fbpx
EAT Factor

ใครทำงานเกี่ยวกับการตลาดหรือ SEO ไม่ควรพลาดบทความนี้อย่างยิ่ง! 

เพราะนี่คือบทความที่จะช่วยทำให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับจากการทำ SEO ได้เร็วขึ้น ด้วยการทำความเข้าใจในวิธีการทำงาน และ Algorithm หรือระบบประมวลผล ที่ทำหน้าที่ในการจัดอันดับ และการแสดงผลการค้นหาของ Google ให้มากขึ้น หรือที่คุณอาจจะเคยได้ยินมาก่อนแล้วในชื่อ “E-A-T Factor” นั่นเองครับ

E-A-T Factor คืออะไร?

สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่า E-A-T Factor คืออะไร ผมจะอธิบายให้คุณเข้าใจกันก่อนนะครับ 

E-A-T Factor คือ หลักเกณฑ์ ปัจจัย หรือวัตถุประสงค์ที่มีประโยชน์ (Beneficial Purposes) ที่ Algorithm หรือระบบประมวลผลของ Google Search นำมาใช้ในการพิจารณาคุณภาพของเว็บไซต์ ซึ่งหลักเกณฑ์นี้มีผลทำให้ลำดับค้นหาใน Google  มีการปรับเปลี่ยนขึ้น-ลงจากเนื้อหา บทความต่างๆ  ที่มีอยู่บนเว็บไซต์

E-A-T Factor คืออะไร
ที่มาภาพ: https://hukumat.com/eat-ranking-factor/

ดังนั้น หากคุณต้องการทำอันดับให้ติดในหน้าแรกของผลการค้นหา คุณก็ต้องทำให้เนื้อหาบนเว็บไซต์ของคุณมีคุณภาพ และตรงกับหลักเกณฑ์ E-A-T Factor ที่ทาง Google กำหนดไว้ครับ

หลักเกณฑ์ E-A-T Factor ประกอบไปด้วย…

หลักเกณฑ์ E-A-T Factor
ที่มาภาพ: https://static.googleusercontent.com

องค์ประกอบของ E-A-T Factor จะมีอยู่ด้วยกัน 3 ประการ คือ

1. Expertise (ความเชี่ยวชาญ)

เป็นหลักเกณฑ์ที่ว่าด้วยเรื่องของความเป็นกูรู (Guru) หรือความรู้และทักษะเฉพาะในด้านใดด้านหนึ่งที่ผู้เขียนหรือเจ้าของเว็บไซต์จะถ่ายทอดออกมาให้ผู้อ่านได้รับรู้อย่างถูกต้อง ลงลึก (Niche) และสามารถให้คำตอบกับผู้อ่านได้ด้วยโครงสร้างของเนื้อหาที่ดี

ซึ่งเกณฑ์นี้จะช่วยทำให้ Google มองเห็นว่า เว็บไซต์ไหนมีความเชี่ยวชาญจริง และควรถูกจัดอันดับใน Ranking ที่สูงขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ https://nerdoptimize.com/ ของเราที่เชี่ยวชาญและทำคอนเทนต์ด้าน Digital Marketing มาตลอด แน่นอนครับว่า Google มองว่า เราเป็น Expert ในด้านนี้ แต่ถ้าวันหนึ่งเราเกิดเปลี่ยนมาลงคอนเทนต์รีวิวอาหาร ในสายตาของ Google หรือตัวผู้อ่านก็คงจะมองว่าเราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ และไม่ถูกจัดอันดับเนื้อหาไว้ใน Keyword เหล่านั้นครับ

2. Authoritativeness (ความมีอิทธิพล)

หากคุณคือ Expert ในตลาดที่คุณกำลังทำอยู่ สิ่งที่จะตามมาคือ อิทธิพลหรือ อำนาจ (Authoritativeness) ที่คุณมักจะได้รับจากการอ้างอิง พูดถึง หรือที่เราเรียกกันว่า การได้รับ Backlink ที่มีคุณภาพจากเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง 

