมือที่นิยมใช้ร่วมกันกับ Ahrefs เนื่องจากมีฟังก์ชันคล้ายกัน แต่ในบางครั้งใช้ Majestic เพื่อแกะ Backlink ไม่เจอ แต่ Ahrefs หาเจอ ส่วนมากเลยใช้ร่วมกันครับ นอกจากนี้ Majestic ยังสามารถใช้ตรวจสอบ Domain เพื่อนำมาทำ PBN ได้ เนื่องจากสามารถใช้ดูหมวดหมู่ใกล้เคียง หรือตรงกับเว็บไซต์ของคุณได้ครับ

Majestic

วิธีใช้ก็คือให้เข้าไปที่เว็บไซต์ Majestic > นำ URL เว็บไซต์คู่แข่งมาวางในช่องค้นหา > ให้เลื่อนลงมาที่หัวข้อ Referring Domains เพื่อดูผลลัพธ์ครับ

SEMRush

เป็นเครื่องมือสารพัดประโยชน์อีกตัวเลยก็ว่าได้ครับ เพราะ SEMRush ใช้ได้ทั้ง Research keywords, On-Page Checker, Rank Tracking และแน่นอนว่าใช้ทำ Backlink Analytics ได้ด้วยครับ

SEMRush backlinks

วิธีใช้ก็คือให้เข้าไปที่เว็บไซต์ SEMRush > คลิกที่เมนู Domain analytics > หลังจากนั้นใส่ชื่อเว็บไซต์ของคู่แข่งที่ต้องการศึกษาไปในช่อง Search > คลิก Search ดังภาพเลยครับ

เครื่องมือเหล่านี้นอกจากจะมีประโยชน์ในด้านการใช้หา Backlink จากคู่แข่งแล้ว คุณยังสามารถใช้เครื่องมือเหล่านี้ในการตรวจสอบที่มาของ Backlink บนเว็บไซต์ของคุณเองได้ด้วยนะครับ ทั้งนี้ ก็เพื่อ…

  • เข้าใจที่มาของ Audience และหาทาง Amplify ช่องทางนั้นเพิ่มเติม
  • ใช้ตรวจสอบว่า เว็บไซต์ที่อ้างอิงเกี่ยวข้องหรือเป็นเป้าหมายของธุรกิจคุณหรือไม่
  • ตรวจสอบได้ว่า เว็บไซต์ถูกนำไปอ้างอิงจากแหล่งไหนเยอะ แสดงว่า มีโอกาสที่กลุ่มเป้าหมายของคุณกับเว็บไซต์นั้นจะเป็นกลุ่มคนคล้ายๆ กัน อาจจะลอง Explore เพิ่มเติม เพื่อดึงกลุ่มเป้าหมายมาเพิ่มได้ครับ

วิธีการสร้าง Backlink

หลังจากหาเจอแล้ว คราวนี้มาถึงวิธีการสร้างกันบ้างครับ ซึ่งผมแนะนำเป็น 2 วิธีนี้คือ…