ยิ่งคุณได้รับการอ้างอิงมากเท่าไหร่ ก็เหมือนกับการที่เว็บไซต์ของคุณได้รับการโหวตจากเว็บไซต์อื่นๆ ว่าน่าเชื่อถือ ทำเนื้อหาได้ดีจนต้องนำไปอ้างอิงต่อ ซึ่งนี่ถือเป็นการแสดงให้ Google เห็นถึงความมีอิทธิพลและความเชี่ยวชาญ สุดท้ายเว็บไซต์ของคุณก็จะถูก Google จัดอันดับ Page Ranking ที่ดีขึ้นนั่นเองครับ

3. Trustworthiness (ความน่าเชื่อถือ)

แน่นอนว่า ถ้าคุณมีทั้งความเชี่ยวชาญและมีอิทธิพลแล้ว เว็บไซต์ของคุณก็ย่อมมีความน่าเชื่อถือ แต่ก็ต้องมาพร้อมกับ ความสดใหม่จากการทำคอนเทนต์สม่ำเสมอ ความโปร่งใสจากการระบุตำแหน่งหรือช่องทางการติดต่อที่ชัดเจน และความเกี่ยวข้องของ Keyword และเนื้อหา ที่ Google มองแล้วว่าเว็บไซต์ของคุณควรจะต้องถูกจัดอันดับใน Ranking ที่สูงขึ้นด้วย

ทำไมต้องใช้หลักเกณฑ์ E-A-T Factor?

แล้วทำไมถึงต้องใช้หลักเกณฑ์ E-A-T Factor ในการประเมินเว็บไซต์ของคุณด้วยล่ะ?

เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปในปี 2015 ที่ Google มีการเผยแพร่เอกสารที่เกี่ยวกับ Search Quality Rating Guidelines โดยมีเนื้อหาภายในแยกเป็น 4 ส่วนคือ ภาพรวมทั้งหมด, Page Quality, ความเข้าใจถึงโมบาย, เรื่อง Rating และการใช้ Evaluation Platform ซึ่งถือเป็นคู่มือฉบับเต็มครั้งแรกที่ Google ออกมาเผยแพร่ข้อมูลทุกสิ่งที่เกี่ยวกับการจัดอันดับการค้นหา และหนึ่งในนั้นมีการพูดถึงหลักเกณฑ์ E-A-T Factor รวมอยู่ด้วย

ซึ่งเมื่อมีหลักเกณฑ์ E-A-T Factor ถูกนำมาใช้ก็ทำให้เว็บไซต์หลายๆ เว็บที่เน้นการทำสแปม ให้ข้อมูลไม่จริง เป็นข้อมูลที่ไม่ได้รับการอัปเดต หรือชอบคัดลอกคอนเทนต์มาจากเว็บไซต์อื่นๆ ถูกจัดการ และทำให้เว็บไซต์ที่มีคุณภาพได้มีโอกาสพบเจอ และถูกจัดอันดับไว้ใน Ranking ที่ดีขึ้น ส่งผลให้ผลการค้นหามีแต่เนื้อหาคุณภาพ (Quality Content) สำหรับผู้ใช้งานเท่านั้นครับ

E-A-T Factor มีความสำคัญต่อเว็บไซต์ประเภท YMYL

ที่มาภาพ : https://moz.com/blog/google-e-a-t

และในช่วงปี 2018 ที่ผ่านมา Google มีการพัฒนาระบบ Algorithm ที่มีชื่อว่า “YMYL” ย่อมาจาก Your Money Your Life โดยเป็นเกณฑ์ที่ใช้ในการจัดอันดับเว็บไซต์ที่มีคอนเทนต์เกี่ยวข้องกับการเงิน สุขภาพ การดูแลตัวเอง กฎหมาย E-Commerce ความปลอดภัย และชีวิตของผู้อ่าน 

ซึ่งเว็บไซต์เหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือมากที่สุด เพราะบทความที่เกี่ยวกับ YMYL อาจส่งผลกระทบในแง่ลบได้หากเป็นข้อมูลบิดเบือน หรือเป็นแค่ความคิดเห็นจากผู้เขียน เช่น หากคุณป่วย แล้วต้องการหาข้อมูลเกี่ยวกับอาการ แต่เมื่อค้นหาข้อมูลบน Google แล้วกลับพบแต่บทความที่มีเนื้อหาไม่ถูกต้อง ซึ่งบางคนอาจไม่รู้แล้วนำไปทำตาม นี่อาจจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคุณได้ 

ดังนั้น เนื้อหาบนเว็บไซต์ของคอนเทนต์ประเภท YMYL จึงจำเป็นต้องเชื่อมโยงกับ E-A-T Factor และต้องทำให้ถูกต้องในหลักเกณฑ์ที่กำหนดไปโดยปริยายครับ

เนื้อหาบนเว็บไซต์แบบไหนที่ไม่เข้าเกณฑ์?

สำหรับใครที่ไม่แน่ใจว่า เว็บไซต์ของคุณนั้นอยู่ในเกณฑ์ที่ E-A-T Factor หรือไม่ ลองดูว่า สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่หรือเปล่าดีกว่าครับ 

*(หากคุณทำอยู่แนะนำให้หยุด แล้วลองเปลี่ยนไปทำวิธีที่ถูกต้องในหัวข้อถัดไป รับรองว่า จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณตรงตามเกณฑ์ E-A-T Factor แน่นอนครับ)

  1. มักไม่ให้แหล่งอ้างอิงในบทความ เช่น ไม่มีการทำ External Link หรือให้เครดิตไปยังเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง นั่นเท่ากับว่า คุณเขียนข้อมูลขึ้นมาโดยไม่มีที่มานั่นเองครับ
  2. คุณภาพของเนื้อหาอยู่ในเกณฑ์ต่ำ เช่น เขียนเนื้อหาที่ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของเว็บไซต์ เหมือนกับที่ผมยกตัวอย่างไปแล้วว่า หากวันหนึ่ง NerdOptimize ที่ให้ความรู้ด้านการทำ Digital Marketing กระโดดไปทำคอนเทนต์ของตลาดอื่น, คัดลอกเนื้อหาจากเว็บอื่นเป็นประจำ, ไม่มีการใส่รูป วิดีโอ หรือปรับปรุงคอนเทนต์ให้น่าสนใจ เป็นต้น
  3. ใช้หัวข้อแนว Click Bait เน้นให้คนอยากคลิก แต่จริงๆ ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกัน
  4. เนื้อหาเป็นความคิดเห็นที่ขัดแย้งกับงานวิจัยที่ได้รับการยอมรับ
  5. มีการกล่าวถึงผู้อื่นในแง่ลบ บิดเบือน ให้ข้อมูลเป็นเท็จหรือเป็นความเห็นที่ส่งผลกระทบต่อผู้อื่น
  6. ไม่เปิดเผยตัวตน เช่น ไม่ระบุข้อมูลที่ตั้ง ไม่มีชื่อผู้เขียน เป็นต้น

วิธีทำเว็บไซต์ให้ผ่านเกณฑ์ E-A-T Factor

เช็กคุณภาพของคอนเทนต์กันไปคร่าวๆ แล้ว คราวนี้เรามาปรับปรุงเนื้อหาและเว็บไซต์ให้ตรงตามเกณฑ์ E-A-T Factor ในแต่ละหัวข้อกันเลยดีกว่าครับ

1. ปรับปรุงเว็บไซต์ให้เข้าเกณฑ์ Expertise

มาเพิ่มความเชี่ยวชาญของเว็บไซต์ด้วยคอนเทนต์ที่มีคุณภาพและสื่อสารให้ผู้อ่านเห็นว่า คุณคือผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมของคุณกันดีกว่าครับ โดยวิธีการปรับเนื้อหาบทความให้น่าอ่าน พร้อมทั้งทำการปรับปรุง SEO On-Page ให้ดีขึ้นไปพร้อมๆ กัน ดังนี้