  1. ทำด้วยตัวเอง : เป็นวิธีการสร้าง Backlink ที่คุณสามารถกำหนดเองได้ โดยคุณอาจจะแบ่ง List ที่คุณต้องการสร้าง Backlink ออกเป็น 4 รูปแบบ ดังนี้
    • เว็บไซต์ประเภทเว็บบอร์ด เป็นเว็บไซต์แนวกระดานสนทนา แจ้งข้อมูล และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น วิธีการแปะ Backlink บนเว็บไซต์เหล่านี้ยังสามารถใช้ได้อยู่นะครับ แต่อาจต้องทำในปริมาณมาก หากเลิกทำหรือหยุดทำอันดับจะตกทันที ดังนั้น จึงไม่ใช่วิธีการสร้าง Backlink ที่ยั่งยืนเท่าไร
    • เว็บไซต์ Blog ฟรี เดี๋ยวนี้มีเว็บไซต์ให้คุณสามารถเข้าไปเขียน Blog ฟรีได้มากมายเลยครับ ไม่ว่าจะเป็น Storylog, Medium, Blockdit ฯลฯ ซึ่งเว็บไซต์เหล่านี้กำลังเป็นที่นิยมมาก ๆ สำหรับนักทำ SEO เนื่องจากให้ผลลัพธ์ที่ดีมากครับ แต่อาจจะต้องระวังการโพสต์เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการขายมากเกินไป อาจจะโดนลบ User หรือ บทความได้ ดังนั้น ควรใส่ใจกับการทำคอนเทนต์เพิ่มเติมด้วยนะครับ
    • เว็บไซต์ด้านกราฟิก สำหรับใครที่ทำกราฟิกประกอบคอนเทนต์บนเว็บไซต์ คุณสามารถนำโค้ดของ Infographic ที่มี ไปแปะตามเว็บไซต์ด้านกราฟิกอย่าง Graphs.net และ Pinterest เพื่อสร้าง Backlink เพิ่ม รวมถึงสร้างโอกาสให้คนนำไปแชร์ต่อด้วย
    • Owned Channel ของคุณเอง Owned Channel นี้คือ ช่องทางการสื่อสาร หรือแพลตฟอร์มที่เป็นของคุณ เช่น facebook, youtube, twitter, instagram ซึ่งคุณสามารถโพสต์คอนเทนต์ในรูปแบบ Link เพื่อส่ง Backlink กลับมายังเว็บไซต์ของคุณเองได้เลย
  2. ใช้เงินแก้ปัญหา วิธีนี้เป็นวิธีที่ได้ผลและใช้เวลาน้อยที่สุด เหตุผลเพราะ คุณสามารถเลือกเว็บไซต์ที่จะให้เครดิต หรือให้ Backlink ได้เองเลยครับ ซึ่งคุณอาจจะใช้วิธีการทำ Sponsorship, PR กับเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณหรือมีอิทธิพลในกลุ่มคำค้นหานั้นๆ ที่คุณต้องการทำอันดับ เพื่อให้ได้ Backlink ที่มีคุณภาพกลับมา รวมถึงทำการจ้างบริษัทรับทำ SEO ที่เชี่ยวชาญ ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยย่นระยะเวลาในการลงมือทำเองได้ดีทีเดียวเลยครับ 

หรืออ่านวิธีการต่างๆ นอกเหนือจากนี้อีกได้ที่ >> เรียนรู้วิธีการสร้าง Backlink ที่นักทำ SEO นิยมทำกันมากที่สุด

ทำ Backlink ส่วนไหนได้คะแนนดีที่สุด?

ส่วนนี้เป็นผลจากประสบการณ์เพิ่มเติมบวกกับผลสำรวจจากเว็บต่างๆ นะครับ โดยผมแบ่งตำแหน่งการแปะ Backlink ในจุดต่างๆ บนเว็บไซต์ที่ให้คะแนน SEO ที่แตกต่างกัน คือ

  • ตำแหน่ง Content 90 คะแนน (นิยมมากๆ)
  • Widgets 30 คะแนน (ยังนิยม)
  • Footer 20 คะแนน (ไม่ค่อยนิยม)

การทำ Backlink ใน Content จะได้คะแนนสูงสุด ส่วน ในตำแหน่ง Widgets กับ Footer ถึงแม้ว่าจะได้คะแนนน้อย แต่ถ้าทำในจำนวนเยอะๆ ก็สามารถทำให้ติดอันดับได้เช่นกันครับ ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่ที่การพลิกแพลงให้ดูธรรมชาติที่สุด

Links inside
ที่มาภาพ : https://moz.com/

สรุป

สุดท้ายนี้ คุณคงจะเห็นแล้วนะครับว่า การทำ Backlink มีประโยชน์อย่างมาก สำหรับคนที่อยากทำธุรกิจหรืออยากทำเว็บไซต์ให้ติด SEO เพราะถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งพลัง และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ของคุณ ทำให้ Google มองเว็บของคุณเป็นเว็บไซต์ที่มีคุณภาพ ดังนั้น อย่าลืมใส่ใจและให้เวลากับการสร้างความน่าเชื่อถือด้วยเคล็ดลับในการสร้างและหา Backlink ที่ผมนำมาฝากในบทความนี้ด้วยนะครับ สำหรับวันนี้ลาไปก่อนสวัสดีครับ

สำหรับใครที่สนใจเรียน SEO ตั้งแต่พื้นฐานไปจนถึงเทคนิคการทำ และคุมงาน SEO ด้วยตัวเองได้ คลิกดูรายละเอียดคอร์สได้เลยนะครับ.