วิธีการปรับปรุงคอนเทนต์ให้น่าสนใจ

  • ทำคอนเทนต์คุณภาพอย่างสม่ำเสมอ และทำคอนเทนต์ที่มีความเฉพาะ (Niche) ที่ตรงกับวัตถุประสงค์ของเว็บไซต์เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้คุณดูเป็น Expert ในอุตสาหกรรมมากที่สุด 
  • คำนึงถึงสิ่งที่ผู้อ่านอยากรู้เป็นหลัก เพื่อนำเสนอแต่สิ่งที่มีประโยชน์ และสร้าง Engagement ที่ดีให้กับบทความได้ทั้งจากการค้นหาบน Search Engine หรือบน Social Media ก็ตาม 
  • ทำคอนเทนต์ที่มีเนื้อหากระชับ เข้าใจง่าย มีการเว้นช่วงแต่ละย่อหน้าอย่างเหมาะสม และตรงกับโครงสร้างของการทำ SEO เพื่อให้ผู้อ่านได้คำตอบ และอยู่บนเว็บไซต์ของคุณได้นานมากยิ่งขึ้น
  • ดึงดูดความสนใจด้วยการใช้ Media ที่หลากหลาย เช่น รูปภาพ วิดีโอ ฯลฯ

วิธีการปรับปรุง SEO On-Page

  • ทำ Keyword Research ได้ตรงกับ Search Intent ของกลุ่มเป้าหมาย 
  • ใส่ Keyword ของธุรกิจคุณลงไปการทำคอนเทนต์บนเว็บไซต์ใน 100 คำแรก หรือตามหัวข้อ (heading) ต่าง ๆ
  • ปรับแต่ง Title tags, Slug และ Meta Description ด้วยการใส่ Keyword
  • ใส่ HTML Tags (H1, H2, H3..)
  • ทำ Internal Links ให้เชื่อมลิงก์ไปยังหน้าเพจต่างๆ และทำ External Link ไปยังเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง
  • ทำให้เว็บไซต์รองรับการอ่านบนสมาร์ทโฟน (Mobile friendly)

2. ปรับปรุงเว็บไซต์ให้เข้าเกณฑ์ Authoritativeness 

คุณจะสามารถสร้างอิทธิพลได้ ก็เมื่อได้รับความไว้วางใจที่มากพอ หรือก็คือการได้รับ Backlink ที่มีคุณภาพมาจากเว็บไซต์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคุณสามารถทำได้ด้วยวิธีต่างๆ ต่อไปนี้

  • เขียนบทความที่สดใหม่ เน้นความถูกต้อง ชัดเจน และมีเอกลักษณ์เป็นของคุณเอง
  • ไม่ทำการคัดลอกบทความมาจากเว็บไซต์อื่น
  • โฟกัสการทำเนื้อหาที่ตอบโจทย์ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเท่านั้น เพื่อทำให้เกิดภาพจำกับผู้อ่าน ส่วน Google ก็จะมองเห็นถึงความเชื่อมโยงของเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกันได้ด้วย
  • หมั่นแชร์บทความไปยังช่องทางอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น Social Media ของคุณเอง หรือไปเป็น Guest Writing ให้กับเว็บไซต์ต่างๆ แล้วทำการ Backlink กลับมายังเว็บไซต์ของคุณ
  • ทำ Pillar Page เพื่อรวบรวมเนื้อหาที่ดีที่สุด ครบที่สุด ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์คุณโดยเฉพาะ เพื่อให้ได้รับ Traffic & Authority ที่มีคุณภาพกลับมา
  • เพิ่มช่องทางที่ทำให้ได้รีวิวจากผู้อ่าน เช่น การทำ Review Snippet สำหรับเว็บไซต์ที่ต้องมีการให้ Rating เช่น เว็บไซต์รีวิว อาหาร โรงแรม อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ
  • ปรับปรุงเนื้อหาและอัปเดตอยู่เสมอ เช่น คุณทำการเขียนบทความรวมเทรนด์ในปี 2020 ไปแล้ว ก็อย่าลืมกลับมาปรับปรุงบทความนี้ให้เป็นปีล่าสุด ซึ่งช่วยทำให้ Google และผู้อ่านเห็นว่า คุณอยู่หรือเป็นผู้นำกระแส ทำให้ได้รับ Authority ที่ดีขึ้นจากการถูกนำไปอ้างอิงในฐานะ Trend Setter

3. ปรับปรุงเว็บไซต์ให้เข้าเกณฑ์ Trustworthiness 

ความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ Google จะพิจารณาจาก…

  • การที่เว็บไซต์ของคุณให้เครดิตหรืออ้างอิงเว็บไซต์ที่มีความเชี่ยวชาญในเฉพาะเรื่องที่คุณเขียนถึง เช่น nerdoptimize เขียนคอนเทนต์เรื่อง SEO แล้วมีการอ้างอิงถึง Google เป็นต้น หรืออาจจะใช้วิธีการให้เครดิตไปยังเว็บไซต์ที่เป็นทางการอย่าง .edu , .ac.th , .gov ก็เป็นส่วนที่เพิ่มความน่าเชื่อถือได้เช่นเดียวกันครับ
  • การสร้างช่องทางการติดต่อกับเจ้าของเว็บไซต์ได้โดยตรง เช่น การระบุตำแหน่งที่ตั้ง การใส่เบอร์โทร อีเมล หรือใส่ข้อมูลช่องทาง Social Media อื่นๆ
  • การใส่ประวัติของผู้เขียนบทความ หากผู้เขียนมีประวัติ อาชีพ หรือความเชี่ยวชาญที่ระบุว่า เกี่ยวข้องกับบทความที่เขียนด้วยก็จะช่วยเสริมความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ได้ครับ
  • การทำ Privacy Policy (นโยบายความเป็นส่วนตัว) เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้งานเว็บไซต์
  • การทำ HTTPS เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการสื่อสารหรือส่งข้อมูลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
  • การเพิ่มหน้า About Us ที่พูดถึงบริษัทหรือตัวเจ้าของเว็บไซต์ รวมถึงระบุเจตนาของการทำเว็บไซต์และเงื่อนไขต่างๆ ในการใช้งานโดยตรง
  • หากเว็บไซต์ของคุณมีช่องทางการชำระเงิน ควรเพิ่มนโยบายการคืนสินค้าหรือคืนเงินให้ชัดเจน

สรุป

การทำให้เว็บไซต์และเนื้อหาบทความให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ E-A-T Factor ถือเป็นเรื่องสำคัญมากนะครับ เพราะนี่คือเครื่องหมายที่การันตีแล้วว่า เว็บไซต์ของคุณจะสามารถติดอันดับในหน้าหนึ่งได้อย่างมั่นคง ยาวนาน และไม่ตกอันดับง่ายๆ เนื่องจากได้รับการยอมรับแล้วว่า ตรงตามหลักเกณฑ์ 3 อย่าง ได้แก่ Expertise, Authoritativeness และ Trustworthiness แบบครบถ้วน อาจจะต้องใช้เวลาสักหน่อย แต่เชื่อเถอะครับว่า จะทำให้การทำ SEO ของคุณได้ผลระยะยาว และเป็นขวัญใจของทั้งผู้อ่านและ Google อย่างแน่นอน

สำหรับใครที่สนใจเรียน SEO ตั้งแต่พื้นฐานไปจนถึงเทคนิคการทำ และคุมงาน SEO ด้วยตัวเองได้ คลิกดูรายละเอียดคอร์สได้เลยนะครับ.